โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

รวมความชั่วร้ายของ Spencer ต้นเหตุหายนะใน Resident Evil

BT Beartai

อัพเดต 10 เม.ย. 2564 เวลา 11.37 น. • เผยแพร่ 10 เม.ย. 2564 เวลา 10.10 น.
รวมความชั่วร้ายของ Spencer ต้นเหตุหายนะใน Resident Evil

เมื่อพูดถึงตัวร้ายตลอดกาลที่แฟน ๆ เกม ‘Resident Evil’ รู้จักและจดจำเป็นอย่างดี ก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากชายผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องความชั่วร้ายทั้งหมดของเกมซีรีส์นี้ อย่าง ออสเวลล์ อี. สเปนเซอร์ (Ozwell E. Spencer) ชายผู้ก่อตั้งบริษัทยาขนาดใหญ่อย่าง ‘Umbrella Corporation’ ขึ้นมา ซึ่งตั้งแต่ที่เกม ‘Resident Evil’ กล่าวถึงเจ้าของบริษัทผู้นี้ตั้งแต่ภาคแรก แต่จนแล้วจนรอดเรากลับไม่เคยเห็นหน้าของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว จนมาถึง ‘Resident Evil 5’ เราจึงได้เห็นหน้าตาของชายแก่บนรถเข็นที่ไร้เรี่ยวแรงคนนี้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร แต่กว่าจะมาถึงวันนี้เขานั้นได้สร้างสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ เอาไว้มากมาย  วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าตาลุงสเปนเซอร์คนนี้ได้สร้างเรื่องราวเลวร้ายอะไรให้กับซีรีส์ ‘Resident Evil’ ไว้บ้าง

Ozwell E. Spencer คือใคร

Resident Evil

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาเรามาทำความรู้จัก ชายผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวความชั่วร้ายทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล ‘Resident Evil’ กันก่อนกับออสเวลล์ อี. สเปนเซอร์ เขาเป็นมหาเศรษฐีชาวอังกฤษที่อยู่ในชนชั้นสูงของยุโรป(ตระกูล Spencer) แถมยังเป็นนักไวรัสวิทยาและยังสนใจเรื่องของสุพันธุศาสตร์(แนวคิดของเลือดบริสุทธิ์ที่เป็นเกณฑ์สำหรับความเป็นเอกลักษณ์) และชื่นชอบการศึกษาเกี่ยวกับแนวคิด Natural History Conspectus “ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ” ที่เป็นผลงานเขียนของนักสำรวจชาวอังกฤษอย่างเฮนรี่ เทรวิส (Henry Travis) ตัวสเปนเซอร์เกิดเมื่อปี 1923 เสียชีวิตในปี 2006 โดยเขานั้นเป็นเจ้าของคฤหาสน์ผีสิงในเกม ‘Resident Evil’ ภาค 0 และภาค 1 ที่เป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราว ส่วนบั้นปลายชีวิตของเข้านั้นเมื่อบริษัท ‘Umbrella Corporation’ ที่สร้างมาล่มสลายเขาก็หายตัวมาอยู่คนเดียว และสั่งให้กวาดล้างเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงเพื่อป้องกันไม่ให้อเมริการู้เรื่องโครงการต่าง ๆ ที่ตนสร้างมาให้ตกไปอยู่ในมือคนอื่น พร้อมกับวางแผนที่จะคืนชีพให้ตนเองด้วยการสั่งให้อเล็กซ์ เวสเกอร์ (Alex Wesker) เริ่มการวิจัยเกี่ยวกับไวรัสที่สามารถฟื้นฟูให้เขากลับไปเป็นหนุ่ม โดยการจัดหาเงินทุนอุปกรณ์วัสดุการวิจัยพร้อมกับเหยื่อหลายร้อยคนมาทำการวิจัยบนเกาะ Sonido de Tortuga แต่ทางอเล็กซ์กลับไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้เธอจึงเปลี่ยนแนวทางมาที่การย้ายจิตไปใส่ในร่างอื่น ซึ่งเป็นที่มาของเนื้อเรื่องใน ‘Resident Evil Revelations 2’

