โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สถาบันโรคผิวหนังชี้ หากเกิด โรคงูสวัดหลังฉีดวัคซีนโควิด19 อาจไม่ได้มาจากวัคซีน

BRIGHTTV.CO.TH

เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 07.48 น. • Bright Today

สถาบันโรคผิวหนัง ชี้การเกิด โรคงูสวัดหลังฉีดวัคซีนโควิด19 พบได้ไม่บ่อย และอาจไม่ใช่สาเหตุจากวัคซีนโดยตรง

จากกรณีที่-มีข่าวเผยแพร่ทางออนไลน์ เกี่ยวกับ โรคงูสวัด ที่เกิดขึ้นตามหลังการฉีดวัคซีนโควิด 19 นั้น นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า  โรคงูสวัดเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส varicella ซึ่งเป็นเชื้อเดียวกับไวรัสที่ทำให้เกิดโรคสุกใส และเป็นไวรัสที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับไวรัสเริม 

โดยที่ผู้ป่วยเมื่อเป็นโรคสุกใสแล้วเมื่อหายจากโรค เชื้อไวรัสจะเข้าไปซ่อนในปมประสาท และจะถูกกระตุ้นเมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ ซึ่งไวรัสจะมีการแบ่งตัวทำให้การปล่อยเชื้อไวรัสออกมาตามแนวเส้นประสาท จะมีอาการแสดงเบื้องต้นคือปวดแสบปวดร้อนที่ผิวหนังซึ่งถูกควบคุมโดยแนวเส้นประสาทนั้น 

ต่อมาจะมีผื่นแดงตามด้วยตุ่มน้ำในลักษณะเป็นกลุ่มเรียงตัวตามแนวเส้นประสาท โดยที่ตุ่มน้ำสามารถกลายเป็นตุ่มหนองและแตกเป็นแผล หรือเป็นสะเก็ดตามมาได้ หลังจากอาการทางผิวหนังหายแล้ว อาจมีอาการปวดเรื้อรังในผู้ป่วยบางราย รวมถึงอาจมีแผลเป็นตามหลังได้

การเกิดการกระตุ้นให้เป็นโรคงูสวัดตามหลังการฉีดวัคซีนโควิด 19 นั้นพบได้ไม่บ่อย ข้อมูล ณ เวลานี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่า การเกิดโรคงูสวัดตามหลังการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 นั้น มีสาเหตุเกิดจากวัคซีนเองมีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้เกิดการกระตุ้นของเชื้อไวรัส varicella หรือว่าเป็นเหตุบังเอิญที่พบร่วมกัน เนื่องจากโรคงูสวัดเป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อยอยู่แล้ว ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังมีความคิดเห็นว่า การได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 นั้นมีผลดีมากกว่าผลเสีย

การรายงานการเกิดโรคงูสวัดตามหลังการฉีดวัคซีนโควิด 19 นั้น มีประปรายในต่างประเทศ โดยที่ส่วนใหญ่เป็นการรายงานในการเกิดโรคงูสวัดหลังจากได้รับวัคซีนประเภทที่ใช้สารพันธุกรรม (mRNA vaccines) โดยมีรายงานทั้งการเกิดโรคงูสวัดหลังได้วัคซีนทั้งเข็มแรก และเข็มที่สอง นอกจากนี้ ยังไม่มีคำแนะนำให้งดวัคซีนเข็มที่สอง หากเกิดโรคงูสวัดหลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก

ที่มา : กรมการแพทย์ สถาบันโรคผิวหนัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...