โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อุบลราชธานี กับร่องรอยอิทธิพลของเมืองหลวง ภัยจากฝรั่งเศส ถึงผ้าทอที่ร.5ทรงชม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 26 ก.ย 2565 เวลา 07.14 น. • เผยแพร่ 25 ก.ย 2565 เวลา 03.37 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - การเดินทางสำรวจล่าอาณานิคมของฝรั่งเศส

ความเป็นมาของ อุบลราชธานี มีร่องรอยที่น่าสนใจและน่าค้นหามากมาย ในช่วงเวลาหนึ่งต้องยอมรับว่า อุบลราชธานีมีความสัมพันธ์กับเมืองหลวงมาตลอดโดยเฉพาะช่วงระยะแรก ดังเห็นได้จากร่องรอยทั้งในการเมืองการปกครอง สังคม และวัฒนธรรม อาทิ การเรียกชาวอุบลราชธานีเป็นคน “ชาติไทยบังคับสยาม” จนถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างผ้าทอ

หากจะกล่าวถึงพัฒนาการของจังหวัดอุบลราชธานี สามารถสืบค้นย้อนไปได้ถึงหลักฐานบรรพชนที่ผู้ค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์เชื่อว่า เป็นพวกเดียวกับบรรพชนคนสุวรรณภูมิไปจนถึงคนอีสานและคนไทย สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรยายไว้ว่ามีอายุราว 5 แสนปีมาแล้ว

หากย้อนกลับไปไม่ต่ำกว่าหมื่นปีมาแล้วพบหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการอยู่อาศัยตามเพิงผาที่บ้านไร่ (ไฮ่) ต.สบป่อง กับถ้ำลอด ต.ถ้ำลอด อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน เป็นกลุ่มขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายไปตามแหล่งทรัพยากรและตั้งถิ่นฐานตามถ้ำหรือเพิงผา

พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของอุบลราชธานีเปลี่ยนแปลงไปจนกระทั่งมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ โดยหลังจากสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. 2325 รัชกาลที่ 1 โปรดให้ยกฐานะบ้านห้วยแจระแมเป็นเมืองอุบลราชธานี

ในช่วง พ.ศ. 2335 รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ตั้งเมืองอุบลราชธานี รวบรวมผู้คนที่กระจายตามที่ต่างๆ ให้เป็นปึกแผ่น เมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มตั้งเมืองในอาณาบริเวณในเขตปกครองใกล้เคียงอีกหลายเมืองนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 จนถึงรัชกาลที่ 4 ซึ่งเหตุผลในการตั้งเมืองในภายหลังก็มีปัจจัยอื่นเพิ่มเข้ามา อาทิ การเก็บภาษีอากร

ในยุคสมัยของรัชกาลที่ 5 เริ่มปรากฏความเปลี่ยนแปลงภายนอกทั้งในทางเศรษฐกิจ และการเมือง เริ่มมีมหาอำนาจต่างชาติที่คุกคามประเทศเล็กจากพงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสาน บอกเล่าว่าเมื่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดให้หลวงภักดีณรงค์ (ทัต ไกรฤกษ์) ปลัดบัญชีกระทรวงมหาดไทยเป็นข้าหลวงกำกับราชการที่เมืองอุบลราชธานี สุจิตต์ วงษ์เทศ มองว่า ครานี้ถือเป็นครั้งแรกที่เมืองอุบลราชธานีถูกควบคุมกำกับราชการโดยข้าหลวงที่ราชธานีกรุงเทพฯ จัดส่งไปดูแลโดยที่คณะผู้ปกครองสูงสุดของเมืองยังคงทำหน้าที่ปกครองเมืองตามปกติ

สืบเนื่องมาจากการคุกคามของฝรั่งเศสในดินแดนใกล้เคียงตั้งแต่ พ.ศ. 2310 เป็นต้นมา เมื่อมีการแผ่อิทธิพลยึดดินแดนญวน เขมร ลาว รัชกาลที่ 5 ทรงเล็งเห็นว่าควรจัดข้าหลวงที่มีความสามารถไปประจำการรักษาพระราชอาณาเขต ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชาการ เป็นข้าหลวงใหญ่ ตั้งกองบัญชาการที่เมืองอุบลราชธานี เมื่อ พ.ศ. 2434

