โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประชุม AEM+AMEM ปลดล็อก RCEP-พท.ทับซ้อนเขมร

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ก.ย 2562 เวลา 07.30 น. • เผยแพร่ 08 ก.ย 2562 เวลา 07.30 น.

ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอาเซียน ในช่วงวันที่ 6 ก.ย. 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ครั้งที่ 51 และการประชุมรัฐมนตรีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรืออาร์เซ็ป (RCEP) ครั้งที่ 7 และการประชุมระหว่างรัฐมนตรีการค้าอาเซียน 10 ประเทศ กับรัฐมนตรีการค้า กับคู่เจรจา 10 ประเทศแบบทวิภาคี ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ฮ่องกง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐ แคนาดา และรัสเซีย โดยฝ่ายไทยมี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นหัวหน้าคณะ

ไฮไลต์ RCEP-ลงนาม 2 ฉบับ

ไฮไลต์สำคัญครั้งนี้อยู่ที่การประชุมรัฐมนตรี RCEP วันที่ 7-8 กันยายน ซึ่งไทยพยายามปลดล็อกข้อติดขัดเพื่อให้บรรลุการเจรจา ก่อนประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในเดือนพฤศจิกายน 2562 และลงนามความตกลงได้ในปี 2563
และการลงนามเอกสารสำคัญ โดยรัฐมนตรี AEM 2 ฉบับ คือ ข้อตกลงยอมรับร่วม (MRA) ผลการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของยานยนต์และชิ้นส่วนของอาเซียน เพื่อลดเวลาและต้นทุนการทำธุรกิจผู้ประกอบการหากผ่านการตรวจสอบของสมาชิกอาเซียนประเทศใดประเทศหนึ่งแล้ว

เมื่อส่งออกไปยังสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ ก็ไม่ต้องตรวจสอบซ้ำถือว่าได้ยอมรับผลการตรวจสอบนั้นแล้ว และพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียนฉบับปรับปรุงจากฉบับเดิม ASEAN Protocol on Enhanced ASEAN Dispute Settlement Mechanism (EDSM) เพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

รวมทั้งเป็นไปตามหลักการและกระบวนการระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก(WTO) ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับสมาชิก หากมีข้อพิพาทระหว่างกันจากการใช้มาตรการทางการค้าของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็จะมีกลไกการหารือแก้ไขข้อพิพาทกันเอง โดยไม่ต้องพึ่งการตัดสินขององค์กรนอกอาเซียน ถือเป็นความสำเร็จของไทย เพราะ 2 เรื่องนี้หาข้อสรุปนานเกือบ 10 ปี

เปิดไส้ในกลไกระงับข้อพิพาท

สาระสำคัญกลไกระงับข้อพิพาทฉบับนี้จะปรับเงื่อนไขการฟ้องร้องให้ชัดเจนและเป็นธรรมมากขึ้น ปรับขั้นตอน และระยะเวลาในการตัดสินคดีและการปฏิบัติตามคำตัดสินคดีให้ปฏิบัติได้ง่ายขึ้น ปรับให้สมาชิกที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น มีกลไกให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายต่อสมาชิกอาเซียนที่ต้องการ และเพิ่มให้อนุญาโตตุลาการเป็นทางเลือกในการระงับข้อพิพาท เป็นต้น

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า พิธีสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกมาก เนื่องจากขณะนี้กลไกระงับข้อพิพาททางการค้าขององค์การการค้าโลก (WTO) กำลังประสบปัญหาเรื่องการคัดเลือกสมาชิกองค์กรอุทธรณ์ชุดใหม่แทน 6 ใน 7 คน ที่จะหมดวาระในเดือนธันวาคมนี้ หากสมาชิก WTO ยังไม่สามารถหาข้อสรุปในการเลือกสมาชิกองค์กรอุทธรณ์แทนตำแหน่งที่ว่างลงได้ จะทำให้กระบวนการระงับข้อพิพาทของ WTO หยุดชะงักลง

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่อาเซียนเริ่มมีกลไกระงับข้อพิพาทครั้งแรกนับแต่ปี 1996 หลังจากที่ WTO มีกลไกระงับข้อพิพาทเพียงปีเดียว (1995) แทบเรียกได้ว่าไม่เคยใช้เลย หรือมีเพียงแค่ 1 เคสเท่านั้น คือ บริษัทสิงคโปร์ร้องรัฐบาลเมียนมาเกี่ยวกับความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน (ACIA) แต่เข้าสู่กระบวนการเจรจาตามกลไกนี้ ขณะที่ WTO มีการใช้กลไกนี้ถึง 596 เคส เนื่องด้วยอาเซียนมีแนวทางปฏิบัติที่อะลุ่มอล่วยเน้นการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก แม้จะมีกลไกก็ไม่ค่อยใช้จริง

