โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย

autoinfo.co.th

อัพเดต 27 ก.ค. 2561 เวลา 10.52 น. • เผยแพร่ 24 ก.ค. 2561 เวลา 10.09 น.
10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย

รถแต่ละยี่ห้อ มีหลายรุ่น ซึ่งแต่ละรุ่นก็มีหลายโฉม ทำให้ยากในการจดจำ ฉายาต่างๆ จึงถูกเรียกขึ้น ตามบุคลิกของรถ "autoinfo.co.th" พาไปรู้จักที่มาของฉายารถรุ่นต่างๆ ที่ดูแล้ว "ใช่เลย ตรงตามฉายา"

ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย
ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย

โตโยตา โคโรลลา "โดเรมอน"
โตโยตา โคโรลลา เจเนอเรชันที่ 6 ผลิตออกมาจำหน่ายครั้งแรกปี 2530 ซึ่งเป็นโฉมที่มีเทคโนโลยีเครื่องยนต์ 16 วาล์ว รุ่นแรกขายในไทย สังเกตง่ายๆ จะมีสติคเกอร์ "Twincam 16 Valve" ติดไว้ที่ข้างประตูรถ ในรุ่นท้ายๆ ถูกปรับปรุงด้วยการวางเครื่องยนต์ระบบหัวฉีด 4A-GE 16v ในรุ่น GTi
สาเหตุที่เรียก "โดเรมอน" เพราะว่า โคโรลลา รุ่นนี้ มีออพชันหลากหลาย ต่างจากรถรุ่นอื่นในเซกเมนท์เดียวกันที่ไม่มี เช่น กระจกไฟฟ้า เครื่องยนต์หัวฉีด เกียร์อัตโนมัติ ฯลฯ ซึ่งเหมือนกับโดเรมอนที่มีของวิเศษหลายชิ้นนั่นเอง

ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย
ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย

โตโยตา โคโรลลา "สามห่วง"
รถยอดฮิทในตำนาน โตโยตา โคโรลลา AE101 โฉมนี้เป็นเจเนอเรชันที่ 7 ของตระกูล โคโรลลา เปิดตัวครั้งแรกในไทยปี 2534 ซึ่งขณะนั้นสร้างปรากฏการณ์ยอดจองทะลุ 10,000 คัน ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องงัดแผนสำรอง สั่งนำเข้ารุ่น LX Limited จากญี่ปุ่น มาจำหน่ายในเมืองไทย เครื่องยนต์มีให้เลือก 3 รุ่น คือ 1.3, 1.5 และ 1.6 ลิตร
สาเหตุที่เรียกรุ่นนี้ว่า "สามห่วง" เพราะเป็นรุ่นแรกที่เริ่มใช้ตราสัญลักษณ์โลโก "สามห่วง" (วงรีไขว้ 3 วง) แทนโลโกเก่า "TOYOTA" ที่เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ ซึ่งโลโกดังกล่าว ก็ถูกนำมาใช้จนถึงปัจจุบัน

ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย
ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย
ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย

ฮอนดา ซีวิค "ตาโต"
ฮอนดา ซีวิค เจเนอเรชันที่ 6 ผลิตขึ้นปี 2539 โฉมนี้ยังมีให้เห็นอยู่บนถนนจำนวนมาก เพราะเป็นโฉมที่วัยรุ่นนิยมซื้อมือสองมาปรับแต่งกัน ในประเทศไทยมีออกมาจำหน่ายทั้งในรุ่น 4 ประตู ซีดาน และ 2 ประตู คูเป ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร
รูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นคงหนีไม่พ้นไฟหน้า ที่ออกแบบได้อย่างใหญ่โตกว่าเจเนอเรชันที่ผ่านมา สิ่งนี้เองจึงได้รับฉายาว่า "ซีวิค ตาโต" และในช่วงปี 2542-2543 ได้ปรับเปลี่ยนหน้าตา ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ ทั้งกันชนหน้า ไฟหน้า กันชนท้าย รวมไปถึงไฟท้าย ที่มีลักษณะคล้ายกับเมล็ดข้าวโพด จึงเรียกรุ่นไมเนอร์เชนจ์นี้ว่า "ซีวิค ไฟท้ายข้าวโพด"

ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย
ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย

ฮอนดา แอคคอร์ด "ปลาวาฬ"
ฮอนดา แอคคอร์ด เจเนอเรชันที่ 7 เปิดตัวในเมืองไทย เมื่อปี 2546 ในรุ่นนี้ถูกปรับปรุงให้รูปลักษณ์ภายนอกใหญ่โตมากขึ้น มีทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 และ 3.0 ลิตร ในรุ่นทอพติดตั้งหลังคาซันรูฟเอาไว้ด้วย
ฉายา แอคคอร์ด ปลาวาฬ มาจากรูปลักษณ์ภายนอก ที่ดูใหญ่โต โค้งมน เมื่อมองจากด้านข้างจะมีลักษณะคล้ายกับปลาวาฬ ส่วนไฟท้ายก็เหมือนกับลายครีบและหางของปลาวาฬเช่นกัน

ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย
ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย

