โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความรู้เรื่องโรคปริทันต์ฉบับสมบูรณ์

HonestDocs

อัพเดต 28 พ.ย. 2563 เวลา 20.46 น. • เผยแพร่ 28 พ.ย. 2563 เวลา 20.46 น. • HonestDocs
โรคปริทันต์ คือโรคอะไร? มีสาเหตุมาจากอะไร? รักษาได้หรือไม่? โรคปริทันต์ 4 ระยะ มีอะไรบ้าง? อาการแต่ละระยะเป็นอย่างไร? เป็นแล้วจัดฟันได้ไหม? ป้องกันได้หรือไม่?

โรคปริทันต์ หรือ โรคปริทันต์อักเสบ หรือภาษาท้องถิ่นเรียกว่า โรครำมะนาด คือ โรคเรื้อรังที่มีการอักเสบและทำลายอย่างต่อเนื่องของอวัยวะปริทันต์ที่อยู่รอบฟัน ได้แก่ เหงือก เคลือบรากฟัน เอ็นยึดรากฟัน และกระดูกเบ้าฟัน ถ้าไม่ได้รับการรักษา อวัยวะต่างๆ เหล่านี้จะถูกทำลายไปอย่างช้าๆ เกิดเป็นฟันโยกและสุดท้ายฟันจะหลุดออก

โรคปริทันต์อักเสบมีสาเหตุและลักษณะพัฒนาความรุนแรงมาจากโรคเหงือกอักเสบ โดยโรคเหงือกอักเสบจะมีอาการเฉพาะส่วนเหงือกเท่านั้น

สาเหตุของโรคปริทันต์อักเสบ

สาเหตุของโรคปริทันต์อักเสบหลักๆ มาจากเชื้อแบคทีเรียที่สะสมบนผิวฟัน หรือเรียกว่า คราบจุลินทรีย์ โดยคราบจุลินทรีย์เกิดจากน้ำลายสะสมกับแบคทีเรียและคราบอาหาร เชื้อแบคทีเรียในคราบจุลินทรีย์เหล่านี้จะสร้างสารพิษมาย่อยเหงือกและกระดูกเบ้าฟัน เกิดเป็นปฏิกิริยาการตอบสนองที่ซับซ้อนระหว่างเชื้อแบคทีเรียกับของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนี้ยังมีสาเหตุรองที่ทำให้โรคลุกลามมากขึ้น เช่น ปัจจัยทางพันธุกรรม โรคเบาหวาน การสูบบุหรี่ การตั้งครรภ์ ยาบางชนิด ขอบของครอบฟันหรือวัสดุอุดฟันไม่เหมาะสม เป็นต้น

คราบจุลินทรีย์มีลักษณะเป็นคราบสีขาว มักสะสมที่บริเวณคอฟัน แผ่นคราบจุลินทรีย์จะมีการสะสมอยู่ตลอดเวลา โดยจะเริ่มสังเกตได้หลังจากทำความสะอาดฟันประมาณ 1 วัน คราบจุลินทรีย์สามารถถูกกำจัดออกได้โดยวิธีการแปรงฟัน และการใช้อุปกรณ์เสริมอย่างทั่วถึงจนสะอาด แต่ไม่สามารถหลุดออกได้โดยการบ้วนน้ำ แม้จะเป็นน้ำยาบ้วนปากก็ตาม หากสะสมไว้เป็นเวลานาน คราบจุลินทรีย์จะมีสภาพเป็นหินปูนหรือหินน้ำลาย โดยเกิดจากการตกตะกอนของแคลเซียมที่มาจากน้ำลายหรือน้ำเหลืองเหงือกไปบนคราบจุลินทรีย์ ซึ่งคราบจุลินทรีย์ที่อาศัยบนหินปูนจะสะสมลึกลงไปได้ร่องเหงือก ตลอดจนเกาะไปบนผิวรากฟัน โดยที่ผู้ป่วยจะไม่สามารถกำจัดหินปูนนี้เองได้ ยิ่งส่งเสริมให้เหงือกเกิดการและอักเสบทำลายอวัยวะปริทันต์อย่างต่อเนื่อง เป็นที่มาของโรคปริทันต์