Resident Evil Revelations 2

จุดกำเนิดไวรัส

Resident Evil 0

ต่อเนื่องจากหัวข้อที่แล้วที่เราพูดถึงความสนใจของสเปนเซอร์ เรื่องเกี่ยวกับ ‘Natural History Conspectus’ จากงานเขียนของนักสำรวจเฮนรี่ เทรวิส ที่ในบันทึกนั้นจะเป็นการเดินทางไปทั่วแอฟริกาตลอด 35 ปีที่ถูกเขียนออกมาเป็นหนังสือกว่า 72 เล่มที่สเปนเซอร์ติดตามอ่านอย่างสนใจ และในตอนนั้นเขาได้พบเพื่อนใหม่ 2 คนในสมัยเรียนมหาวิทยาลัยนั่นคือเจมส์ มาร์คัส (James Marcus) และเอ็ดเวิร์ด แอชฟอร์ด (Edward Ashford) โดยสิ่งที่ทั้งสามคนสนใจนั้นคือเรื่องของไวรัสวิทยาและสุพันธุศาสตร์ ซึ่งหนึ่งในหนังสือของเฮนรี่ เทรวิสก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เขาสนใจ นั่นคือเรื่องราวของดอกไม้สุดพิเศษที่มีชื่อว่า ‘Stairway of the Sun’ ที่มีเพียงในชนเผ่าคนป่า ‘Ndipaya’ เท่านั้นที่มีมัน โดยดอกไม้นี้จะเป็นหนึ่งในตัวคัดเลือกหัวหน้าเผ่าที่ใครกินมันเข้าไปแล้วไม่ตาย ก็จะได้รับพลังความแข็งแกร่งพร้อมอายุที่ยืนยาวในการปกครองหมู่บ้าน ที่ในทางทฤษฎีแล้วดอกไม้นั้นเป็นเหมือนเชื้อไวรัสที่เกิดเองตามธรรมชาติที่สอดคล้องกับทฤษฎีสุพันธุศาสตร์ จนเมื่อสเปนเซอร์กับเพื่อนที่สนใจจึงไปสำรวจแล้วนำมาทดลองทันที จนในที่สุดเจมส์ มาร์คัสก็สามารถสกัดสารจากดอกไม้ออกมาได้จนเป็นต้นกำเนิดของ ‘T-Virus’ ขึ้นมาในอนาคต

Resident Evil 0

กำเนิดบริษัท Umbrella Corporation

Resident Evil

แต่ก่อนจะไปถึงจุดที่สร้างเชื้อ ‘T-Virus’ ในปี 1966 ทั้งสามคนจึงจัดคณะเดินทางไปยังแอฟริกาตะวันตกเพื่อค้นหาดอกไม้นั้นจนในที่สุดก็ได้มันมา หลังนั้นทั้งสามก็เริ่มการทำวิจัยขึ้นมหาวิทยาลัย แต่ด้วยงานวิจัยที่ไม่เป็นที่ยอมรับและยังดูแปลกประหลาด จนไม่มีใครสนใจให้ทุนสนับสนุนในการวิจัย จนในปี 1967 สเปนเซอร์จึงมีความคิดที่จะจัดตั้งบริษัทยาขึ้นมาบังหน้า เพื่อหาเงินมาระดมทุนในการทำงานวิจัย พร้อมกับได้แอบสร้างห้องทดลองใต้คฤหาสน์ในเทือกเขา Arklay ซึ่งเป็นเทือกเขาในแถบมิดเวสต์ของอเมริกา โดยบริษัทที่สร้างขึ้นมาบังหน้านั้นก็มาจากการทดลองไวรัสเอามาพัฒนาเป็นยารักษาโรคและครีมเพื่อความอ่อนเยาว์ ซึ่งก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจนบริษัท ‘Umbrella Corporation’ เติบโตอย่างรวดเร็วไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาไวรัสอยู่เบื้องหลัง