เมร์เซเดส-เบนซ์ "โลงจำปา"
รุ่น อี-คลาสส์ รหัสตัวถัง W124 เริ่มเข้ามาจำหน่ายในไทยตั้งแต่ปี 2528 เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของรุ่นนี้เป็นการออกแบบภายนอกที่มีแต่เหลี่ยมคมในทุกสัดส่วน (ซึ่งนิยมมากในขณะนั้น) และที่ปัดน้ำฝนแบบ Panorama ซึ่งอาศัยก้านปัดเพียงก้านเดียว สามารถยืดหด รีดน้ำจากด้านซ้าย ไปจนขวาสุดได้โดยไม่ชนขอบกระจก ทำให้เหลือพื้นที่ที่ปัดน้ำฝนไม่หมดเพียง 20 % ของพื้นที่กระจกหน้าทั้งหมด
ด้วยรูปทรงที่เน้นความเหลี่ยมคม ถ้ามองจากด้านท้าย จะคล้ายคลึงกับโลงจำปา หรือโลงศพของชาวจีน

ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย
ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย

เมร์เซเดส-เบนซ์ "ตาถั่ว"
รุ่น ซี-คลาสส์ รหัสตัวถัง W203 ผลิตออกมาจำหน่ายตั้งแต่ปี 2543 รูปลักษณ์ภายนอกดูสวยงาม โค้งมน ไม่ตกยุค จุดเด่นเป็นโคมไฟหน้าที่ออกแบบให้มีลักษณะเชื่อมติดกัน 2 โคม ซึ่งได้รับความสนใจมากในขณะนั้น
เมื่อออกแบบไฟหน้าให้เชื่อมติดกันระหว่าง 2 โคมแล้ว รูปทรงและขนาดของไฟ ก็เหมือนกับ "ฝักถั่วลิสง" ที่มีปล้องใหญ่และเล็กอยู่ในฝักเดียวกัน จึงเรียกรุ่นนี้ว่า "เบนซ์ตาถั่ว"

ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย
ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย

ดัทสัน "ช้างเหยียบ"
กระบะสุดคลาสสิค ที่นักสะสมรถคลาสสิคต้องมีไว้สักคัน คือ ดัทสัน แอล 620 ซึ่งปัจจุบันเห็นบนถนนได้น้อยมาก โมเดลนี้ถูกผลิตขึ้นตั้งแต่ปี 2515-2522 เครื่องยนต์รหัส J15 ให้กำลัง 77 แรงม้า
ดัทสัน "ช้างเหยียบ" ฉายาของรุ่นนี้ ไม่ได้มีสัดส่วนไหนของรถที่มีหน้าตาคล้ายกับช้างแต่อย่างใด แต่มาจากหนังโฆษณาการขายรถในขณะนั้น ที่นำช้างขึ้นไปเหยียบบนท้ายกระบะ เพื่อแสดงถึงความแข็งแรงในการบรรทุก ทำให้คนยุคนั้นจดจำถึงหนังโฆษณานี้ได้เป็นอย่างดี จึงเรียกรุ่นนี้ว่า "ดัทสัน ช้างเหยียบ"

ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย
ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย

นิสสัน "กอดซิลลา"
กอดซิลลา (Godzilla) คือ ฉายารถ นิสสัน สกายไลน์ ที่ถูกเรียกมาตั้งแต่ปี 2533 โดย สกายไลน์ จีที-อาร์ อาร์ 32 ได้สร้างชื่อเสียงในการเข้าแข่งขัน Australian Touring Car Championship ที่โค่นแชมพ์เก่าอย่าง ฟอร์ด สิเอร์รา คอสเวิร์ธ ได้เป็นผลสำเร็จ ผู้คนจึงเปรียบชัยชนะของ นิสสัน สกายไลน์ จีที-อาร์ อาร์ 32 ให้รุ่นนี้เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งที่ได้ชัยชนะ ซึ่งเปรียบเหมือนกับ  "กอดซิลลา" ที่มีร่างกายใหญ่โต เอาชนะได้ทุกสิ่ง

ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย
ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย

มิตซูบิชิ "กล่องไม้ขีด"
มิตซูบิชิ แลนเซอร์ เจเนอเรชันที่ 2 ถูกผลิตตั้งแต่ปี 2522 ซึ่งในรุ่นนี้ได้ปรับปรุงให้เครื่องยนต์มีความประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่ารุ่นก่อน และออกแบบให้ห้องโดยสารเงียบขึ้น ลดปริมาณเสียงรบกวนจากภายนอกและเครื่องยนต์ได้ดีในขณะนั้น
ซึ่งดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว ก็ไม่แปลกเลย ที่จะเรียกว่า "กล่องไม้ขีด" เพราะรูปทรงที่แบนราบมีแต่เหลี่ยมสัน เหมือนกับกล่องไม้ขีดนั่นเอง

ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย
ภาพประกอบ : 10 ฉายารถสุดแปลก ดูแล้วใช่เลย

มิตซูบิชิ "ท้ายเบนซ์"
มิตซูบิชิ แลนเซอร์ เจเนอเรชันที่ 7 เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปี 2539 โฉมนี้ยังมีให้เห็นบนท้องถนนที่มากพอสมควร จุดเด่นของรุ่นนี้ คือ ไฟท้าย ซึ่งเป็นก้อน 3 เหลี่ยม ต่างจากเจเนอเรชันที่ 6 ที่มีไฟท้ายเป็นแถบคาดแนวนอน แถมตัวถังดูใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สาเหตุที่เรียกรุ่นนี้ว่า "ท้ายเบนซ์" ก็มาจากไฟท้าย ที่ดันไปละม้ายคล้ายคลึงกับ เมร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาสส์ W202 ที่ผลิตออกมาก่อนหน้านี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...