อาการของโรคปริทันต์อักเสบ

ผู้ที่เป็นโรคปริทันต์อักเสบส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าตนเองเป็น หรือไม่รู้สึกว่าเป็นอาการเจ็บป่วย อาการที่ผู้ป่วยรู้สึกได้คือมีเลือดออกขณะหรือภายหลังการแปรงฟัน เหงือกบวม มีกลิ่นปาก เจ็บเหงือกเวลาเคี้ยวอาหาร หากโรคลุกลามมากฟันจะโยก เนื่องจากกระดูก เหงือก และเอ็นยึดรากฟันถูกทำลาย มีหนองออกจากเหงือก เหงือกร่น ฟันยื่นยาวหรือเคลื่อนแยกกันเกิดเป็นช่องว่างระหว่างฟัน เหงือกเป็นรู เคี้ยวอาหารไม่ได้ จนต้องไปให้ทันตแพทย์ถอนฟันออก นอกจากนี้ หากโรคปริทันต์อักเสบลุกลามจนมีการติดเชื้อในร่างกาย จะมีอาการไข้ ไม่สบาย อ่อนเพลีย และต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย

อาการของโรคปริทันต์อักเสบ 4 ระยะ

จากการจากการประชุมบัณฑิตยสภาด้านโรคปริทันต์อักเสบระดับนานาชาติในปี 2017 โรคปริทันต์อักเสบถูกจัดเป็น 4 ระยะ ได้แก่

  • โรคปริทันต์ระยะเริ่มต้น อาการคล้ายกับโรคเหงือกอักเสบ คือ เหงือกบวม แดง มีร่องเหงือกลึก 4-5 มิลลิเมตร แต่ยังไม่มีการสูญเสียอวัยวะปริทันต์
  • โรคปริทันต์ระยะปานกลาง อาการคือ เหงือกบวม แดง มีร่องเหงือกลึกตั้งแต่ 4 มิลลิเมตรขึ้นไป แต่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของความยาวรากฟัน มีการสูญเสียอวัยวะปริทันต์เล็กน้อย
  • โรคปริทันต์ระยะรุนแรงเสี่ยงต่อการสูญเสียฟันบางซี่ อาการคือ เหงือกบวม แดง มีหนองจากเหงือก มีร่องเหงือกลึกประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวรากฟัน มีการสูญเสียเหงือก เอ็นยึดรากฟัน และกระดูกเบ้าฟัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณง่ามแยกรากฟัน ฟันโยก ปวด จนอาจต้องสูญเสียฟันบางซี่
  • โรคปริทันต์ระยะรุนแรงเสี่ยงต่อการสูญเสียฟันหมดทุกซี่ทั้งปาก อาการคือ เหงือกบวม แดง มีหนองจากเหงือก มีร่องเหงือกลึกเกินกว่าครึ่งหนึ่งของความยาวรากฟันอาจลึกจนถึงปลายรากฟัน ฟันโยกมาก ปวด ไม่สามารถเคี้ยวได้ สูญเสียอวัยวะปริทันต์และฟันทั้งหมด

การรักษาและการป้องกันโรคปริทันต์อักเสบ

หัวใจสำคัญของการรักษา คือ การร่วมมือ ความตั้งใจ และระเบียบวินัยในการทำความสะอาดของผู้ป่วย ร่วมกับการรักษาต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการรักษาโรคปริทันต์อักเสบประกอบด้วยวิธีการรักษาดังนี้

