โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มองชีวิตชีวา Books & Belongings ร้านหนังสือย่านบางจากผ่าน 3 นักเขียนโปรดของ ‘โย-กิตติพล’

ONCE

เผยแพร่ 08 พ.ย. 2568 เวลา 01.24 น.

รู้จัก 3 หนังสือ-นักเขียนคนโปรดในใจของเจ้าของร้าน Books & Belongings ร้านหนังสืออายุกว่า 10 ปี หนึ่งเดียวกลางซอยสุขุมวิท 95 ยังคงเชื่อมโยงผู้คนให้แวะเวียนเข้ามาผลัดกันค้นพบ และพัดพาหนังสือจากร้าน Books & Belongings กลับไปเปิดอ่านในสถานที่ใหม่

เราไม่ได้มานั่งคุยกับ ‘โย-กิตติพล สรัคคานนท์’ ถึงเรื่องของจุดเริ่มต้นในการทำร้าน Books & Belongings ว่าเป็นมาอย่างไร แต่มาเพราะการดำรงอยู่ของร้านหนังสือในซอยที่ถัดจากความวุ่นวายของถนนสายสุขุมวิทที่ทำให้เราอยากมองโลกของหนังสือผ่านเลนส์ของโย ผู้ดูแลร้านหนังสือที่ยังมีชีวิตแห่งนี้ ว่าแพสชันหรือความหลงใหลในหนังสือแบบไหนที่ทำให้ที่นี่ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนแวะเวียนเข้ามา รวมถึงลูกค้าเก่าที่อยากสนับสนุนร้านหนังสืออิสระแบบนี้อยู่เสมอเป็นเวลานานจนเข้าปีที่ 12 แล้ว

Books & Belongings เกิดขึ้นจากโย โดยเริ่มต้นเมื่อปี 2013 ในซอยสุขุมวิท 91 ต่อจากนั้น วิกกี้-วิชุตา โลหิตโยธิน ก็เข้ามาเป็นหุ้นส่วนในจังหวะที่ต้องย้ายร้านมาอยู่สุขุมวิท 95 ในช่วงยุคโควิด-19 พอดี หนังสือในร้านเกิดจากความสนใจของคู่หูโย-วิกกี้ ที่โยมักอ่านงานสไตล์ปรัชญา วรรณกรรม และสายวิชาการ ขณะที่วิกกี้มักจะอ่านนวนิยายร่วมสมัย และหนังสือความรู้ทั่วไป ตั้งแต่สังคม ภาพยนตร์ ศิลปะ หรือแม้แต่พวกตำราอาหาร เรียกได้ว่าโยมักอ่านหนังสือที่มีโทนจริงจังและเข้มขรึม ในขณะที่หนังสือของวิกกี้มีโทนของความสนุก ความผสมผสานและหลากสีสันปะปนกันไป เป็นเหตุผลที่โยบอกกับเราว่า “จริงๆ แรกเริ่มเดิมทีหนังสือของที่นี่ไม่ได้มีหลากหลายขนาดนั้น มีแค่ 2-3 หมวดหลักๆ เท่านั้นแหละ”

นอกจากการเป็นร้านหนังสือแล้วโย-วิกกี้กับมิตรสหายยังก่อตั้งสำนักพิมพ์เล็กๆ ชื่อว่า “B&B Press” สำนักพิมพ์เล็กๆ ที่เปรียบเสมือนร่มคันใหญ่ที่กว้างพอจะรวบรวมหนังสือตั้งแต่ซ้ายเบาสบายไปจนถึงซ้ายที่ซ้ายกว่าที่สังคมไทยเข้าใจ รวมไปถึงงานแปลทั้งคลาสสิกและร่วมสมัยที่น่าสนใจ ตรงตามแนวคิดของสำนักพิมพ์

“สำนักพิมพ์เล็กๆ ของเราทำเอาสังคม เพราะเราไม่ได้หวังเรื่องกำไรอะไรจากตรงนี้ เป็นเหมือนหน้าที่ของเราที่มีต่อชุมชนมากกว่า ในส่วนร้านหนังสือ ลูกค้าที่ยังแวะมาที่ร้านเรา นอกจากต่างชาติและนักอ่านขาจรแล้ว ก็ยังมีลูกค้าเก่าที่ยังคงสนับสนุนเราเสมอมา แวะมาเยี่ยมเยียน มาซื้อหนังสือที่นี่อยู่เรื่อยๆ นอกจากนี้เรายังมีส่วนลดสำหรับสมาชิกในแบบที่เป็นมิตรกับคนซื้ออีกด้วย”

ความหลงใหลในหนังสือของโย-วิกกี้ทำเอาเราอยากเห็นโลกของหนังสือในสายตาของทั้งคู่ว่า มองหนังสือด้วยเลนส์แบบไหน ที่ทำให้ร้าน Books & Belongings ยังคงอยู่กับผู้คนและชุมชนนักอ่านจนถึงตอนนี้ แต่เนี่ยเสียดายที่รอบนี้วิกกี้ไม่ได้มานั่งคุยกับเราด้วย เราเลยเอาลิสต์หนังสือและนักเขียนแค่เฉพาะของโยมาแชร์ให้กับทุกคนได้เก็บเข้าลิสต์หนังสือที่น่าอ่านกัน

