โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

4 ช่วงเวลาสำคัญของชีวิต - เพจบันทึกนึกขึ้นได้

TOP PICK TODAY

เผยแพร่ 07 พ.ค. 2563 เวลา 17.00 น. • เพจบันทึกนึกขึ้นได้

ที่สุดแล้วในการมีชีวิต จะมีช่วงเวลาสำคัญ ๆ 4 ช่วง ที่เราต้องเคยผ่าน

หรือตกอยู่ในช่วงนั้น จนกว่าจะได้เดินทางไปถึงช่วงเวลาถัดไป

บางช่วงเรามีความสุขกับมัน บางช่วงเราไม่สามารถก้าวข้ามผ่านมันไปได้

ระหว่างที่อ่านข้อความถัดจากนี้ ผมอยากให้คุณถามตัวเองเบาๆ

ว่าตอนนี้เรากำลังเดินทางอยู่ในช่วงไหนของชีวิต

ยังอยากอยู่ที่จุดนี้ไหม แล้วจะก้าวต่อไปยังช่วงเวลาถัดไปอย่างไร

ช่วงที่ 1 : Mimicry - เวลาของการลอกเลียนแบบ

ช่วงเวลานี้เขานับตั้งแต่เราเกิดมา ตอนที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้ ชี้นิ้วสั่งใครไม่ได้

หาข้าวกินเองก็ยังไม่ได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคนอื่นที่ดูแลเรา

แต่พอเราโตขึ้นมาหน่อย พฤติกรรมของเรา

เริ่มเปลี่ยนไปตามการเรียนรู้

ผ่านการเลียนแบบคนอื่นรอบ ๆ ตัว

แรก ๆ ก็เริ่มจากทักษะทางกายภาพก่อน 

เช่น หัดเดิน หัดพูด

ต่อจากนั้นเราก็เริ่มพัฒนาทักษะการเข้าสังคม

จากการดูว่าคนรอบ ๆ ตัวเราเนี่ยเค้าอยู่ในสังคมกันยังไง เราสังเกต แล้วก็ดูว่าควรจะเข้าหา

วิธีเข้าไปอยู่กับพวกเค้า

ผ่านพวกธรรมเนียม หรือกฏอะไรต่าง ๆ

แล้วก็พยายามทำตัวไปตามนั้น เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคม

เป้าหมายของช่วงเวลานี้คือ มันจะสอนเราว่าควรจะปรับตัวอย่างไร

เพื่อที่จะดูแลตัวเองได้ แล้วก็อยู่ในสังคมได้

ซึ่งผู้ใหญ่ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราจะเป็นตัวช่วยให้เราผ่านจุดนั้นไปได้

โดยการ Support เราให้เรามีความสามารถในการตัดสินใจ

แล้วก็เลือกที่จะทำอะไรด้วยตัวเราเอง

แต่จะว่าไป

เราก็เลือกไม่ได้ว่าคนรอบตัวเราที่เราจะเลียนแบบนั้น น่าเลียนแบบจริงมั้ย

ซึ่งบางทีพวกเขาไม่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างเท่าไหร่

จะโทษพวกเค้าก็ไม่ได้ว่าเพราะการที่พวกเขาไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีในการเลียนแบบ

หรือไม่ได้ช่วยเราในการพัฒนาทักษะของช่วงเวลานี้

ทำให้เราติดอยู่ในด่านนี้ แล้วก็เลียนแบบพวกเค้าต่อไป แบบที่ไม่ได้น่าเอาอย่าง

แต่ไม่มีแบบที่ดีให้ดู

กลายเป็นคนที่ตามใจคนอื่นอยู่ตลอดเวลา

เพราะเราต้องการการยอมรับจากพวกเค้า

ช่วงเวลาที่ 1 นี้จะอยู่กับเราจนกระทั่งช่วงวัยรุ่นตอนปลาย

จนถึงช่วยผู้ใหญ่ตอนต้น แต่สำหรับบางคนอาจกินเวลานานกว่านั้น

บางคนตื่นมาตอนอายุ 45 แล้วยังพบว่า'

