โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"จีน-อินเดีย" ยากแตกหัก เศรษฐกิจ-เทคโนโลยีเชื่อมโยงแน่น

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 มิ.ย. 2563 เวลา 11.40 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2563 เวลา 11.40 น.
AP Photo/Ashwini Bhatia

การปะทะกันระหว่างกองทหาร “จีน” กับ “อินเดีย” บริเวณชายแดนเมื่อ 16 มิ.ย. 2020 สร้างความตึงเครียดทางการทูตและการทหารระหว่างสองมหาอำนาจเอเชียเพิ่มขึ้นตามมา โดยในอินเดียได้เกิดกระแสการต่อต้านจีนจนนำไปสู่การเรียกร้องให้มีการบอยคอตสินค้าและบริการจากจีน โดยเฉพาะสินค้าเกี่ยวกับ “เทคโนโลยี” อย่างไรก็ตาม ด้วยความเชื่อมโยงของทั้งสองประเทศที่มีมากขึ้น

การปลุกกระแสชาตินิยมย่อมไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอินเดียเอง ทั้งนี้ เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการทหารได้ปลุกกระแสชาตินิยมในอินเดียที่มีเค้ามาตั้งแต่ก่อนหน้านี้

โดยซีเอ็นเอ็นรายงานหลังจากเหตุการณ์ปะทะกันทางทหารว่าชาวอินเดียปลุกกระแสต่อต้าน รวมถึงรณรงค์ให้มีการบอยคอตสินค้าและบริการจากจีนในวงกว้างมากขึ้นอีก ขณะที่ “โกลบอล ไทมส์” รายงานว่า กระแสต่อต้านจีนกำลังพุ่งสูงขึ้น โดยชาวอินเดียหลายล้านคนได้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น “Remove China Apps” ซึ่งจะปิดกั้นและป้องกันแอปพลิเคชั่นของจีนออกจากสมาร์ทโฟน

เช่นเดียวกับที่รัฐบาลของ “นเรนทรา โมดี” ใช้วิธีขี่กระแสชาตินิยมโดยมีเป้าหมายทางการเมือง ด้วยการประกาศเพิ่มกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดสำหรับการลงทุนทางตรงจากจีน ซึ่งในกรณีนี้ “อามิต บันดารี” จาก “เกตเวย์ เฮาส์” สำนักคิดทางด้านนโยบายต่างประเทศของอินเดียชี้ว่า รัฐบาลมีวัตถุประสงค์เพื่อลดอิทธิพลในด้านเทคโนโลยีที่จีนเริ่มแผ่ขยายอิทธิพลเข้าไปในอินเดียมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความพยายามกีดกัน แต่กล่าวได้ว่าถึงขณะนี้จีนได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของอินเดียอย่างมาก และบริษัทเทคโนโลยีจากจีนกลายเป็น

ผู้ลงทุนหลักในสตาร์ตอัพของอินเดีย โดยซีเอ็นเอ็นรายงานโดยอ้างอิงงานวิจัยของ “เกตเวย์ เฮาส์” พบว่า นักลงทุนชาวจีนได้เข้าไปมีบทบาทในสตาร์ตอัพยูนิคอร์นของอินเดียกว่า 30 แห่ง และคาดการณ์ว่าเงินลงทุนที่นักลงทุนจีนลงทุนในสตาร์ตอัพของอินเดียสูงกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ปี 2015 อย่างเช่น “อาลีบาบา” ที่เข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาดิจิทัลอีโคโนมีของอินเดีย โดยได้ลงทุนใน “สแนปดีล” แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ, “เพย์ทีเอ็ม” ผู้ให้บริการชำระเงินออนไลน์ รวมถึง “โซมาโต้” ผู้ให้บริการดีลิเวอรี่ เป็นต้น

“ซูกาตี้ โกซ” หัวหน้านักวิเคราะห์ภูมิภาคเอเชียใต้จาก “อัลไบรต์ สโตนบริดจ์ กรุ๊ป” สำนักคิดด้านการเมืองระหว่างประเทศจากวอชิงตัน ดี.ซี.ชี้ว่า จีนมีบทบาทสำคัญยิ่งในการยกระดับเศรษฐกิจของอินเดียสู่ยุคดิจิทัล ขณะที่อินเดียที่มีประชากรผู้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตจำนวนมากก็เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของจีนในการแข่งขันช่วงชิงความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีของโลก ความสัมพันธ์จึงเป็นไปในลักษณะที่ต่างฝ่ายต่างพึ่งพากันและกัน

ขณะที่รายงานจาก “อินเตอร์เนชั่นแนล ดาต้า คอร์ปอเรชั่น” (ไอดีซี) ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนของจีนยังได้เข้าไปมีบทบาทในอินเดียทั้งต่อผู้บริโภค, การลงทุน และการจ้างงาน โดยเมื่อปี 2019 แบรนด์สมาร์ทโฟนที่ทำยอดขายมากที่สุดในอินเดีย 5 อันดับแรก เป็นสมาร์ทโฟนจากจีนถึง 4 แบรนด์ และมียอดขายถึง 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแทบทั้งหมดมีฐานการผลิตในอินเดียนั่นเอง

“คิรานจิต คอร์” นักวิจัยอาวุโสภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จาก “ไอดีซี” สรุปผลที่จะตามมาจากกรณีดังกล่าวว่า “แคมเปญต่อต้านสินค้าจีนจะส่งผลต่อทั้งการจ้างงานและการบริโภคภายในประเทศของอินเดีย” นอกจากนี้ ยังมีสินค้าอื่น ๆ ที่อินเดียจำเป็นต้องพึ่งพาจีนเช่นเดียวกัน อย่างเครื่องจักรหนัก, อุปกรณ์โทรคมนาคม, อุปกรณ์โรงไฟฟ้า เป็นต้น

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้อินเดียก็เคยรณรงค์ต่อต้านสินค้าเหล่านี้จากจีน แต่ไม่ได้ส่งผลต่อยอดขายมากนัก เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่ “คิรานจิต คอร์” ชี้ว่า แม้จะมีการเรียกร้องให้แบนสินค้าจากจีน แต่คงไม่ส่งผลกระทบมากนักเช่นเดียวกัน เนื่องจากอินเดียยังจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเหล่านี้จากจีน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...