  • การรักษาสุขภาพร่างกายให้มีความต้านทานต่อการอักเสบหรือติดเชื้อ เช่น การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การเลิกบุหรี่
  • การกำจัดคราบจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุโดยตรงของโรค ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่สำคัญที่สุด ด้วยการแปรงฟันอย่างถูกวิธีและสะอาด ใช้ไหมขัดฟัน หรือแปรงซอกฟัน แต่เนื่องจากสาเหตุของโรคนี้กลับมาสะสมใหม่ทุกวัน ดังนั้นการป้องกันโรคคือการดูแลสุขภาพช่องปากให้สะอาดทุกวัน ด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟัน หรือแปรงซอกฟันอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ
  • การขูดหินปูน เพื่อกำจัดแหล่งอาศัยของเชื้อแบคทีเรียและคราบจุลินทรีย์
  • การเกลารากฟัน คือ การกำจัดชั้นนอกของผิวเคลือบรากฟันที่ขรุขระและมีหินปูนเกาะหรือปนเปื้อนสารพิษจากแบคทีเรีย ทั้งที่อยู่เหนือเหงือก ใต้ขอบเหงือก และที่ผิวรากฟัน
  • การรักษาต้านการติดเชื้อ ด้วยการใช้สารต้านเชื้อจุลินทรีย์ ได้แก่ ยาปฏิชีวนะ ยาต้านการอักเสบ สารรบกวนการเกาะกลุ่มของคราบจุลินทรีย์ ซึ่งมักผสมในยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปาก เช่น น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสารคลอเฮกซิดีน
  • การรักษาเพื่อแก้ไขสาเหตุเฉพาะแบบเฉพาะเจาะจง เช่น การปลูกถ่ายกระดูกหรือเนื้อเยื่อเหงือก เพื่อทดแทนส่วนที่สูญเสียไป การแก้ไขการสบฟันที่กระแทกผิดปกติ การจัดฟันให้ฟันเรียงเป็นระเบียบง่ายต่อการทำความสะอาด การแก้ไขขอบครอบฟันหรือวัสดุอุดฟันที่ไม่เรียบ เป็นต้น

เนื่องจากโรคนี้มีการทำลายทั้งเนื้อเยื่อและกระดูก ร่างกายจึงไม่สามารถสร้างกลับมาเหมือนเดิมได้โดยสมบูรณ์ รวมทั้งสาเหตุของโรคสามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัน ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ยากที่จะรักษาได้หายขาด การขูดหินปูนและเกลารากฟันเป็นการทำความสะอาดฟันโดยทันตแพทย์ การรักษาและป้องกันโรคที่ยั่งยืนเพื่อไม่ให้โรคกลับมาเป็นใหม่ได้เร็วคือการดูแลทำความสะอาดฟันให้ดีอย่างเคร่งครัดทุกวันด้วยตนเอง เพื่อคงสภาพของเหงือกและกระดูกที่เหลืออยู่ให้มีสุขภาพที่ดีตลอดไป

การแปรงฟันให้สะอาดในวันพรุ่งนี้ไม่สามารถมาทดแทนการถูกทำลายในวันนี้ได้ เพราะฉะนั้นจึงควรหันมาดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ และควรพบทันตแพทย์ทุก 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการกำจัดคราบจุลินทรีย์ของผู้ป่วย และเพื่อรับคำแนะนำการดูแลอย่างต่อเนื่อง

ตอบคำถามคาใจ เป็นโรคปริทันต์อักเสบแล้วสามารถจัดฟันได้หรือไม่?