Resident Evil 2

ฆ่าคนออกแบบคฤหาสน์ จับลูกเมียเขามาทดลอง

Resident Evil

วกกลับมาที่การสร้างคฤหาสน์ในเทือกเขา Arklay อีกครั้ง ที่ในตอนนั้นทางสเปนเซอร์ได้ว่าจ้างสถาปนิกชื่อดังอย่างจอร์จ ทรีเวอร์ (George Trevor) มาทำการออกแบบคุมงานการสร้างคฤหาสน์ที่มีทางเดินกลไกต่าง ๆ ที่ซับซ้อน รวมถึงห้องทดลองขนาดใหญ่และทางรถไฟเข้าออกของเฉพาะพนักงานโดยที่ไม่มีคนนอกเห็น จนเมื่อการสร้างคฤหาสน์สำเร็จไปได้ด้วยดีทางสเปนเซอร์ก็ได้ว่าเชิญครอบครัวทรีเวอร์มาฉลองในความสำเร็จ แต่ตัวจอร์จกลับติดธุระจึงมาช้ากว่ากำหนด แต่เขาก็ส่งลูกเมียอย่างลิซา ทรีเวอร์ (Lisa Trevor) มาก่อน เมื่อสองคนแม่ลูกมาถึงทั้งคู่ก็ถูกจับมาทดลองเชื้อ ‘T-Virus’ โดยตัวแม่นั้นกลายเป็นซอมบี้ทันทีเมื่อรับเชื้อแต่ลิซาต่างออกไป เพราะแทนที่เธอจะกลายเป็นซอมบี้หญิงสาวกลับทนเชื้อได้เหมือนผู้ที่ถูกดอกไม้เลือก จนเมื่อตัวพ่ออย่างจอร์จมาถึง เขาก็ติดกับดักของตนเอง โดยการวางยาและทิ้งไว้ในทางเดินใต้ดินอยู่หลายวันจนเขาได้ค้นพบทางออก ซึ่งแท้ที่แล้วแล้วมันคือป้ายหลุมศพของเขาที่วางรอเอาไว้ล่วงหน้า โดยการกระทำนี้ของสเปนเซอร์ก็เพื่อปิดปากคนที่รู้กลไกของคฤหาสน์ที่เราได้เจอในเกม ‘Resident Evil’ ภาคแรกนั่นเอง

Resident Evil 1

สร้างเหล่า Wesker

Resident Evil

ในระหว่างที่ทุกอย่างกำลังไปได้อย่างดีทางเอ็ดเวิร์ด แอชฟอร์ด ก็ขอแยกตัวออกมาจากบริษัท  ‘Umbrella Corporation’ เพื่อมาทดลองในแบบของตนเอง โดยที่ไม่มีความเกี่ยวเนื่องอะไรกันอีก ซึ่งเรื่องราวในส่วนนี้จะถูกเล่าในเกม ‘Resident Evil Code Veronica’ และแม้จะขาดเพื่อนร่วมก่อตั้งไป แต่ตัวของสเปนเซอร์ก็ไม่สนใจเรื่องนี้ เพราะเขามีเจมส์ มาร์คัส เป็นหัวเรือในการพัฒนาเชื้อ และในระหว่างนั้นเขามีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาเผ่าพันธุ์มนุษย์ขั้นสูงขึ้นมาในชื่อ ‘Project W’ โดยสเปนเซอร์เชื่อว่าโลกจะเสียหายจากความเสื่อมโทรมของมนุษย์ เขาจึงอยากจะสร้างโลกแห่งปัญญาชนที่มีพรสวรรค์ในยูโทเปียด้วยการใช้ไวรัสสร้างยอดมนุษย์ที่ชาญฉลาดแข็งแกร่งขึ้นมาในชื่อ ‘Project Wesker’ ซึ่งในช่วงแรกของการทดลองเด็กหลายร้อยคนทั่วโลกได้รับการอุปการะเลี้ยงดู ไม่ว่าจะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ โดยเด็กที่ผ่านการทดลอง(เด็กหลายร้อยคนต้องตายเพราะไม่ผ่านการทดลอง) นั้นจะได้นามสกุล ‘Wesker’ ที่ตั้งจากชื่อของคนที่ริเริ่มโครงการนี้ แถมยังถูกปล่อยให้ไปใช้ชีวิตตามปกติแต่มีเพียงอัลเบิร์ตและอเล็กซ์ เวสเกอร์เท่านั้นที่ได้รับการยอมรับจากสเปนเซอร์ให้มาช่วยงาน นั่นก็หมายความว่าในอนาคตเราอาจจะได้เห็นเวสเกอร์คนอื่น ๆ อีกก็ได้