กรมหลวงพิชิตปรีชาการ ทรงตรวจราชการแล้วจึงเริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนระบบหลายด้าน อาทิ ระบบบัญชี เร่งรัดการเก็บเงินส่วยอากร จัดระบบกองทหารใหม่ ออกประกาศให้เกณฑ์ทหาร จ่ายเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือนให้ทหาร และยังปราบโจรผู้ร้ายที่อาละวาดในหัวเมือง

ในช่วงพ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสนำกำลังจากเขมรยึดด่านเสียมโบก กลายเป็นเหตุการณ์บานปลายระหว่างสยามกับฝรั่งเศส อย่างกรณี ร.ศ. 112 ฝรั่งเศสนำเรือรบปิดอ่าวไทย ลงเอยด้วยการลงสนธิสัญญา ไทยยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงรวมทั้งเกาะแก่งแก่ฝรั่งเศส เมื่อ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 เมื่อเหตุการณ์สงบลง รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ (เมื่อครั้งเป็นกรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์) เป็นข้าหลวงใหญ่ต่อจากกรมหลวงพิชิตปรีชากร

กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ทรงดำเนินการปรับเปลี่ยนอีกหลายประการ อาทิ เปลี่ยนการเรียกตำแหน่งผู้ปกครอง ปราบปรามนักพนันและโจร มีตำแหน่ง “ตาแสง” สำหรับตรวจจับผู้ร้ายหมู่บ้านละ 3 คน ระยะต่อมาก็ปรับปรุงการปกครองเมืองอุบลราชธานี ให้เรียกชื่อตำแหน่งเจ้าเมือง เป็น ผู้ว่าราชการเมือง อีกทั้งยังมีการสำรวจสำมะโนครัว จดทะเบียนเป็นลายลักษณ์อักษร

เมื่อพ.ศ. 2442 ยังมีประกาศให้เรียกเมืองอุบลราชธานี ว่าสังกัดอยู่มณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ และเรียกชาวอุบลราชธานีว่า คน “ชาติไทยบังคับสยาม” สุจิตต์ วงษ์เทศ อธิบายสาเหตุการเปลี่ยนชื่อเรียกว่าเป็นผลมาจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงตกเป็นของฝรั่งเศส ฝั่งขวาเป็นของสยาม จึงต้องแสดงลักษณะสยามให้เป็นทางการเพื่อมิให้ถูกฝรั่งเศสคุกคาม

การเปลี่ยนแปลงในหลายระยะตลอดช่วงที่กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ทรงปฏิบัติงานเมื่อเสด็จมาประทับที่เมืองอุบลราชธานีส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่อย่างมาก ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็ส่งผลกระทบต่อเจ้าเมืองและข้าราชการผู้ใหญ่บางรายที่เสียหมดอำนาจหรือเสียผลประโยชน์ ภายหลังจึงเกิดเหตุ “ขบถผู้มีบุญ” ในช่วงพ.ศ. 2444

นอกเหนือจากความเปลี่ยนแปลงในเชิงการปกครองแล้ว ในด้านวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตทั่วไปนั้นก็มีหลักฐานเกี่ยวกับการถวายรายงานดังพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ หลังจากกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ส่งผ้าไหมเมืองอุบลฯ ไปทูลเกล้าฯ ถวายว่า

“…ส่งผ้าเยียรบับลาวมาให้นั้นได้รับแล้ว

ผ้านี้ทอดีมากเชียงใหม่สู้ไม่ได้เลย ถ้าจะยุให้ทำมาขายคงจะมีผู้ซื้อ ฉันจะรับเป็นนายหน้า ส่วนที่ส่งมาจะให้ตัดเสื้อ ถ้ามีเวลาจะถ่ายรูปให้ดู แต่อย่าตั้งใจคอยเพราะจะถ่ายเมื่อใดบอกไม่ได้…”