เค้าไม่เคยได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการเลย

แล้วก็มานั่งสงสัยว่า 40 กว่าปีที่ผ่านมามันหายไปกับอะไร

ช่วงเวลาที่ 1 นี้ เราต้องระมัดระวังเกี่ยวกับขนบธรรมเนียม หรือการคาดหวังต่าง ๆ รอบตัว

แถมยังต้องทำตัวให้ปกติ แล้วก็ไหลตามไปตามสิ่งต่างๆ เหล่านั้น เมื่อถึงเวลาที่จำเป็น

ช่วงที่ 2 SELF-DISCOVERY – การค้นหาตัวเอง

มันคือการเรียนรู้ที่จะแตกต่างจากพวกเขาเหล่านั้น
ซึ่งเราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะตัดสินใจเพื่อตัวเอง
ทดสอบตัวเอง แล้วก็ทำความเข้าใจตัวเอง
มันเป็นช่วงค้นหาตัวตนว่า จริงๆ แล้วเราเป็นใคร
ซึ่งแน่นอนว่า มันอาศัยการลองผิดลองถูก
บ้างก็ลองเปลี่ยนที่ที่เคยอยู่ ออกไปอยู่คนเดียวบ้าง
เริ่มทำความรู้จักกับสังคมใหม่ๆ ไปเจอผู้คนในแบบอื่นๆ
เปิดรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต ซึ่งจะเป็นอะไร
ก็แล้วแต่ความสนใจของแต่ละคน
ถ้านับช่วงนี้สำหรับผม
ก็คงจะเป็นช่วงที่มีอารมณ์อยากค้นหาตัวเอง
อยากออกเดินทาง ยิ่งไกลยิ่งดี
ไปเจอคนที่เค้าไม่รู้จักเรา ไปเปิดหูเปิดตาตัวเอง
ว่าจริงๆ แล้วที่เราโตมา ที่เราคิดว่าเราเป็น เราอยู่
มันเป็นไปแบบที่เราเชื่อมั้ย
อย่างที่บอกว่าช่วงที่ 2 นี้เนี่ยเค้าเรียกว่าเป็นขั้นตอนในการค้นหาตัวเอง
ซึ่งบางคนก็ทำได้ดี บางคนก็ยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเองเป็นใคร
เป้าหมายของชีวิตช่วงนี้จริงๆ แล้วคือการหาให้เจอว่ามันคืออะไร
เพื่อที่จะได้อยู่กับมัน
ช่วงเวลานี้จะอยู่กับเราจนกระทั่งเราค้นหาขีดจำกัดของตัวเองเจอ
เราอาจจะทำอะไรได้ไม่ดีในบางอย่าง
ถึงแม้ว่าจะพยายามมากมายแค่ไหน
แต่เราก็ต้องรู้ว่า สิ่งนั้นมันคืออะไร ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ในชีวิต
เพื่อที่จะได้เอาเวลาที่เหลือไปทำอย่างอื่นที่ทำเราได้ดี
ขีดจำกัดของเราเป็นเรื่องสำคัญ