แหล่งข่าวนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบันการค้าระหว่างประเทศมีความสำคัญมากขึ้น การที่อาเซียน
มีกลไกระงับข้อพิพาทเตรียมไว้ถือเป็นเรื่องที่ดี สามารถใช้เป็นแพลตฟอร์มในการเจรจาแก้ปัญหาภายในอาเซียน หรืออาเซียนกับพันธมิตร เพราะกลไก WTO มีเรื่องความไม่เท่าเทียมกันและองค์คณะไม่ครบ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดจำนวนเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการอาเซียนไม่เพียงพอ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะดึงกลไกบางส่วนของ WTO มาใช้

AMEM เพิ่มพลังงานหมุนเวียน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน (AMEM) ว่า อาเซียนได้หารือภาพอนาคตพลังงานของภูมิภาค โดยมีการคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตทางการลงทุนพลังงานอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ปีนี้ได้เตรียมรับมือการเปลี่ยนผ่านพลังงานถ่านหินไปสู่พลังงานสะอาดให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน

จากปัจจุบันอยู่ที่ 13% ให้เป็น 23% ในปี 2568 พร้อมปรับลดความเข้มข้นการใช้พลังงานให้ได้ 24.4% หลังบรรลุเป้าหมายเดิมที่ลดลง 20% แล้วตั้งแต่ปี 2560 พร้อมกันนี้ได้หารือร่วมกับทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA) ในประเด็นบทบาทของพลังงานทดแทน ทวิภาคีพลังงาน 7 ประเทศ

เวทีหารือระดับทวิภาคีรัฐมนตรีพลังงานไทยมีกำหนดพบกับ 7 ประเทศ โดยวันแรกได้หารือกับสิงคโปร์ สปป.ลาว มาเลเซีย กัมพูชา และเมียนมา โดยได้ขยายความร่วมมือโครงการด้านไฟฟ้า 3 ประเทศ คือ ลาว-ไทย-มาเลเซีย ระยะที่ 2 (LTM-PIP) เพิ่มอีก 2 ปี ปริมาณซื้อขายเพิ่มจาก 100 เป็น 300 เมกะวัตต์ จะเริ่มในเดือน ม.ค. 2563

ส่วนประเด็นการวางระบบเชื่อมโยงไฟฟ้าอาเซียน (อาเซียนกริด) ไทย-เมียนมา เห็นพ้องให้ตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อศึกษาด้านเทคนิคและความเป็นไปได้ในปริมาณและราคาการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกัน โดยผ่านระบบส่ง 250 เควีเส้นทาง อ.แม่สอด จ.ตาก-เมียวดี เนื่องจากพม่ามีการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศจึงต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มและกระจายไปทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน ได้หารือเรื่องการพัฒนาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเป็นประเด็นที่จะนำไปสู่การพัฒนาแอลเอ็นจีขนาดเล็ก (small scale LNG) ซึ่งเป็นทิศทางของเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่ในอนาคตที่จะมีความสำคัญมากขึ้น และไทยก็มีความพร้อมรองรับได้ถึง 30 ล้านตันต่อปี จากที่ปัจจุบันมีระบบโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่รองรับอยู่แล้วเพื่อให้สามารถกระจายการใช้ LNG ให้ครอบคลุมมากขึ้น

เจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-เขมร 

และในเวทีทวิภาคีไทย-กัมพูชา ทางกัมพูชาเป็นฝ่ายหยิบยกเรื่องการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนขึ้นมาหารือว่าอยากเห็นการเริ่มต้นการเจรจาอีกครั้ง จากนี้ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องไปดำเนินการกระบวนการภายในว่าติดปัญหาอะไร มีทางออกอย่างไร

จากนั้นจะมาหารือกันอีกครั้งหนึ่ง ส่วนฝ่ายไทยหยิบยกข้อเสนอโครงการขายไฟฟ้าให้กัมพูชา โดยเฉพาะโครงการที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เจรจากับการไฟฟ้ากัมพูชา ซึ่งรัฐมนตรี 2 ประเทศเห็นชอบในหลักการและจะหารือในรายละเอียดต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...