ศปถ.รับมือคนแห่เดินทางกลับปีใหม่ สั่งทุกจังหวัดตั้งด่าน-จุดตรวจเข้ม
วันนี้ (3 มกราคม 2569) ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า วันนี้ คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางกลับกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่าง ๆ ทำให้มีปริมาณรถบนเส้นทางสายหลักและเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดเป็นจำนวนมาก ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) จึงได้เน้นย้ำจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับแผนเน้นเส้นทางสายหลัก และตั้งจุดบริการสังเกตอาการเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ที่เดินทางไกล
พร้อมตรวจเข้มความพร้อมรถโดยสารสาธารณะและพนักงานขับรถ ทั้งระดับแอลกอฮอล์และสารเสพติดก่อนออกปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น รวมทั้งขอความร่วมมือประชาชน “ดื่มไม่ขับ” หากรู้ตัวว่าดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ควรใช้บริการรถสาธารณะหรือให้ผู้ที่ไม่ดื่มเป็นผู้ขับแทน เพื่อความปลอดภัยของตนเองและเพื่อนร่วมทาง
ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 กล่าวว่า วันนี้คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางกลับกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่าง ๆ ต่อเนื่องจากเมื่อวานค่อนข้างมาก ศปถ. จึงได้ประสานสั่งการให้ทุกจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อยกระดับความเข้มข้นในการตั้งจุดตรวจและด่านชุมชนเพื่อสกัดกั้นพฤติกรรมเสี่ยง การขับรถเร็ว และเมาแล้วขับ
พร้อมกำชับให้จัดจุดบริการพักรถในพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อสังเกตอาการเหนื่อยล้าและป้องกันอุบัติเหตุจากการหลับในหรือการชนท้าย และขอความร่วมมือประชาชนให้เตรียมร่างกายให้พร้อมพักผ่อนให้เพียงพอ ตรวจสอบสถานะประกันภัยรถยนต์ให้เรียบร้อย และยึดหลัก "ดื่มไม่ขับ" อย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ ศปถ. ได้เน้นย้ำมาตรการประกันภัยที่ประชาชนควรตรวจสอบก่อนเดินทาง ที่สำคัญหากตรวจพบว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนด นอกจากจะต้องรับโทษหนักตามกฎหมาย "เมาขับซ้ำ" ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีและปรับสูงสุด 1 แสนบาทแล้ว จะไม่ได้รับการคุ้มครองจากบริษัทประกันภัย และจะดำเนินการเรียกคืนค่าสินไหมที่จ่ายให้คู่กรณีคืนจากผู้ขับขี่ทั้งหมดอีกด้วย
ส่วนสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ว่า ศปถ. โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและความร่วมมือของภาคีเครือข่ายได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 3 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่สี่ของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 187 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 185 คน ผู้เสียชีวิต 21 ราย
สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 35.29 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 21.39 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 72.94 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 86.10 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 47.06 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 10.16
ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 15.01 – 18.00 น. ร้อยละ 26.20 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 20-29 ปี ร้อยละ 15.53
โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ปราจีนบุรีและพัทลุง (จังหวัดละ 10 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ พัทลุง (12 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ บึงกาฬ (3 ราย)
สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 4 วัน (30 ธ.ค. 68 - 2 ม.ค. 69) เกิดอุบัติเหตุรวม 991 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 956 คน ผู้เสียชีวิต รวม 171 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดได้แก่ ภูเก็ต (39 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ ภูเก็ต (43 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (14 ราย)
ทั้งนี้จากสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ในช่วงที่ผ่านมา พบว่า การเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ยังพบว่า "ดื่มแล้วขับ" ยังเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการสูญเสีย โดยสถิติคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติในช่วงเทศกาลปีใหม่ ประจำวันที่ 2 ม.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 4 ของมาตรการควบคุมเข้มงวด มีจำนวนคดีเข้าสู่ระบบคุมประพฤติทั้งหมด 1,401 คดี
โดยเป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 1,349 คดี และ จังหวัดที่มีสถิติขับรถขณะเมาสุราสูงสุด คือ จังหวัดนนทบุรี จำนวน 290 คดี และสถิติคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติ ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2569 มีจำนวน 2,793 คดี โดยฐานความผิดขับรถขณะเมาสุรา มีจำนวน 2,793 คดี คิดเป็นร้อยละ 94.39 ซึ่งถือว่าเป็นฐานความผิดที่มากที่สุด
มีสาเหตุหลักเกิดจากพฤติกรรมของผู้ขับขี่ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน และกรมคุมประพฤติได้เพิ่มมาตรการดำเนินการผู้กระทำผิดในคดีจราจรเมื่อเข้าสู่กระบวนการของกรมคุมประพฤติ ไม่เพียงทำตามคำสั่งศาลเท่านั้นแต่ยังมีการแก้ไขฟื้นฟูพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อประโยชน์ในการให้ผู้คุมประพฤติตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองต่อสังคม ลดการกระทำผิดซ้ำ และเป็นจิตอาสาให้ผู้อื่นขับขี่ปลอดภัย ขณะที่ชุมชนและสังคมก็ได้ความปลอดภัยมากขึ้น
ทั้งนี้ กรณีดื่มแล้วขับเมื่อเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติ ผู้กระทำผิดต้องทำงานบริการสังคม เช่น ในจุดตรวจหลักและด่านชุมชน เพื่อสร้างจิตสำนึกความปลอดภัยและลดความสูญเสียบนท้องถนน พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงมาตรการและบทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำผิดซ้ำในคดีเมาแล้วขับ อาทิ ผู้กระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี จากวันที่ทำผิดครั้งแรก จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับสูงสุด 100,000 บาท
รวมถึงถูกพักใช้ใบอนุญาตไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตทันที นอกจากนี้ หากการเมาขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายหรือเสียชีวิต ศาลจะพิพากษาเพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่งจากโทษที่กำหนดไว้