ควรระลึกไว้ตลอดว่า
เวลาของเราบนโลกใบนี้มันมีจำกัด
ฉะนั้นเราควรเสียเวลาไปกับสิ่งที่มันสำคัญกับเรา
แค่คุณทำสิ่งนั้นได้ ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องทำมัน
แค่คุณชอบคนรอบๆ ตัวคุณ ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องอยู่กับพวกเขา
ทุกอย่างมันมีค่าเสียโอกาส
และมันไม่มีทางที่เราจะได้มันมาทั้งหมด
บางคนไม่เคยยอมรับข้อจำกัดของตัวเอง
เพราะว่ากลัวความผิดหวัง
พวกเค้าจึงบอกกับตัวเองว่า ขีดจำกัดของเขานั้นไม่มีอยู่จริง
ทำให้ต้องติดอยู่ในช่วงเวลานี้ เพราะยังหาตัวเองไม่เจอ
มันจะมีคนที่ไม่สมหวังในความสัมพันธ์ระยะยาวสักที
เพราะเขาคิดอยู่เสมอว่า เขาจะไปเจอคนที่ดีกว่าอยู่เรื่อยๆ
ซึ่ง ณ จุดหนึ่งเราต้องเข้าใจว่า
ชีวิตของเรามันสั้นมาก
ไม่ใช่ทุกความฝันหรือความต้องการของเรามันจะเป็นความจริง
ดั้งนั้นเราจึงควรที่จะเลือกให้ดี ว่าจะเลือกอะไร
เลือกให้ดีว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด แล้วเต็มที่ไปกับมัน
แต่คนที่ติดอยู่ในช่วงที่ 2 นี้ ส่วนใหญ่จะบอกกับตัวเองว่า
ชีวิตไม่มีขีดจำกัด ชั้นทำได้ทุกอย่าง
โลกนี้ไม่หยุดหมุน ชั้นก็จะโตไปกับมัน
แต่สิ่งที่ทุกคนเห็นคือพวกเขายังยืนอยู่ที่เดิม
ช่วงเวลาที่ 2 ของชีวิตจะเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นตอนกลางไปจนปลายยี่สิบ
บางคนก็สามสิบกลางๆ
ส่วนคนที่ติดอยู่ในช่วงเวลานี้ เค้าเรียกอาการนี้ว่า
“Peter Pan Syndrome” หรือโรคไม่อยากโตเป็นผู้ใหญ่
สรุปง่ายๆ คือ ไม่อยากโต ไม่อยากรับผิดชอบ พบในพวกผู้ใหญ่ที่โตแต่ตัว
จิตใจยังเด็ก ชอบแต่งตัวเป็นเด็ก และชอบเล่นสนุกแบบเด็กๆ
ไม่ยอมรับผิดชอบชีวิต ไม่สนใจหน้าที่การงาน
อยากออกไปค้นพบโลกกว้าง แต่สุดท้ายก็พบว่าไม่ได้พบอะไรเลย
ซึ่งสาเหตุนั้นมักเกิดขึ้นกับเด็กที่ถูกเลี้ยงดูจากครอบครัวที่ประคบประหงมมากเกินไป
ไม่ปล่อยให้ลูกตัดสินใจด้วยตัวเอง

