โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เศรษฐกิจการเมืองของระบบทุน ภายใต้ระบอบสฤษดิ์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 11 พ.ย. 2568 เวลา 16.00 น. • เผยแพร่ 11 พ.ย. 2568 เวลา 02.42 น.

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

ศาสตราจารย์สุเอฮิโร อาคิระ (Suehiro Akira) นักวิชาการญี่ปุ่นผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจไทย ให้ข้อสังเกตและความเห็นที่วิพากษ์ต่อพัฒนาการของระบบทุนนิยมในไทย ที่ต่างไปจากของนักประวัติศาสตร์ไทย ที่มองว่าการที่ทุนนิยมไทยไม่อาจยกระดับก้าวไปสู่การเป็นทุนอุตสาหกรรมได้นั้น มาจากการที่มันเป็นเพียงแค่ทุนการค้า (หรือพ่อค้า) ที่ดำเนินการโดยจีนสยาม

ทำให้ต้องพึ่งพาอำนาจรัฐและสยบภายใต้อำนาจการเมืองมากกว่าการผลักดันให้ทุนของตนขยายไปสู่ระบบการผลิตที่พัฒนาประสิทธิภาพของสินค้าจนกลายเป็น“ยี่ห้อ” หรือแบรนด์ของไทยไปในที่สุด

ศ.สุเอฮิโร อาคิระ มีกระบวนท่าเหมือนกับนักวิชาการไทยศึกษาญี่ปุ่นหลายคนที่มักค้นพบและสามารถเสนอข้อคิดเห็นและบทวิพากษ์ต่อพัฒนาการต่างๆ ในไทยศึกษาได้อย่างลึกซึ้งและน่าเชื่อถือยิ่งนัก

จากการที่พวกเขาเปรียบเทียบกับพัฒนาการคล้ายกันในญี่ปุ่น และพบว่าพัฒนาการของไทยนั้นส่วนใหญ่ตรงข้ามกับของญี่ปุ่นเสมอ

แน่นอนคำถามที่ทำให้งานวิจัยของพวกเขาโดดเด่นขึ้นมาทันทีโดยอัตโนมัติก็คือคำถามว่า “ทำไม”

คำตอบที่อิงกรอบทฤษฎีและการปฏิบัติของกำเนิดและพัฒนาการระบบทุนนิยมทั่วไปคือการที่ทุนในประเทศไม่ได้มีอำนาจในการผูกขาดอย่างแท้จริงเหมือนกับ“ทุนผูกขาด” (monopoly capital) ในตะวันตก หากแต่เป็นเพียงทุนที่มีผู้ประกอบการน้อยรายในประเทศ เนื่องจากการอุดหนุนหรืออุปถัมภ์โดยรัฐและความร่วมมือกับทุนต่างชาติ ทั้งตลาดในประเทศเองก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ทั้งยังต้องแข่งขันกับกลุ่มทุนไทยอื่น ๆ อีก

ข้อนี้จึงเป็นข้อจำกัดแรกของกลุ่มภายในประเทศของไทย ที่ทำให้ทุนไทยกลายเป็นทุนผูกขาดจริงๆ ไม่ได้

ข้อจำกัดที่สอง คือ มาจากโครงสร้างอำนาจในสังคมไทยที่ผูกติดกับบุคคลอย่างไม่เท่าเทียมกัน

อิทธิพลของผู้มีอำนาจในรัฐไทยที่กุมทุนวิสาหกิจโดยเฉพาะทุนราชการมีส่วนในการจำกัดตัดตอนหนทางพัฒนาของกลุ่มทุนไทยไม่น้อย

