โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

น้ำหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะเราทานอาหารที่มี รสเค็ม มากเกินไปหรือเปล่า?

Campus Star

เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2561 เวลา 09.31 น.
เนื่องจากอาหารที่รสเค็มจะเป็นตัวเร่งการผลิตโดปามีนซึ่งเป็นสารเคมีในสมองส่งผลต่ออารมณ์ความพึงพอใจ ความสุข ทำให้เกิดความรู้สึกอยากอาหาร และเมื่อเราติดรสเค็มไปแล้วก็จะทำให้เราทานอาหารที่มีรสเค็มตลอด

ใครบอกว่าการทานอาหารที่มีรสหวานหรือทานอาหารจำพวกแป้งมากเกินไป จะเป็นเพียงสาเหตุเดียวที่ทำให้เราน้ำหนักขึ้น เพราะในความเป็นจริงแล้วการที่เราชอบทานอาหารที่มีรสชาติเค็มก็ทำให้น้ำเพิ่มขึ้นได้เหมือนกัน เพราะจากการศึกษาพบว่ารสชาติอาหารเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เราทานอาหารเพิ่มมากขึ้น โดยพบว่ารสเค็มส่งผลต่อการทานมากที่สุด

อาหารรสเค็ม ภัยร้ายที่ทำให้น้ำหนักขึ้น…

เนื่องจากอาหารที่รสเค็มจะเป็นตัวเร่งการผลิตโดปามีนซึ่งเป็นสารเคมีในสมองส่งผลต่ออารมณ์ความพึงพอใจ ความสุข ทำให้เกิดความรู้สึกอยากอาหาร และเมื่อเราติดรสเค็มไปแล้วก็จะทำให้เราทานอาหารที่มีรสเค็มตลอด ถ้าวันไหนอาหารมีรสไม่เค็มตามที่เราต้องการก็จะทำให้เรารู้สึกว่าอาหารนั้นไม่อร่อย รู้สึกอารมณ์เสีย

นอกจากนี้ผู้ที่ติดอาหารรสเค็มจะเกิดความอยากอาหารเพิ่มมากขึ้น รู้สึกหิวบ่อย ทานอาหารจำนวนมากขึ้น นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเจอกับภาวะน้ำหนักตัวเกินค่ามาตรฐานหรือโรคอ้วนได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่ชอบทานอาหารรสเค็ม แต่ถ้าหากเราไม่ต้องการที่จะประสบกับปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น แคมปัส-สตาร์ ก็มีเคล็ดลับที่จะช่วยทำให้เราไม่ต้องประสบกับปัญหาน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นนี้มาบอกกันด้วยค่ะ

คุณกำลังได้รับความเค็มเยอะเกินไปหรือไม่?

1. ทานอาหารแปรรูปเป็นประจำ 

ชอบทานอาหารแปรรูปเป็นประจำ ยิ่งทานทุกวันก็ยิ่งเสี่ยงต่อการได้รับโซเดียมเกินความจำเป็นต่อร่างกาย ในกลุ่มของอาหารแปรรูปจะมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบและมีปริมาณมากกว่าอาหารในกลุ่มของผัก-ผลไม้ กลุ่มข่าว ธัญพืช เพราะในการแปรรูปอาหารนั้นจะต้องใช้เกลือ (โซเดียม) ในการยืดอายุในการเก็บรักษา

2. ตรวจเลือดแล้วพบภาวะโซเดียมสูง

เมื่อมีการตรวจเลือดแล้วพบว่ามีภาวะโซเดียมสูงในเลือด คือสูงกว่า 145 mmol/L โดยอาการที่แสดงออกมาให้เราได้รับรู้ก็คือ เราจะมีอาการคอแห้ง ปวดศรีษะ หงุดหงิดบ่อย ๆ มีความดันโลหิตสูง ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายต่อการไหลเวียนของเลือด เกิดอาการช็อก และหมดสติในที่สุด

3. บวมน้ำ 

มีอาการบวม เนื่องจากเกลือสามารถทำให้เราเกิดอาการกักน้ำในร่างกายได้ เพื่อใช้ในการละลายความเข้มข้นของโซเดียมได้ สังเกตได้จากเราจะมีอาการท้องป่อง หน้าบวม แขนบวม

4. ชอบทานอาหารรัสจัด 

ชอบทานอาหารที่มีรสชาติจัด เช่น ชอบทานอาหารที่มีรสชาติเผ็ด ซึ่งหลังจากความเผ็ดแล้วก็จะมีรสชาติเค็มตามมาด้วย

5. กินขนมกรุบกรอบเยอะไป 

ชอบทานขนมหรือของว่าที่อยู่ในรูปของขนมกรุบกรอบ ขนมกระป๋อง เช่น มันฝรั่งทอดกรอบ ปลาหมึกกรอบ ถั่วทอด ขนมปังกรอบ เป็นต้น

6. ชอบเติมเกลือก่อนทานอาหาร

ไม่ว่าจะเป็นการเติมเกลือ น้ำปลา หรือซอสต่าง ๆ ก่อนทานอาหารก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เรามีน้ำหนักเพิ่มขึ้น หรือเป็นโรคอ้วนได้

ปรับพฤติกรรมการทานอาหารก็ช่วยได้แล้ว

1. เลือกทานอาหารที่ดีต่อร่างกาย 

ให้เราเปลี่ยนมาเลือกทานอาหารสดจากธรรมชาติให้มากยิ่งขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ และลดการทานอาหารแปรรูป เป็นต้น

2. ลดการทานเกลือ/โซเดียม 

ก่อนที่เราจะทานอะไรควรอ่านฉลากโภชนาการเสียก่อน เลือกทานอาหารที่มีปริมาณโซเดียมน้อยที่สุด หรือเลือกดูอาหารที่เขียนไว้ว่า “ลดการใช้เกลือ (Low sodium)”

3. ดื่มน้ำเปล่าดีที่สุด 

ให้เราเลือกดื่มน้ำเปล่าแทนการดื่มน้ำหวานหรือน้ำผลไม้ เนื่องจากในน้ำผลไม้ในปัจจุบัน (บางครั้ง) ได้มีการเติมเกลือลงไปเพื่อเป็นการเพิ่มรสชาติให้อร่อยมากยิ่งขึ้น แต่ยิ่งจะทำให้เราต้องทานรสเค็มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นเราควรที่จะต้องเลี่ยง

4. ชิมรสชาติก่อนปรุงอาหาร

ก่อนที่จะทานอาหารเราควรที่จะต้องชิมก่อนปรุง และเมื่อเราจะต้องออกไปทานอาหารข้างนอก อาจจะต้องขอแยกซอส เครื่องปรุงรสต่าง ๆ หรือขอให้ทางร้านทำอาหารที่มีชาติเค็มให้น้อยลง

5. ต้องมีเป้าหมายที่แน่นอน 

การตั้งเป้าหมายในการกินเพื่อลดความเค็มลง โดยการลดการเติมเครื่องปรุงในอาหาร ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีที่ทำให้สามารถเห็นผลได้เร็ว และยังเป็นการสร้างแรงใจให้กับตนเองไปในตัวอีกด้วย

** นอกจากการทานอาหารรสเค็มจะทำให้เราเป็นโรคอ้วนแล้ว ยังทำให้เราเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ภาวะกระดูกผุ และโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ได้อีกด้วย

ที่มา : www.thaihealth.or.th

Written by : Toey

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...