ผู้ที่กำลังเป็นโรคปริทันต์อักเสบอยู่ ควรรักษาโรคปริทันต์ให้หายก่อนเป็นเวลา 4-6 เดือน หลังจากนั้นจึงเริ่มติดเครื่องมือจัดฟันได้ ทั้งนี้เพื่อประเมินว่าผู้ป่วยสามารถดูแลสุขภาพอนามัยในช่องปากของตนเองได้เป็นอย่างดีก่อนจัดฟัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขจัดคราบจุลินทรีย์ เพราะเมื่อติดเครื่องมือจัดฟันจะทำให้การทำความสะอาดฟันยากกว่าปกติ แต่หากยังมีการลุกลามของโรคอยู่ การจัดฟันจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการทำลายอวัยวะปริทันต์เพิ่มมากขึ้นได้ นอกจากนี้ แผนการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคปริทันต์ ในกรณีที่มีฟันโยกมากๆ หรือสูญเสียอวัยวะที่รองรับฟันไปมาก อาจจะต้องเลือกถอนฟันซี่นั้นออกไป และในกรณีที่จำเป็น ทันตแพทย์จัดฟันจะทำงานร่วมกับทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคปริทนัต์อักเสบ เพื่อรักษาและควบคุมสภาวะของเหงือกและอวัยวะรองรับฟันให้ดีตั้งแต่ก่อนเริ่มจัดฟัน ระหว่างที่จัดฟัน รวมทั้งหลังจากที่จัดฟันเสร็จแล้ว

ตลอดเวลาที่ติดเครื่องมือจัดฟัน ควรแปรงฟันทุกครั้งหลังทานอาหารและก่อนนอน ใช้ไหมขัดฟันทุกครั้งหลังทานอาหาร โดยใช้แปรงสีฟันและไหมขัดฟันแบบพิเศษ (super floss หรือ floss threader) ที่ออกแบบมาเฉพาะคนไข้จัดฟัน ควรขูดหินปูนร่วมกับการตรวจเช็คฟันผุทุก 3-6 เดือน

ในผู้ที่เคยเป็นโรคปริทันต์อักเสบรุนแรงขึ้นไป แม้ว่าจะรักษาจนหายดีแล้ว แต่อวัยวะปริทันต์ได้สูญสลายไปปริมาณมาก จะเกิดข้อจำกัดในการจัดฟัน เช่น ไม่สามารถถอนฟันซี่ที่สมควรถอนตามแผนการจัดเรียงฟัน ไม่สามารถเคลื่อนฟันเป็นระยะทางไกล หรือเคลื่อนไปในตำแหน่งที่ทันตแพทย์จัดฟันวางแผน เหมือนที่ทำได้ในคนไข้ที่สุขภาพช่องปากดี ดังนั้น ในผู้ที่จัดฟันกลุ่มนี้จึงอาจมีผลลัพธ์การจัดเรียงฟันที่ไม่สมบูรณ์

👨‍⚕️⚕️👩‍⚕️⚕️ ค้นหาโรค อาการ ยา โรงพยาบาล คลินิก และอ่านบทความสุขภาพ เขียนโดยคุณหมอหรือผ่านการรีวิวจากคุณหมอแล้ว ที่ www.honestdocs.co และ www.honestdocs.id 

💪❤️ ไม่พลาดข้อมูลดีๆ ที่จะทำให้คุณแข็งแรงขึ้นทั้งกายและใจ คลิกที่นี่เพื่อแอดไลน์ @hdcoth หรือแสกน QR Code ด้านล่างนี้ และยังติดตามเราได้ที่ Facebook และ Twitter วันนี้

📱📰 โหลดแอป HonestDocs สำหรับ iPhone หรือ Android ได้แล้ววันนี้! จะอ่านบทความ จะเก็บบทความไว้อ่านทีหลัง หรือจะแชร์บทความให้คนที่เราเป็นห่วง ก็ง่ายกว่าเดิมเยอะ

เปรียบเทียบดีลสุขภาพ ทำฟัน และความงาม จาก รพ. และคลินิกกว่า 100 แห่ง พร้อมจองคิวผ่าน HonestDocs คุณหมอมือถือได้เลยวันนี้ ถูกกว่าไปเอง

ขอบคุณที่วางใจ ทุกเรื่องสุขภาพอุ่นใจ ให้ HonestDocs (ออเนสด็อกส์) คุณหมอมือถือ ดูแลคุณ ❤️

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...