Resident Evil 1

ฆ่าเพื่อนเพื่อขโมยผลงาน

Resident Evil 0

ภายหลังจากที่โครงการ ‘T-Virus’ ประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี แถมบริษัทยาก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดี แต่ภายในของผู้ก่อตั้งทั้งสองคนนั้นกลับไม่ค่อยสู้ดีนัก ยิ่งมีข่าวการเสียชีวิตของเอ็ดเวิร์ด แอชฟอร์ด ในอุบัติเหตุในห้องทดลองที่มีสเปนเซอร์เป็นสาเหตุ ก็ยิ่งทำให้สเปนเซอร์กับมาร์คัสไม่ค่อยลงรอยกัน ขณะที่สเปนเซอร์จะดูแลในส่วนของบริษัทยาการสร้างภาพต่าง ๆ ทางมาร์คัสก็จะดูแลทางด้านการทดลองต่าง ๆ และในตอนนั้นทางมาร์คัสนั้นได้รับเด็กฝึกงานที่มีความสามารถอย่างอัลเบิร์ต เวสเกอร์ และวิลเลียม เบอร์กิน (William Birkin) มามาทำงาน ขณะที่เด็กฝึกงานคนอื่น ๆ ถ้าไม่ถูกทดลองก็ถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมากกับการทดลอง ‘T-Virus’ กับปลิงของมาร์คัส จนมาถึงปี 1988 สเปนเซอร์ก็ส่งหน่วย ‘Umbrella Security Service’ มากำจัดมาร์คัสทิ้งและให้อัลเบิร์ต เวสเกอร์และวิลเลียม เบอร์กินมาสานต่อการทดลอง ขณะที่ตอนนั้นปลิงที่ใช้ทดลองได้หลุดเข้าไปในปากมาร์คัสและใช้เวลากว่า 10 ปีกว่าที่มาร์คัสจะฟื้นจากความตายมาแก้แค้นในเกม ‘Resident Evil 0’

Resident Evil 0

สร้างภาพเป็นบริษัทมหาชนที่ช่วยการกุศล

Resident Evil

หนึ่งในความฉลาดของสเปนเซอร์คือการสร้างภาพในฐานะนักบุญ ที่ช่วยเหลือผู้คนโดยการบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่าง ๆ ร่วมถึงการออกเงินทุนสร้างทางรถไฟสาย Kitb Brothers ในเมืองแร็กคูนที่จากเดิมมีระยะทางเพียง 1 ไมล์และมีสถานีรองรับเพียง 3 สถานี จนบริษัท ‘Umbrella’ มาช่วยสนับสนุนเงินทุนในการสร้างเส้นทางเพิ่มอีก 8.5 ไมล์และเพิ่มสถานีเป็น 8 แห่ง รวมถึงการออกเงินทุนพัฒนาพิพิธภัณฑ์ศิลปะให้เป็นโรงพัก โดยเบื้องหลังมันก็คือการติดสินบนเจ้าหน้าที่ครั้งใหญ่เพื่อสร้างห้องทดลองใต้ดิน และปิดเรื่องราวเน่าเหม็นต่าง ๆ โดยที่ชาวเมืองไม่รู้เลยว่าบริษัท ‘Umbrella’ นั้นได้แอบซ่อนสิ่งต่าง ๆ ที่ชั่วร้ายเอาไว้ รวมถึงการสร้างภาพเป็นบริษัทมหาชน ที่มาเปิดโรงงานให้ชาวบ้านในแอฟริกาได้มีทำงาน จนเมื่อไวรัสรั่วไหลออกมาทาง ‘Umbrella’ ก็ปิดปากชาวบ้านที่ทำงานในนั้นทุกคนเหลือเพียงเชวา อโลมาร์ (Sheva Alomar) เท่านั้นที่รอดชีวิตมาได้ใน ก่อนจะบอกว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุพร้อมจ่ายค่าชดเชยกับพนักงานทุกคน จนได้รับคำชื่นชมในการควบคุมเหตุการณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นเรื่องราวใน ‘Resident Evil 5’

