ซาอุฯ ปฏิวัติสนามข้อมูลโลก ดัน “สถานทูตข้อมูล” สู้ศึกอธิปไตย AI
ท่ามกลางการแข่งขันดุเดือดในการสร้างศูนย์ข้อมูลระดับโลก ซาอุฯ เลือกเดินเกมต่างคำตอบ ผลักดันแนวคิดสถานทูตข้อมูล เพื่อให้ประเทศสามารถควบคุมข้อมูลสำคัญข้ามพรมแดนได้ แม้ยังเผชิญอุปสรรคด้านกฎหมาย
วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 14.10 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ในขณะที่หลายประเทศเร่งสร้างศูนย์ข้อมูลภายในประเทศภายใต้แนวคิดอธิปไตยข้อมูลเพื่อ AI ซาอุดีอาระเบียกลับเดิมพันบนแนวคิดใหม่อย่างสถานทูตข้อมูล (data embassy) การจัดเก็บข้อมูลไว้ในต่างประเทศแต่ยังอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศเจ้าของข้อมูล คล้ายหลักการของสถานทูตทางการทูต
แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เอสโตเนียสร้างสถานทูตข้อมูลแห่งแรกในปี 2560 ตามมาด้วยโมนาโก โดยทั้งสองตั้งอยู่ในลักเซมเบิร์กเพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์สำรองข้อมูลสำคัญของรัฐ ป้องกันความเสี่ยงทางไซเบอร์และภัยพิบัติทางสภาพอากาศ แต่เมื่อ AI ขยายตัว ความต้องการศูนย์ข้อมูลในต่างแดนที่มีพลังงานเพียงพอ โดยเฉพาะในยุโรปที่ประสบปัญหาขาดแคลนพลังงานสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจผลักดันให้แนวคิดนี้ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น
ซาอุฯ มุ่งวางตัวเองเป็นผู้ส่งออกข้อมูลแทนน้ำมัน แต่แม้ประเทศจะทุ่มลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ ปัญหาการขาดแคลนน้ำซึ่งจำเป็นสำหรับระบบทำความเย็นของศูนย์ข้อมูล ทำให้แผนนี้ถูกตั้งคำถาม โดยเฉพาะในช่วงที่ภูมิภาคตะวันออกกลางแข่งขันกันเพื่อเป็นศูนย์กลาง AI ของโลก
การเจรจาตั้งสถานทูตข้อมูล
การดำเนินงานจริงของสถานทูตข้อมูลไม่ง่าย เพราะต้องอาศัยข้อตกลงทวิภาคีด้านการกำกับดูแลเขตอำนาจศาล ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายรองรับ ศาสตราจารย์ Viktor Mayer-Schönberger จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดระบุว่า ทั้งประเทศเจ้าของข้อมูลและประเทศที่เก็บข้อมูลต้องรับประกันร่วมกันว่าไม่มีฝ่ายใดละเมิดข้อตกลง ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับระดับความไว้วางใจระหว่างประเทศ
แม้ความท้าทายจะสูง ซาอุฯ ตั้งเป้าเป็นประเทศกลุ่ม G20 แรกที่วางกรอบกฎหมายรองรับสถานทูตข้อมูล โดยร่างกฎหมาย AI Global Hub Law ที่เปิดเผยในเดือนเมษายน ระบุระดับการคุ้มครองข้อมูล 3 ชั้น ตั้งแต่เขตอำนาจเต็มของประเทศเจ้าของ ไปจนถึงรูปแบบผสมที่อนุญาตให้ศาลซาอุฯ ช่วยเหลือศาลต่างประเทศได้ ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่าการแข่งขันด้าน AI อาจกำลังกำหนดภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ ขณะซาอุฯ กระชับความร่วมมือกับสหรัฐ แม้ยังไม่มีสัญญาณว่ากรณี TikTok จะได้รับการแก้ด้วยแนวคิดสถานทูตข้อมูลก็ตาม Mayer-Schönberger มองว่าความไม่ไว้วางใจระหว่างสหรัฐและจีนทำให้แนวคิดนี้เป็นไปได้ยากมากในทางปฏิบัติ
ในระดับอุตสาหกรรม บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ เช่น Google และ Microsoft ได้ให้บริการศูนย์ข้อมูลท้องถิ่นในยุโรป สำหรับข้อมูลอ่อนไหว พร้อมโครงสร้างกำกับดูแลเพื่อลดการเข้าถึงข้อมูลโดยรัฐบาลสหรัฐ แม้ผู้เชี่ยวชาญยังตั้งข้อสงสัยว่ามาตรการเหล่านี้ปกป้องข้อมูลได้จริงหรือไม่ก็ตาม
กังวลด้านอธิปไตยข้อมูลท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ถดถอย
ความกังวลเรื่องอธิปไตยข้อมูล เด่นชัดขึ้นในยุคที่โลกาภิวัตน์ชะลอตัวและประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและการแข่งขันทางเศรษฐกิจ Nathalie Barrera ผู้นำด้านกฎระเบียบข้อมูลของ Palo Alto Networks ระบุว่า คำว่าอธิปไตย ยังไม่มีนิยามที่ชัดเจน ทำให้แต่ละประเทศตีความไม่เหมือนกัน สิ่งที่ลูกค้ากังวลมากที่สุดมี 3 เรื่อง ได้แก่ การควบคุมข้อมูล ความต่อเนื่องของบริการ และการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลโดยรัฐบาลต่างประเทศ โดยมองว่าสถานทูตข้อมูลเป็นเครื่องมือเสริมด้านความยืดหยุ่นดิจิทัล เพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญ เช่น ข้อมูลภาษีและข้อมูลสุขภาพของประชาชน
ข้อได้เปรียบด้านต้นทุนและโจทย์ด้านความยั่งยืน
ซาอุฯ มีข้อได้เปรียบด้านราคา ที่ดิน พลังงาน และเงินทุนล้วนมีต้นทุนต่ำ พร้อมทำเลที่เชื่อมยุโรป–ตะวันออกกลาง–เอเชีย แต่การเติบโตของศูนย์ข้อมูลมาพร้อมโจทย์ด้าน ESG โดยเฉพาะการปล่อยคาร์บอนและการใช้น้ำ ข้อมูลจาก IEA ระบุว่า 64% ของพลังงานซาอุฯ ในปี 2566 ยังมาจากน้ำมัน สะท้อนว่าความมั่นคงด้านข้อมูลอาจต้องแลกกับความยั่งยืนด้านพลังงาน
ท้ายที่สุด Mayer-Schönberger ยังคงสงสัยว่าสถานทูตข้อมูลจะกลายเป็นแนวโน้มหลักได้จริงหรือไม่ โดยมองว่ารัฐชาติยังคงทรงอิทธิพลเกินกว่าที่โมเดลนี้จะขยายตัวได้ในวงกว้าง ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่ถดถอยลง
อ้างอิง : cnbc.com