โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ที่มาบัตรสนเท่ห์ที่ส่งมาตำหนิและข่มขู่ รัชกาลที่ 6 เกิดขึ้นจากอะไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 09 ต.ค. 2566 เวลา 07.51 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2566 เวลา 08.04 น.
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์อย่างอยู่กับบ้าน ประทับฉายพระบรมฉายาลักษณ์พร้อมด้วย “ย่าเหล” สุนัขทรงเลี้ยง

ใน “ประวัติต้นรัชกาลที่ 6” พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 (ทรงใช้นามแฝงว่า “ราม วชิราวุธ”) ทรงพระราชนิพนธ์ถึงเหตุการณ์บ้านเมืองในด้านต่างๆ โดยมีความตอนหนึ่งที่ รัชกาลที่ 6 รับสั่งถึง “บัตรสนเท่ห์” ที่ตำหนิและข่มขู่พระองค์ไว้ดังนี้

ฉันได้รับ บัตรสนเท่ห์

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2453, กรมประจิณ [พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงปราจิณกิติบดี] ส่งจดหมายฉบับ 1 เข้าไปให้ฉัน, เปนบัตรสนเท่ห์ซึ่งทิ้งมาโดยไปรษณีย์ มีข้อความพูดกับฉันเปนเชิงบอกกล่าว, ใจความในบัตรสนเท่ห์นั้นมีว่าผู้เขียนจดหมายเปนสมาชิกแห่งสมาคมอัน 1 ซึ่งถือความยุติธรรมเปนเจ้าเปนใหญ่, และถ้าผู้เปนเจ้าเปนใหญ่พระองค์ใดที่ไม่ตั้งอยู่ในยุติธรรมแล้ว พระนามก็ต้องมาเข้าในที่ประชุมเปนทางวินิจฉัย.

ชื่อของฉันได้เคยเข้าที่ประชุมครั้ง 1 แล้ว, คือเมื่อครั้งนายทหารถูกเฆี่ยน เพราะวิวาทกับมหาดเล็กของฉัน, ในครั้งนั้นก็เห็นกันแล้วว่าฉันเป็นผู้ไม่มียุติธรรมและปราศจากความเมตตาต่อนายทหาร, แต่เห็นว่ายังมิได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินประการ 1, และนายทหารนั้นๆ เองก็มีความผิดประพฤติไม่ดีจริงด้วยประการ 1, สมาคมจึงนิ่งไว้.

ครั้นต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จสวรรคตแล้ว, ฉันได้ขึ้นครองราชสมบัติสนองพระองค์แล้ว, ก็ได้แสดงให้ปรากฏว่าปราศจากความยุติธรรมและความเมตตาต่อประชาชนผู้ตกทุกข์ได้ยาก. พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการก็ได้ทรงตั้งแต่เลื่อนยศบรรดาศักดิ์และให้เครื่องประดับเกียรติยศต่างๆ มากแล้ว, แต่ไม่ได้คิดถึงไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินบ้างเลย.

……………

เมื่อราชาภิเษกได้ออกประกาศหลอกลวงว่าจะปล่อยนักโทษที่มีโทษอย่างนั้นๆ ก็หาเป็นไปจริงตามประกาศนั้นไม่. พวกสมาชิกสมาคมผู้รักยุติธรรมได้เตรียมการไว้พร้อมแล้วที่จะลงโทษฉัน, มีทั้งปืนเบรานิง และลูกระเบิด ทั้งมีคนตั้ง 10 คนที่เต็มใจยอมเสียชีวิตเพื่อประโยชน์แห่งเพื่อนมนุษ, เพราะฉนั้นขอให้ฉันปล่อยบรรดานักโทษที่ได้กระทำความผิดติดคุกมาแต่รัชกาลที่ 5 นั้นทั้งหมด, อย่าให้เหลือเลยแม้แต่คนเดียว. ถ้าเมื่อถึงเวลาถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว ยังมิได้ปล่อยนักโทษทั้งหมดตามคำที่ขอนี้ก็ให้พึงระวังตัวเถิด, ถึงแม้จะไม่ไปแห่งใดเลยก็ไม่พ้นมือพวกเขา, เพราะจะมีคนแต่งเครื่องแบบทหารเข้าไปให้ถึงจงได้วัน 1