Resident Evil 2

ข้อดีของสเปนเซอร์ที่สร้างบริษัทยาขึ้นมา

Resident Evil

ถ้าจะให้นับข้อดีของสเปนเซอร์ที่แทบจะหาไม่เจอแล้ว เราก็พอจะคิดออกว่านอกจากที่เขาจะสร้างอาวุธชีวภาพแล้ว เขายังผลิตยาที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ ออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ‘Adravil’ ยาที่ใช้บรรเทาอาการปวดได้ดีกว่ามอร์ฟีนและไม่ทำให้ผู้ใช้เสพติด ‘Safsprin’ ยาแก้ปวดชนิด Aspirin ที่แก้อาการปวดได้ดีกว่า รวมถึง ‘Uspirim Aspirin’ ยาบรรเทาอาการปวดอีกชนิดที่แรงกว่าแบบแรก นอกจากนี้ก็ ‘Aqua Cure’ ครีมที่ใช้รักษาบาดแผล โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกที่สร้างชื่อให้กับ ‘Umbrella Corporation’ นอกจากนี้ก็มี ‘Valifin’ ยารักษาโรคหัวใจในเด็กที่มีผลข้างเคียงทำให้ภาวะไตวายจึงเป็นยาควบคุมพิเศษ เรียกว่าเป็นการต่อยอดที่น่าชื่นชมที่สามารถเอา ‘T-Virus’ มาพัฒนาได้ขนาดนี้ แต่ด้วยความทะเยอทะยานไม่รู้จักพอจึงทำให้สเปนเซอร์ไม่หยุดแค่นี้ แต่เขายังคงตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาเชื้อไวรัสอาวุธชีวภาพใหม่ ๆ ขึ้นมาเรื่อย ๆ

Resident Evil

ความผิดพลาดครั้งที่สองของสเปนเซอร์

Resident Evil 2

ขนาดเพื่อนที่ร่วมก่อตั้งบริษัทที่เติบโตด้วยกันมายังฆ่าได้ แล้วภาษาอะไรกับคนที่แทบไม่รู้จักที่จ้างมาพัฒนาสานต่องานจากเพื่อนจะฆ่าไม่ลง ซึ่งนั่นก็เป็นหนึ่งในเรื่องความผิดพลาดครั้งที่ 2 ของสเปนเซอร์ เพราะหลังจากที่วิลเลียม เบอร์กินมาสานต่องานวิจัยของมาร์คัสเขาก็ได้ค้นพบไวรัสตัวใหม่ที่ชื่อว่า ‘G-Virus’ โดยการทดลองกับลิซา ทรีเวอร์ ซึ่งแน่นอนว่าวิลเลียมที่รู้ว่าตนเองจะต้องพบเจอชะตากรรมเดียวกับอาจารย์ของตน เขาจึงได้แอบติดต่อไปยังรัฐบาลสหรัฐเพื่อขอลี้ภัยโดยมี ‘G-Virus’ เป็นใบผ่านทาง แต่ก่อนที่เขาจะหนีทางสเปนเซอร์ก็ส่งหน่วยพิเศษที่นำโดย ‘HUNK’ มากำจัดวิลเลียมและขโมยเชื้อมา ซึ่งก่อนที่วิลเลียมจะตายเขาฉีด ‘G-Virus’ ใส่ตนจนกลายเป็น G สัตว์ประหลาดฆ่าทุกคนตายเหลือเพียง ‘HUNK’ ที่รอดชีวิตพร้อมเชื้อ Virus แต่เชื้อ ‘T-Virus’ ก็หลุดไปตามท่อระบายน้ำผ่านหนูและน้ำดื่มในเมืองจนสุดท้ายก็เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไปทั่วเมือง