อีกด้านมาจากอำนาจของระบบทุนนิยมโลกที่กำหนดว่าสาขาอุตสาหกรรมใดที่ทุนไทยจะทำได้

ทั้งหมดนี้ทำให้กลุ่มทุนไทยเลือกดำเนินกิจการในสาขาอุตสาหกรรมที่พวกตนมีประสบการณ์มาก่อนเช่นการทำธนาคารและในสินค้าจำพวกสำเร็จรูปซึ่งเคยนำเข้ามาก่อนและไม่ต้องการเทคโนโลยีสูงมากนัก

บ้างก็ร่วมมือกับทุนข้ามชาติซึ่งไม่มีความชำนาญในการตลาดและการจัดการกับผู้ประกอบการรายย่อยในไทย

กลายเป็นทุนนายหน้าให้ทุนต่างชาติไป

ข้อที่สามได้แก่ลักษณะรูปแบบเด่นของทุน (dominant form of capital) กล่าวคือ เมื่อลักษณะเด่นของทุนการค้าถูกเปลี่ยนหรือทดแทนด้วยทุนอุตสาหกรรม ลักษณะรูปแบบเด่นก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย นำไปสู่การเกิดโครงสร้างของระบบอุตสาหกรรมขึ้น

ในกรณีของไทย พูดยากว่าเกิดโครงสร้างทุนอุตสาหกรรมขึ้น แม้มีการตั้งโรงงานผลิตสินค้าอุตสาหกรรมด้วยก็ตาม เนื่องจากกลุ่มทุนอุตสาหกรรมเหล่านั้นยังวางอยู่บนอุตสาหกรรมที่ทดแทนการนำเข้าหรืออุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการส่งออก

นอกจากนั้นทุนการเงินที่อยู่ในมือของกลุ่มทุนไทยก็ไม่อาจจัดได้ว่าเป็น “ทุนการเงิน” (finance capital) แท้จริง เพราะกลุ่มทุนไทยยังดำเนินธุรกิจในลักษณะของทุนการค้าหรือตลาดนำเป็นหลัก ไม่ยอมปล่อยให้ทุนการเงินหมุนเวียนอย่างเสรีไปสู่การลงทุนที่ให้กำไรสูงกว่าที่ทำอยู่ ประกอบกับรัฐไทยไม่ทำให้เอกชนที่เป็นชาวบ้านเป็นเจ้าของมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยเฉพาะที่ดินของตนเองได้อย่างง่ายๆ ทำให้การกู้เงินเพื่อไปลงทุนของรายย่อยเป็นเรื่องยาก เพราะธนาคารไทยไม่ต้องการความเสี่ยง ทุนการเงินไทยจึงอุดหนุนแต่กลุ่มทุนพรรคพวกตระกูลเดียวกัน ไม่ได้ทำหน้าที่ออกไปขยายทุนในตลาดทั่วประเทศและโลกเหมือนทุนการเงินตะวันตก

ข้อนี้ทำให้ลักษณะของทุนไทยมีทวิลักษณ์ มีทั้งลักษณะของทุนการค้ากับทุนอุตสาหกรรม แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบใดแบบหนึ่งอย่างเด็ดขาด นี่เองจึงเป็นที่มาของด้านที่ล้าหลังและปฏิกิริยาของทุนไทย และอีกด้านที่เป็นส่วนก้าวหน้าและเติบใหญ่ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมแบบไทยได้อย่างดี

ตรงนี้ผมมีข้อสังเกตประการหนึ่ง เมื่อค้นคว้าพัฒนาการของระบบทุนนิยมในสังคมประเทศต่างๆ ว่า วิถีการผลิตทุนนิยมนั้นเมื่อยึดกุมอำนาจรัฐและโครงสร้างเศรษฐกิจได้แล้ว จะไม่ทำลายวิถีการผลิตเดิมที่มีอยู่ในสังคมเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นแบบศักดินา แบบทาส แบบพ่อขุน ฯลฯ