เมื่อรับบัตรสนเท่ห์นี้แล้ว ก็เดากันยุ่ง เพราะต้องเข้าใจว่าในเวลานั้นยังมิได้รู้ระแคะระคายเลยถึงเรื่องพวกทหารคิดก่อกำเริบ. ข้อความสำคัญในหนังสือนั้นก็มีอยู่เป็น 2 ข้อ คือ (1) เรื่องนายทหารถูกเฆี่ยน เพราะวิวาทกับมหาดเล็กของฉัน, (2) เรื่องไม่ปล่อยนักโทษตามแบบ

เรื่องที่ 1 นั้นเป็นเหตุการณ์อันได้เกิดขึ้นในมิถุนายน 2452, ในเวลานั้นพวกกรมรถม้าของฉันอยู่ที่วังจันทร์, และกรมทหารราบที่ 2 อยู่ที่โรงเชิงสพานมัฆวานรังสรรค์, ฉะนั้นจึ่งเปนอันมีชายหนุ่มๆ สองพวกอยู่ในที่ใกล้เคียงกัน, ก็เปนธรรมดาอยู่เองที่จะต้องเกิดเหตุระหองระแหงกันบ้าง, เนื่องด้วยการแย่งผู้หญิงกันเปนต้น. การทุ่งเถียงและพูดแดกดันกันนั้นคงจะได้มีแก่กันอยู่นาน, ในที่สุดคืนหนึ่งจึงได้ถึงแก่ตีกันขึ้น, และหม่อมราชวงศ์เหรียญ, พนักงานรถม้าของฉันคน 1 ได้ถูกนายทหารราบที่ 2 ตีหัวแตก.

เมื่อเกิดชำระกันขึ้นได้ความว่าตัวการมี นายร้อยเอกสม, นายร้อยตรีจัน, กับนายดาบบาง, ได้พาพลทหารออกจากโรงไปตีเขา. กรมนครชัยศรีเอาตัวพวกทหารขึ้นศาลทหารชำระได้ความจริงว่าได้ออกจากโรงทหารผิดเวลาและยกพวกไปตีเขาเช่นนั้น เห็นว่าเป็นโทษหนัก, จำเปนต้องลงอาญาให้เปนเยี่ยงอย่าง, กรมนครชัยศรีจึงได้กราบบังคมทูลพระเจ้าหลวงขอให้ลงพระราชอาญา เฆี่ยนหลังคนละ 30 ทีและถอดจากยศ.

การลงอาญาครั้งนั้นไม่ใช่โดยความขอร้องของฉันเลย, ตรงกันข้ามฉันเปนผู้ท้วงว่าแรงเกินไป, แต่กรมนครชัยศรีว่าจะต้องลงโทษให้เปนเยี่ยงอย่าง หาไม่จะกำราบปราบปรามทหารที่เกะกะไม่ได้, และนายทหารจะถือตนเปนคนมีพวกมาก เที่ยวรังแกข่มเหงเขาร่ำไปให้เสียชื่อทหาร.