Resident Evil

จับมนุษย์มาทดลองโดยไร้ซึ่งไร้ศีลธรรม

Resident Evil 2

คราวนี้มาดูโครงการของ ‘Umbrella’ ที่เป็นอาวุธชีวภาพมีอะไรบ้าง เริ่มจากโครงการ ‘T-Virus’ ที่สามารถเอามาต่อยอดในการพัฒนาเป็นโครงการอื่น ๆ อีกเช่น ‘Project  Hunter’ แบบต่าง ๆ นอกจากนี้ก็ ‘Project Licker’, ‘Mr. X’, ‘Plant 43’, ‘Modified Zombie’, ‘Tyrant’ และ ‘Nemesis’ (นับเฉพาะที่เอามนุษย์มาทดลอง) ที่กว่าแต่ละอย่างจะสำเร็จจนเป็นอาวุธชีวภาพที่เราได้ต่อสู้ ต้องใช้ตัวทดลองที่เป็นเหยื่อกี่คน ซึ่งจากข้อมูลบอกว่าโรงงานกำจัดขยะที่คอยกำจัดศพที่ติดเชื้อ ‘T-Virus’ กำจัดศพไม่ทัน จนพนักงานติดเชื้อและตัวทดลองที่เป็นซอมบี้ก็กระจ่ายเข้าเมือง(เนื้อหาในเกม‘Resident Evil 3’ ฉบับเก่า) เรียกว่าเยอะพอ ๆ กับจำนวนคนในเมืองแร็กคูนที่กลายเป็นซอมบี้เลยทีเดียว ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมชาวเมืองถึงไม่รู้เรื่องเหล่านี้ ก็เพราะหัวหน้าตำรวจของกรมตำรวจแรคคูนอย่างไบรอัน ไอรอน (Brian Irons) คอยปิดเรื่องคนหายและสิ่งต่าง ๆ ให้ ‘Umbrella’ นั่นเอง

Resident Evil

สร้างกองกำลังพิเศษบังหน้าสร้างภาพและกำจัดคู่แข่ง

Resident Evil

ถ้าใครที่เคยเล่นเกม ‘Resident Evil 3 Remake’ มาคงจะได้เห็นหน่วย ‘Umbrella Biohazard Countermeasure Service’ (U.B.C.S.) ที่ทาง ‘Umbrella’ ส่งมาเพื่อช่วยเหลือผู้คน โดยคนเหล่านี้คือกลุ่มคนต้องโทษหรือผู้ก่อการร้ายที่ถูกจับมาเพื่อแลกกับอิสระภาพและเงินตอบแทนที่สูง ซึ่งนั่นก็เป็นเพียงการบังหน้าที่เอาจริง ๆ หน่วยนี้กลับช่วยใครไม่ได้เลย(ช่วยตัวเองให้รอดไปยังยาก) หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ‘Umbrella’ รู้อยู่แล้วว่าส่งไปก็ตาย แต่เป้าหมายจริง ๆ ของการจัดตั้งหน่วยทหารเหล่านี้ขึ้นมาที่นอกจากใช้บังหน้าแล้ว ยังใช้เป็นดึงความสนใจของสื่อและผู้คนให้สนใจหน่วย U.B.C.S. ก่อนที่จะส่งอีกหน่วยที่ชื่อว่า ‘U.S.S. Alpha Team’ (Umbrella Security Service) ไปจัดการเก็บกวาดหลักฐานหรือเอาไวรัสที่เป็นตัวทดลองกลับมา แถมในบางครั้ง ‘Umbrella’ ก็ใช้ความชอบทำในการลงนามอนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพในการกำจัดบริษัทคู่แข่ง โดยการส่งหน่วย U.B.C.S. ไปบังหน้าและส่งหน่วยลับ U.S.S. Alpha Team ไปเก็บกวาดหลักฐานลับหลัง เรียกว่าโหดแม้แต่คู่แข่งในตลาด