ช่วงที่ 3 COMMITMENT – เมื่อเราได้ทำมันทุกอย่างแล้ว

หลังจากที่ค้นพบแล้วว่า สิ่งที่เราทำได้ดี สิ่งที่เราทำได้ไม่ดีคืออะไร สิ่งที่สำคัญ แล้วก็ควรจะลงมือทำจริงๆ คืออะไร คุณลงมือทำมันจนสุดความสามารถ

ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นอะไร
ช่วงเวลานี้คือการที่คุณทำในสิ่งที่คุณต้องการในชีวิตจนเสร็จหมดแล้ว
ช่วงเวลาที่ 3 คือการผสมผสานของศักยภาพในการใช้ชีวิตของเรา
บางคนก็บอกว่าช่วงเวลานี้คือการสร้างสิ่งที่จะหลงเหลือไว้เมื่อเราต้องจากโลกนี้ไป
เป็นช่วงชีวิตที่บอกกับเราว่า เราจะทำในสิ่งที่เมื่อเราจากไปแล้ว เราอยากให้เขาจำเราไปแบบไหน
ช่วงเวลานี้จะสิ่งสิ้นสุดลง เมื่อเกิดการผสมผสามกันของสองเหตุการณ์

อย่างแรก คุณรู้สึกว่าทุกอย่างที่คุณต้องการมันเสร็จหมดแล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องพยายามอีก
กับสอง คุณรู้สึกว่าคุณแก่ แล้วก็เหนื่อยที่ตามหาอีกว่าจะต้องไปทำอะไรอีก
นอกจากการตื่นมาดื่มกาแฟ แล้วก็นั่งเล่นกับหมา หรืออ่านหนังสือไปตลอดทั้งวัน

ช่วงเวลาที่ 3 นี้ จะเริ่มตั้งแต่ช่วงสี่สิบไปจนถึงเกษียณ
ซึ่งคนที่ติดอยู่ในด่านนี้ส่วนใหญ่คือคนที่ไม่สามารถละทิ้งความทะเยอทะยานหรือ
ไม่สามารถปล่อยวางกับบางสิ่งบางอย่างได้

ช่วงที่ 4 : LEGACY – ช่วงเวลาที่เราบอกกับตัวเองว่า พักก่อน

คนที่ก้าวเข้าสู่ช่วงสุดท้าย ส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณครึ่งชีวิตแล้วในการทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
สิ่งที่สำคัญและมีคุณค่ากับตัวเอง
ทุ่มเท่ทำงานอย่างหนัก แล้วก็ได้รับในสิ่งที่ตัวเองสมควรได้รับ
ซึ่งช่วงนี้แหละ คือช่วงที่เราเริ่มอยากจะพักจากการทำทุกอย่าง
เป้าหมายของเวลาในชีวิตตอนนี้ของบางคนคือการได้อยู่กับลูกหลาน
สอนให้เขาเข้าใจในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต
เรียกว่าเป็นช่วงพัก แล้วมองสิ่งที่ตัวเองได้ทำมา
และค่อยๆ จากมัน หลงเหลือไว้เพียงสิ่งที่ตั้งใจจะให้เหลืออยู่

เล่ามาตั้งนาน แล้วจริงๆ ต้องการจะบอกอะไร ?

พัฒนาการผ่านแต่ละช่วงของชีวิต
จะทำให้เราสามารถควบคุมความสุข
และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเราได้มากขึ้น
ในช่วงเวลาที่ 1 การเป็นตัวเราขึ้นอยู่กับการแสดงออกของคนอื่น
ว่าเค้ายอมรับในตัวเรามั้ย
ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้าง จะใช้คำว่าแย่ก็ไม่รู้ว่าถูกไหม
เพราะเราก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนพวกนั้นเป็นยังไง
ไว้ใจได้มั้ย แล้วก็ปกติด้วยรึเปล่า
ช่วงที่ 2 ชีวิตเราเริ่มขึ้นอยู่กับตัวเอง
แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสุขของเรา
ไม่ว่าจะเป็น เงิน ความสำเร็จ ชัยชนะ การได้รับเกียรติ
ซึ่งของพวกนี้อ่ะ มันควบคุมได้ง่ายกว่าคน
แต่มันก็ยังเป็นเรื่องที่ควบคุมยากอยู่ดีในระยะยาว
ช่วงเวลาที่ 3 ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่ดี
บวกกับการพิสูจน์ตัวเองว่าเราคู่ควรและเหมาะสมกับช่วงเวลาที่ 2
และช่วงเวลาสุดท้าย
คือการที่เรารู้สึกเชื่อมั่นว่า
เราได้ทำทุกอย่างอย่างเต็มความสามารถแล้ว
ซึ่งในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตเนี่ยมันจะมีความสุขเป็นพื้นฐาน