เรื่องที่ 2, คือการงดประเพณีปล่อยนักโทษนั้น, ได้ตกลงกันในที่ประชุมเสนาบดีเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2453, ดังฉันได้เล่ามาแล้วโดยพิสดารในสมุดเล่มนี้น่า 139 และ 140. เมื่อพูดกันขึ้นครั้งนั้นใครๆ ก็ว่ากันว่าเปนการดี, ไม่อาจมีผลร้ายได้, ต่อมาได้รับบัตรสนเท่ห์ฉบับนี้ จึ่งได้รู้สึกกันขึ้นว่ามีคนเข้าใจผิดและติโทษฉันอยู่ไม่น้อย, จนถึงยกขึ้นเป็นข้อติเตียน…

ส่วนสำนวนโวหารที่ใช้มาในหนังสือนั้นเปนอย่างโซ๊ดๆ ห่ามๆ. ที่เรียกกันภายหลังว่า “สำนวนรักชาติ” สำนวนชนิดนี้ได้เกิดมีขึ้นในหนังสือพิมพ์ “จีนโนสยามวารศัพท์” ของนายเซียวฮุดเส็ง สีบุญเรือง, ซึ่งแสดงตนเปนพรรคพวกของหมอซุนยัดเซน, หัวน่าพวกเก๊กเหม็งในประเทศจีน, และตั้งแต่พวกเก๊กเหม็งได้ทำการสำเร็จในขั้นต้น, คือเอาพระเจ้าแผ่นดินจีนออกจากตำแหน่งได้แล้ว, พวกเก๊กเหม็งในกรุงเทพ ออกจะฟุ้งสร้านมาก, พูดถึงไปถึงเรื่อง “รักชาติ”, “ราษฎรเปนใหญ่” ฯลฯ ซึ่งเกิดเปนขี้ปากของพวกคนไทยเชื้อจีนขึ้นก่อน แล้วคนไทยหนุ่มๆ ที่ชอบคบเจ๊กพลอยเก็บขี้ปากของมันมาพูดกันบ้าง ทั้งนี้ได้เกิดมีขึ้นในปลายรัชกาลที่ 5, และเฟื่องกันมากขึ้นในต้นรัชกาลของฉัน.

แต่ก็ชอบกล, ในเวลานั้นทั้งตัวฉันและใครๆ ที่ได้พูดจาหาฤากันไม่ได้นึกเลยว่าเป็นหนังสือของพวกที่กำลังเริ่มคิดการกำเริบ, โดยมากสำคัญกันเสียว่าเปนหนังสือของคนสัประดนอะไรคน 1 หรือพวก 1 ซึ่งชอบทำให้คนตื่นตกใจ, เพื่อจะได้หัวเราะเยาะเล่น.

ส่วนตัวฉันเองได้เคยรับบัตรสนเท่ห์ก่อนนั้นมากกว่ามาก, เปนถ้อยคำเสียดสีบ้าง, ด่าตรงๆ บ้าง, บอกข่าวบ้าๆ บ้าง, ฟ้องเหลวๆ ไหลๆ บ้าง, จนออกจะชินเสียแล้ว, และตามความสันนิษฐานของฉันในเวลานั้นว่าอาจจะเปนกรมหลวงประจักษ์ศิลปากคม [พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม] เขียนมา, เพราะท่านพระองค์นั้นมีชื่อเสียงอยู่ว่าชอบเล่นสัประดนต่างๆ เปนอเนกประการ, และเปนผู้ที่ไม่ชอบฉันมาแต่ไหนแต่ไรด้วย.

ฉันจึ่งตกลงมอบหนังสือนั้นให้เจ้าน่าที่ฝ่ายนครบาลไปสืบดู, แต่ก็ไม่ได้เร่งรัดตักเตือนอะไรเขาเท่าใดนัก, เพราะรู้อยู่ว่าการสืบหาตัวผู้ทิ้งบัตรสนเท่ห์ไม่ใช่ของง่าย, และส่วนการแสดงความอาฆาตมาดร้ายนั้น ฉันก็ได้เคยรับก่อนนั้นหลายครั้งแล้ว, ไม่เคยเห็นว่าผู้ใดทำจริงจามที่บอกกล่าวนั้นเลย ต่อมาเมื่อได้เกิดตับพวกคิดการกำเริบแล้ว จึ่งได้ทราบว่าบัตรสนเท่ห์นั้นเป็นของอ้ายพวกก่อกำเริบทิ้งมา.”

หมายเหตุ : จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 18 สิงหาคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...