โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

นักวิจัยเผย 'สาเหตุที่อาจทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน' ของวัคซีน COVID-19 อย่าง AstraZeneca

BT Beartai

อัพเดต 16 พ.ค. 2564 เวลา 11.49 น. • เผยแพร่ 16 พ.ค. 2564 เวลา 08.50 น.
นักวิจัยเผย 'สาเหตุที่อาจทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน' ของวัคซีน COVID-19 อย่าง AstraZeneca

ทีมนักวิจัยชาวเยอรมันอธิบายสาเหตุที่เป็นไปได้ว่า ทำไมวัคซีนอย่าง AstraZeneca หรือ Johnson & Johnson จึงทำให้เกิดอาการภาวะลิ่มเลือดอุดตันในผู้ป่วยบางราย (แต่ผู้เชี่ยวชาญบางรายยังไม่เชื่อว่า นี่คือสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน)

อันเดรอาส์ กรายนาเชอร์ (Andreas Greinacher) หัวหน้าสถานบันภูมิคุ้มกันวิทยาและเวชศาสตร์การเปลี่ยนถ่ายที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย Greifswald กล่าวว่าปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เกิดขึ้นในโปรตีนบางประเภทในวัคซีนอาจเป็นตัวการที่ทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

ทีมวิจัยได้ทำการวิจัยวัคซีน AstraZeneca สำเร็จและได้เริ่มต้นวิจัยวัคซีน Johnson & Johnson ต่อ โดยกรายนาเชอร์สันนิษฐานว่า กลไกที่ทำให้เกิดอาการลิ่มเลือดอุดตันเกี่ยวข้องกับการที่วัคซีนทั้งสองชนิดนี้ใช้วิธีการปรับแต่งอะดีโนไวรัส (Modified Adenovirus) ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเซลล์ร่างกาย

ผมสันนิษฐานว่า นี่เป็นผลกระทบของวัคซีนที่ใช้อะดีโนไวรัส

อันเดรอาส์ กรายนาเกอร์ (Andreas Greinacher) – หัวหน้าสถานบันภูมิคุ้มกันวิทยาและเวชศาสตร์การเปลี่ยนถ่ายที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย Greifswald

อะดีโนไวรัสเป็นตระกูลหนึ่งของไวรัสที่ทำให้เกิดอาการไข้หวัดทั่วไปของมนุษย์ แต่การนำมาใช้ในวัคซีน นักวิทยาศาสตร์ได้ปรับแต่งให้ไวรัสตัวนี้ไม่แพร่เชื้อสู่เซลล์ โดยไวรัสที่ฉีดเข้าไปจะมีหน้าที่เพียงแค่เป็นตัวนำวัตถุดิบเข้าสู่ร่างกายเท่านั้น

อย่างไรก็ตามนอกจาก AstraZeneca และ Johnson & Johnson แล้วยังมี CanSino Biologics และวัคซีนจากรัสเซียที่ใช้อะดีโนไวรัสเช่นกัน แต่ทั้ง 2 ชนิดนี้กลับไม่พบเคสภาวะลิ่มเลือดอุดตันในผู้ป่วย อีกทั้งยังมีผู้ป่วยจำนวนน้อยมาก ๆ คือ มีผู้ป่วยเพียงร้อยกว่ารายจากผู้ได้รับวัคซีนจำนวนกว่าสิบล้านโดสที่เกิดภาวะดังกล่าว

COVID-19 อันตรายกว่ามาก ๆ ๆ ๆ เมื่อเทียบกับภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่มีโอกาสเกิดต่ำมาก

อันเดรอาส์ กรายนาเกอร์ (Andreas Greinacher) – หัวหน้าสถานบันภูมิคุ้มกันวิทยาและเวชศาสตร์การเปลี่ยนถ่ายที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย Greifswald

กรายนาเชอร์อธิบายว่า ในกรณีที่หายาก โปรตีนบางชนิดในวัคซีนเมื่อเข้าไปสัมผัสกับเกล็ดเลือดในร่างกายแล้วไปทำปฏิกิริยากับเกล็ดเลือด ทำให้เกล็ดเลือดเปลี่ยนรูปทรง และส่งสัญญาณเตือนไปให้กับระบบภูมิคุ้มกัน อีกทั้งปล่อยสารที่เรียกว่า Platelet factor 4 (PF4) ซึ่งช่วยในการปรับการแข็งตัวของเกล็ดเลือด

ในบางสถานการณ์ PF4 ได้ไปเกาะติดกับโปรตีนบางตัวจากวัคซีน แล้วรวมกันเป็นโครงสร้างซับซ้อนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันคิดว่า สารดังกล่าวเป็นอันตรายต่อร่างกาย จึงกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันที่เป็นส่งผลกระทบต่อร่างกาย

อย่างไรก็ตามกรายนาเชอร์กำลังวิจัยเพื่อยืนยันทฤษฎีดังกล่าวอยู่ จึงเป็นไปได้ว่า ข้อสันนิษฐานของเขาอาจจะไม่ถูกต้องก็ได้

อ้างอิง: LiveScience

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...