Resident Evil 3

ขายอาวุธชีวภาพให้ทุกที่โดยไม่สนว่าผิดหรือถูก

Resident Evil

ด้วยความที่การวิจัยพัฒนาไวรัสนั้นต้องใช้เงินทุนและบุคลากรเป็นจำนวนมาก รวมถึงการติดสินบนในเรื่องต่าง ๆ ไปจนถึงเครื่องไม้เครื่องมือในการทดลองที่ราคาสูง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่การขายยาต่าง ๆ ที่บังหน้าจะเพียงพอ ดังนั้น ‘Umbrella’ จึงทำการขายอาวุธชีวภาพให้กับทุกคนทุกที่ทุกฝ่ายโดยไม่สนใจเลยว่ากลุ่มนั้นจะเอาไวรัสไปทำอะไร ซึ่งในเกมนั้นเราอาจจะไม่ได้เห็นว่า ‘Umbrella’ ขายสินค้าเหล่านั้นไปที่ไหนบ้าง จะมีเพียงการขายไวรัสของเวสเกอร์เท่านั้น ที่เราจะได้เห็นกลุ่มลูกค้าของเขาในเกมภาคต่าง ๆ แต่ถึงจะไม่มีหลักฐานแต่เราก็พอจะเห็นได้ว่าการที่บริษัท ‘Umbrella’ ยิ่งใหญ่จนมีสาขาไปทั่วโลกได้ขนาดนี้ ย่อมต้องขายอาวุธชีวภาพออกไปอย่างมากมายเหมือนที่เวสเกอร์ช่วยบริษัท ‘TRICELL’ เจริญก้าวหน้าหลังจากที่ ‘Umbrella’ ล่มสลายไปแล้ว

Resident Evil 5

มรดกตกทอดจากความเลวร้ายที่ทำ

Resident Evil 5

ปิดท้ายกับเรื่องราวผลกระทบที่ตามมาหลังจากที่สเปนเซอร์เสียชีวิตไปแล้วใน ‘Resident Evil 5’ เริ่มจากเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานให้กับ ‘Umbrella’ ที่ได้ขโมยไวรัสมาในภาค ‘Resident Evil Outbreak’ หรือจะเป็นภาค ‘Resident Evil Dead Aim’ ที่มีการประมูลเชื้อไวรัสบนเรือสำราญจากอดีตพนักงาน ‘Umbrella’ ที่ขโมยเชื้อออกมาได้ในช่วงเวลาเดียวกัน  ไปจนถึงของเวสเกอร์ที่เป็นการหักหลังครั้งใหญ่ เพราะหลังจากที่มาร์คัสกับกองทัพปลิงมาทำลายคฤหาสน์ในเทือกเขา Arklay เวสเกอร์ก็ล่อหน่วย S.T.A.R.S. มาเพื่อใช้เป็นหนูทดลองอาวุธชีวภาพ ที่เหมือนเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของสัตว์ประหลาดเหล่านั้น ว่าถ้าได้เจอกับหน่วยทหารที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดีจะเป็นอย่างไร  เพื่อขายข้อมูลนี้แก่บริษัท ‘TRICELL’ โดยเป้าหมายที่แท้จริงของเวสเกอร์คือการทำลายโลกเพื่อคัดสรรมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ ที่เหมือนเป็นการต่อยอดแนวคิดอันบิดเบี้ยวของสเปนเซอร์ ที่สุดท้ายความฝันของชายแก่และเวสเกอร์ก็ไม่สำเร็จ แถมทุกอย่างที่ทำมาตลอดชีวิตก็พลังลงแบบไม่มีชิ้นดี

Resident Evil

ก็จบกันไปแล้วกับการรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจของการรวมความชั่วร้ายของออสเวลล์ อี. สเปนเซอร์ที่เรียกว่าชั่วร้ายชนิดหาที่ดีไม่เจอเลยทีเดียว เพราะสิ่งที่ชายคนนี้ทำมาทั้งหมดก็เพื่อตัวเอง โดยที่เขาสามารถฆ่าเพื่อนสนิทที่โตด้วยกันได้ลงคอ ไปจนถึงการจับมนุษย์มาเป็นเหยื่อทดลองมากมาย ที่สุดท้ายความฝันของชายแก่ก็ไม่มีวันเป็นจริง แต่ความชั่วร้ายต่าง ๆ อย่างเชื้อไวรัสไปจนถึงอาวุธชีวภาพต่าง ๆ ก็ยังมีคนเอามาสานต่อไปจนถึงบริษัทคู่แข่ง ที่ตอนนี้ไม่มี ‘Umbrella’ มาคอยกดหัว ก็สามารถสร้างอาวุธชีวภาพมาแข่งอย่างที่เราได้อย่างอิสระ ที่เราได้เห็นใน ‘Resident Evil 7’ คงต้องรอดูกันต่อไปเมื่อไม่มี ‘Umbrella’ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แต่ที่เรารู้แน่ ๆ ก็คือมันไม่ใช่เรื่องดีและต้องมีคนเดือดร้อนเพราะเรื่องนี้อีกมากมายนับจากนี้แน่นอน

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...