ใจความตอนหนึ่งในพระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่ 5 ย่อมแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของการทอผ้าในพื้นที่อุบลราชธานี เอกสารด้านวัฒนธรรมที่จัดทำและรวบรวมข้อมูลโดยหน่วยงานราชการบรรยายว่า แต่ละท้องถิ่นในอุบลฯ มีประเพณีปฏิบัติหลากหลาย แต่วัฒนธรรมการแต่งกายส่วนใหญ่เป็นไปตามชาวอุบลฯ เชื้อสายลาวนิยมแต่ง

เสื้อผ้าในอดีตก็ได้รับอิทธิพลจากกรุงเทพฯ ภาพถ่ายและผ้าที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า สุภาพสตรีชาวอุบลฯ ในสมัยก่อนนั้นนิยมนุ่งผ้าซิ่นลายล่องทอด้วยไหมเงินหรือไหมคำ (ทอง) สวมเสื้อลูกไม้แบบยุโรป อันเป็นเครื่องแสดงฐานะของสตรีชั้นสูงของเมืองอุบลฯ แทนการนุ่งผ้าโจงกระเบนและสวมเสื้อลูกไม้เช่นเดียวกับสตรีชาววังในกรุงเทพฯ ทำให้เห็นว่าผ้าซิ่นไหมเงินหรือไหมคำลายล่องเป็นเอกลักษณ์ของสตรีชั้นสูงในสมัยนั้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้นำสตรีชั้นสูงในสมัยนั้นอย่างหม่อมเจียงคำ ชาวอุบลฯ ผู้เป็นชายาในกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ก็ทรงรักษาเอกลักษณ์การแต่งกายของชาวอุบลฯ ไว้

สำหรับผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันของชาวอุบลฯ มีหลายแบบ กรรมวิธีการทอก็แตกต่างกัน ผ้าซิ่นในท้องถิ่นก็มีหลากหลายชนิด อาทิ ผ้าซิ่นทิว ซิ่นคั่น ซิ่นหมี่ การทอผ้าที่นี่ล้วนมีกรรมวิธีที่ละเอียดประณีต ผ้ามีคุณภาพมาแต่โบราณ จึงไม่แปลกที่จะมีความเชื่อหรือข้อห้ามเกี่ยวกับการทอผ้าตกทอดกันมา

นิวัติ กองเพียร ยกตัวอย่างความเชื่อเกี่ยวกับการทอผ้าของชาวอุบลฯ ไว้ว่า ห้ามสาวไหมในวันพระ ขณะที่ย้อมสีครั่ง ห้ามคนท้อง คนหัวหงอก หรือพระเข้าใกล้ในขณะที่ย้อม เพราะสีของไหมจะกระดำกระด่างหรือไม่ติดสีเลย ห้ามย้อมสีในวันศีลคือวันพระ สีจะด่าง

ห้ามนุ่งซิ่นหรือเสื้อใหม่ในวันอังคารหรือวันเดือนดับ ห้ามเอาผ้าซิ่นตากไว้ในที่สูงหรือหน้าบ้าน ผ้าที่ใช้กับร่างกายที่ต่ำกว่าสะดือลงไปจะไม่เอามาตัดเป็นเสื้อใส่ เพราะถือเป็นเรื่องไม่ดี แต่ผู้ชายสมัยใหม่ก็มีบ้างที่เอาผ้าถุงผู้หญิงมาตัดเสื้อใส่กันโดยที่อาจรู้หรือไม่รู้ก็ได้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!!สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

สุจิตต์ วงษ์เทศ. อุบลราชธานี มาจากไหน?. กรุงเทพฯ : ชนนิยม, 2555

นิวัติ กองเพียร. ของชิ้นเอก. กรุงเทพฯ : มติชน, 2537

วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดอุบลราชธานี. คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่9) จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 กันยายน 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...