ทั้งนี้เพราะระบบทุนอุตสาหกรรมมีความเหนือกว่าหลายขุม จนไม่เกรงกลัวว่าวิถีการผลิตอื่นใดจะมาทำลายระบบทุนลงไปได้ ทั้งยังเป็นความได้เปรียบเสียอีกหากปล่อยให้วิถีการผลิตเก่าบางอย่างดำรงและทำงานไปตามสภาพเท่าที่ทำได้ เช่นแรงงานกึ่งทาสกึ่งไพร่

เพราะจะเป็นการช่วยทำให้ทุนนิยมในสังคมนั้นสามารถรวมศูนย์ในการสะสมและขยายทุนไปตามลักษณะเด่นของมันได้

ประเด็นนี้นำเราไปสู่ลักษณะเด่นของทุนไทย อันมีกำเนิดและความต่อเนื่องจากประวัติศาสตร์ ได้แก่โครงสร้างของระบบทุนนิยมไทยแสดงออกภายใต้ระบบสามเส้า (Tripod Structure) อันประกอบไปด้วย

1) รัฐและกิจการทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐและราชการ

2) ทุนข้ามชาติ

3) กลุ่มเจ้าสัวธุรกิจเอกชนไทย (เชื้อสายจีน) พัฒนาการของระบบทุนจึงถูกกำหนดโดยลักษณะของกลุ่มทุนสามเส้าดังกล่าว ตั้งแต่สมัยสนธิสัญญาเบาว์ริงที่นำไปสู่การเปิดเสรีตลาดในประเทศ และนำสยามเข้าสู่ระบบการแบ่งงานกันทำในระดับโลก กลายเป็นประเทศผลิตสินค้าเกษตรหลักส่งเข้าตลาดโลก เช่น ข้าว ไม้สัก ยางพาราและดีบุก

ประการต่อมาคือการเข้ามาของทุนข้ามชาติก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

เงื่อนไขสองอย่างนี้ไม่เกิดในประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกและญี่ปุ่น ทำให้กลุ่มทุนอุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่กำเนิดมาจากพ่อค้านำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมนอกประเทศ

ข้อนี้ก็ตรงข้ามกับของญี่ปุ่น นั่นคือการที่ผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีและเจ้าของโรงงานแทบไม่ได้พัฒนาการผลิตของพวกตนให้ก้าวไปเป็นกลุ่มธุรกิจใหญ่ได้

ดังได้กล่าวแล้ว กลุ่มอุตสาหกรรมไทยซึ่งก่อนหน้านี้เป็นผู้นำเข้าสินค้าสำเร็จรูป (เช่น โอสถสภากับลิโปวิตันดี สหพัฒน์กับแฟซ่า) เมื่อได้รับการสนับสนุนการลงทุนก็รวมศูนย์ไปที่การผลิตสินค้าสำเร็จรูปเพื่อบริโภคในประเทศเหมือนเดิมอีก

การผลิตเหล่านี้ไม่ค่อยต้องการนวัตกรรมในการผลิตอย่างต่อเนื่องมากนัก ประกอบกับการร่วมมือกับบริษัททุนต่างชาติซึ่งเป็นฝ่ายจัดหาเทคโนโลยีที่จำเป็นให้

เรื่องสำคัญที่เหลือให้ทุนอุตสาหกรรมไทยทำได้อย่างดีคือนวัตกรรมในด้านการตลาดและการจัดการยุทธศาสตร์การตลาด

ทั้งหมดนี้ทำให้ทุนอุตสาหกรรมไทยเลือกหนทางที่สะดวกปลอดภัยและได้ผลตอบแทนที่แน่นอนกว่าการเลือกหนทางสร้างระบบอุตสาหกรรมแบบจริงจังของตะวันตกและญี่ปุ่น

จุดอ่อนและข้อจำกัดในการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยที่ผ่านมาไม่ค่อยเป็นคำถามที่คนสนใจมากนัก