แต่มันก็มีการขัดแย้งระหว่างทั้ง 4 ช่วงเวลาอยู่เหมือนกัน

เค้าบอกว่า การผ่านช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตไปแล้ว
ไม่ใช่ช่วงเวลาก่อนหน้าจะถูกทับและหายไปเหมือนเล่นเกมนะ
แต่มันจะถูกซ้อนทับเป็นขั้นๆ ขึ้นไป
อธิบายง่ายๆ คือ คนที่ผ่านช่วงเวลาที่ 2 มาแล้ว
ยังคงสนใจเรื่องการยอมรับจากสังคมอยู่
แล้วก็อยากที่จะถูกยอมรับในด้านอื่นๆ ด้วย
คนที่อยู่ในช่วงเวลาที่ 3 ก็ยังคงแคร์เรื่องการค้นหาขีดจำกัดของตัวอยู่
แล้วเค้าก็ยังสนใจเกี่ยวกับ Commitment ที่เค้าได้สร้างขึ้นให้ตัวเองอีกด้วย
ไม่ใช่ว่าผ่านแล้วผ่านเลย
ซึ่งแต่ละช่วงเวลา มันก็จะเกี่ยวข้องกับการจัดลำดับความสำคัญกับเรื่องต่างๆ ในชีวิตเราด้วย
นั่นจึงทำให้เราพบกับเหตุการณ์แบบนี้ เช่น
ถ้าคุณอยู่ในช่วงเวลาที่ 2 ของชีวิตเช่นเดียวกับเพื่อนของคุณ แน่นอน ทุกอย่างลงตัว ไปด้วยกัน
ค้นหาสิ่งที่ใช่ แล้วก็ลงมือทำ แล้วย้ายไปช่วงที่ 3
แต่ถ้าคุณไปช่วงที่ 3 แล้วแต่เพื่อนคุณยังอยู่ที่ 2
ทีนี้คุณทั้งสองจะเริ่มมองคุณค่าของสิ่งๆ เดียวกันต่างกัน
เพราะเป้าหมายไม่เหมือนกัน
พูดให้ง่ายกว่านั้นอีกคือ
คนเราสนใจแค่ในสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาชีวิตของตัวเอง
แล้วก็จะเอาเหมาช่วงเวลาของชีวิตตัวเองนั้นในการตัดสินคนอื่นรอบๆ ตัว
เช่น คนที่อยู่ในช่วงที่ 1 ก็จะตัดสินคนอื่นโดยความสามารถในการเข้าสังคมกับคนอื่น
คนที่อยู่ในช่วงที่ 2 ก็จะตัดสินคนอื่นโดยความสามารถในการค้นหาตัวเองแล้วก็ลองสิ่งใหม่ๆ
คนที่อยู่ช่วงที่ 3 ก็จะตัดสินคนอื่นโดยสิ่งที่พวกเค้าทำสำเร็จ
และคนที่อยู่ช่วงเวลาสุดท้าย ก็จะตัดสินคนอื่นโดยสิ่งที่พวกเค้าเชื่อ และสิ่งที่เค้าเลือกที่จะมีชีวิตอยู่

คุณค่าของความเจ็บปวด

จริง ๆ คนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าการพัฒนาตัวเองในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต ภาพมันคงสวยหรูนะ
แบบ โห เป็นคนที่ดีขึ้น เป็นคนที่ดีกว่า ทำชีวิตให้สำเร็จอย่างที่ต้องการ
มันจะต้องมีชิวิตที่ดีแน่ๆ
แต่ความจริงก็คือ กว่าเราจะเปลี่ยนผ่านจากช่วงเวลาหนึ่งไปอีกหนึ่ง
มันต้องผ่านความเจ็บปวด หรือเรื่องราวที่เลวร้ายต่างๆ นานา
เหตุการณ์เสี่ยงตาย การหย่าร้าง ความผิดหวัง
หรือแม้กระทั่งการสูญเสียคนรัก
ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นทำให้เราได้ลองหยุดพัก แล้วก็พิจารณาตัวเองอีกที
ในลึกๆ ในใจว่า สิ่งที่เราอยากเดินไป สิ่งที่ตัดสินใจ มันยังใช่อยู่รึเปล่า
ใช่สิ่งที่สุดท้ายแล้วจะทำให้เรามีความสุขจริงๆ ใช่มั้ย