เพราะมองว่าแค่สร้างโรงงานและผลิตสินค้าออกมาสนองความต้องการได้ระดับหนึ่ง ก็น่าจะพอไปได้แล้วสำหรับสังคมโลกที่สามอย่างนี้ จะเอาอะไรมากมายอีกเล่า

ความเปลี่ยนแปลงในกระบวนการผลิตในยุคดิจิทัลและความเติบใหญ่ของอุดมการณ์และความคิดของคนในโลกที่สามที่ต้องการสร้างระบบเศรษฐกิจการเมืองและสังคมที่เป็นของพวกเขาเอง และแสดงพลังของภาคประชาสังคมในเวทีโลกอย่างแข็งขัน ทำให้ศูนย์กลางโลกทุนนิยมที่เริ่มเผชิญหน้ากับวิกฤตภายในระบอบของตนจำต้องหันมาพิจารณาใหม่ถึงคุณภาพที่ประชาสังคมโลกเขาสามารถสร้างได้เองไม่จำเป็นต้องเลียนแบบหรือนำเข้าจากโลกตะวันตกแต่ถ่ายเดียวเสมอไป

การพิจารณามอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปีนี้จึงสะท้อนความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ ด้วยการให้รางวัลโนเบลให้แก่สามนักเศรษฐศาสตร์ที่แสดงให้เห็นอย่างประจักษ์ถึงความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมที่ต่อเนื่องว่ามาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี (โจเอล โมเคียร์) และอีกสองคน(อากิยองและโฮวิตต์) ที่เสนอทฤษฎีว่าความเจริญเติบโตผ่าน “การทำลายอย่างสร้างสรรค์” (creative destruction) ทั้งสามคนเน้นถึงความสำคัญของนวัตกรรมในการผลักดันการเจริญเติบโตและความสำคัญของการรักษาระบบจักรกลที่รองรับมันไว้

โมเคียร์อธิบายว่าลำพังมีแค่เทคโนโลยีก็ไม่ช่วยให้เกิดความจำเริญเติบโตได้ จนกว่าจะมีสถาบันขึ้นมารองรับและนำเทคโนโลยีนั้นไปปฏิบัติ แปลว่าต้องมีสถาบันการศึกษา การวิจัย สถาบันในการผลิต การกำกับส่งเสริมจนเกิดเครือข่ายที่สังเคราะห์ความรู้จากการปฏิบัตินั้นให้เป็นทฤษฎีได้ คือต้องร่วมมือทุกภาคส่วนจากรัฐ เอกชนถึงประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่แบบผู้ใหญ่กับผู้น้อย

นี่เองทำไมเสรีภาพถึงเป็นเงื่อนไขจำเป็นเสมอในระบอบเศรษฐกิจการเมืองตะวันตก เพราะมันประกันว่าจะไม่มีสถาบันใดรวบอำนาจและผูกขาดผลประโยชน์จากความรู้เหล่านั้นไว้แต่ฝ่ายเดียว

ผมชอบมากกับคำพูดของอากิยองและโฮวิตต์ที่บอกว่า ต้องทำลายถึงสร้างสรรค์ได้ นี่คือกุญแจลับของระบบทุนนิยมตะวันตกและญี่ปุ่น

ส่วนทุนไทยหาทางรักษาและสืบทอดมรดกในการผลิตและเป็นเจ้าของทุนไว้ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงจนกว่าจะถูกทำลายโดยวิกฤตต้มยำกุ้งและโควิด-19

แต่ก็โทษแต่ทุนไทยฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะหุ้นส่วนสำคัญที่ไม่ยอมให้ทุนไทยทำลายเพื่อสร้างสรรค์มาจากทุนขุนนางและทุนราชการที่ก็พยายามรักษาเงินถุงแดงไว้จากการขูดรีดค่าเช่าและส่วนต่างจากการค้าต่างประเทศไว้จนวันสุดท้าย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เศรษฐกิจการเมืองของระบบทุน ภายใต้ระบอบสฤษดิ์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...