สิ่งที่ทำให้เราติดอยู่ในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต นั่นก็คือ ความไม่รู้จักพอ

คนที่ยังติดอยู่ในช่วงที่ 1 ก็เพราะว่าพวกเค้ารู้สึกว่าเขายังไม่เป็นส่วนหนึ่งกับคนอื่นๆ
พวกเค้าเลยพยายามที่จะเอาใจ และทำทุกอย่างเพื่อให้คนรอบๆ ตัวยอมรับ
ซึ่งไม่ว่าจะลงแรง ลงมือไปเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่าจะไปไม่ถึงคำว่าพอดีสักที

คนที่ยังติดอยู่ในช่วงที่ 2 เพราะพวกเขายังรู้สึกว่า พวกเขายังทำได้อีก
เขาต้องทำได้ดีกว่านี้ ต้องทำสิ่งใหม่ ต้องทำในสิ่งที่ทำให้หัวใจเต้นแรงได้อีก
แต่ไม่ว่าจะทำไปมากมายเท่าไร ก็ยังไม่รู้สึกพอสักที

คนที่ติดอยู่ในช่วงที่ 3 เพราะสิ่งที่ทุ่มเทไปเหมือนยังไม่ดีพอ
ทำเสร็จแล้วก็ยังรู้สึกว่าไม่ใช่ ยังไม่ถึงจุดที่เรียกว่าพอได้สักที

และช่วงเวลาสุดท้าย ที่ยังติดอยู่ เพราะพวกเขาคิดว่า
สิ่งที่ได้สร้างไว้ จะไม่จีรัง จะถูกใครสักคนในอนาคตมาเปลี่ยนแปลง
พวกเขาจึงรั้งไว้ จนแทบถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

ถ้ามองย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่ 1
เราต้องยอมรับก่อนว่า เราไม่มีทางเป็นที่พอใจของใครทุกคนได้ในเวลาเดียวกัน
พอรู้อย่างนั้นเราควรเลือกตัดสินใจในทางที่ตัวเองจะเป็น

มองเหนือขึ้นมาที่ช่วงเวลาที่ 2
เราต้องยอมรับก่อนว่า เราไม่สามารถทำให้ทุกความฝันของเราเป็นจริงได้
เราจึงควรใส่ใจกับสิ่งที่เราต้องการมันมากที่สุด

ก้มมองมาที่ช่วงเวลาที่ 3
เราต้องเข้าใจว่า เวลาและเรี่ยวแรงของชีวิตเรามีจำกัด
ฉะนั้น โฟกัสสิ่งที่คุณเริ่มต้น และหาคนมาสนับสนุนสิ่งที่คุณทำ และรับช่วงต่อ

และช่วงเวลาสุดท้าย
คุณต้องเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ไม่ว่ามันจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน มีความหมายมากแค่ไหน
สุดท้ายแล้วสิ่งนั้นมันก็จะเปลี่ยนแปลงไปสักวันอยู่ดี

และชีวิตก็ต้องดำเนินหน้าต่อไป

ส่วนตัวผมมองตัวเองว่ายังอยู่ในระหว่างช่วงเลาที่สองและสาม
ผมรู้แล้วแหละว่าตัวเองต้องการอะไร ซึ่งก็ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์

แล้วคุณละครับ ตอนนี้คิดว่าตัวเองอยู่ในช่วงเวลาไหนในชีวิตกันบ้าง
แล้วข้ามผ่านมันไปได้มั้ย
หรือยังติดอยู่กับบางอย่างที่ก็ยังไม่แน่ใจ
ว่าเป็นที่ใครรอบๆ ตัว
หรือเป็นที่เราเอง ที่ปล่อยมันไป
ไม่ได้สักที

Credit : 4 Stages of life by Mark Manson

ติดตามบทความใหม่ ๆ จาก เพจบันทึกนึกขึ้นได้ ได้บน LINE TODAY ทุกวันศุกร์

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...