📖 มาร์แซล พรุสต์ (Marcel Proust) กับหนังสือ "In Search of Lost Time"

“ไม่รู้ว่ารู้จักไหม แต่จริงๆ เป็นนักเขียนที่กินเนสส์บุ๊กบันทึกเอาไว้ด้วยว่า นี่คือนวนิยายที่ยาวที่สุดในโลก เพราะมีความยาวประมาณ 4,000 หน้านะ”

โยเล่าว่า เขาชอบหนังสือเล่มนี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นนวนิยายที่ปลายทางคือการค้นพบว่า มาร์แซ็ลตัวเอกของเรื่องต้องการเป็นนักเขียน พรุสต์พาเราย้อนกลับไปยังห้วงเวลาต่างๆ และการค้นหาก็คือการเล่าเรื่องราวมากมากมายเกี่ยวกับตัวตนและชีวิตของตัวเอก ที่มีเสี้ยวส่วนของชีวิตพรุสต์เองแทรกซ่อนอยู่ เป็นการเล่าที่ยิ่งกว่าการยกเรื่องราว ‘ตั้งแต่จำความได้’ คือตัวละครเอกของเรื่องได้ย้อนกลับไปเรื่องราวก่อนเขาจะเกิด หรือเริ่มจำความได้ด้วยซ้ำไป กระทั่งมาร์แซ็ลเติบโตและได้มีความรักและแต่งงาน มันเป็นอีกผลงานชั่วชีวิตของมาร์แซล พรุสต์ ที่ทำให้เราได้เห็นเรื่องราวมากมายในสังคม แนวคิด และการเมืองที่เป็นช่วงรอยต่อระหว่างศตวรรษที่ 19-20 รวมถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นผ่านเรื่องเล่าของมาร์แซ็ล

“นวนิยายของพรุสต์เหมือนมีให้เราทุกอย่าง ทุกรสชาติ และความคิดของเขาก็ลึกซึ้ง ชวนให้พินิจพิเคราะห์ ทั้งในประเด็นศิลปะ วรรณกรรม ความเป็นสังคม-การเมือง หรือแม้กระทั่งชีวิต เขาอาจไม่ใช่นักปรัชญา แต่นักปรัชญาจำนวนมากต่างก็อ้างอิง และเรียนรู้ผ่านผลงานของเขา ที่บางแง่มุมก็ลึกซึ้งไม่น้อยกว่านักปรัชญา นวนิยายของพรุสต์ไม่เพียงแสดงให้เราเห็นถึงวิธีเขียนที่เยี่ยมยอดที่สุดในยุคสมัยหนึ่ง แต่ยังทำให้ได้รู้ว่า วรรณกรรมสามารถสร้างให้เรามองเห็นมุมมองใหม่ๆ จากชีวิตได้อย่างไร”

📖 Maurice Blanchot Reader รวมข้อเขียนและผลงานวรรณกรรมของมอริส บลองโชต์ (Maurice Blanchot)

“ข้อเขียนของมอริส บลองโชต์ถือเป็นผลงานที่เปลี่ยนแปลง หรือทำให้ผมที่เคยฝักใฝ่สนใจแค่การเขียนความเรียง หรือบทวิจารณ์วรรณกรรมตามแนวขนบทั่วไป ได้เห็นว่า จริงๆ แล้วมีผลงานที่สามารถเป็นได้ทั้งวรรณกรรมและบทวิจารณ์ กระทั่งทำให้ได้เห็นว่า จริงๆ แล้ว งานจำพวกเรื่องแต่งและบทความไม่จำเป็นจะต้องแยกจากกัน แต่สามารถผสานรวมกันได้เป็นอย่างดี”

นั่นทำให้โยได้เริ่มเขียนงานจำพวกเรื่องแต่ง เรื่องสั้น หลังจากเคยเขียนแค่บทวิจารณ์ตามแนวขนบ การได้อ่านข้อเขียนของบลองโชต์ทำให้โยได้ทดลองเล่าความคิดหรือความรู้สึกบางอย่าง ผ่านเรื่องราวและชีวิตของตัวละครที่เขาจินตนาการขึ้น และพบว่าเขาตัวเองก็มีด้านของนักเขียนเรื่องสั้นและเรื่องแต่ง

“ผมคิดว่า มอริส บลองโชต์เป็นนักเขียนที่ช่วยให้เห็นความเป็นไปได้ของวรรณกรรม และทำให้หนังสือเล่มแรกของผม กลายเป็นรวมเรื่องสั้น แทนหนังสือรวมบทความหรือบทวิจารณ์ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจมากเมื่อมองย้อนกลับไป”

📖 Cinéma I-II ปรัชญาว่าด้วยภาพยนตร์ของจิลล์ เดอเลิซ (Gilles Deleuze)

เขาเป็นนักคิดชาวฝรั่งเศสที่ได้ใช้ภาพยนตร์มานำเสนอแนวคิดทางปรัชญา และไม่เพียงแค่นั้น แต่เดอเลิซยังแลเห็นว่า นักปรัชญา นักเขียน หรือศิลปินเอง มีความเหมือนกันอยู่ นั่นก็คือเป็น ‘ผู้สร้างสรรค์’ การได้เริ่มต้นอ่านงานของเดอเลิซ แม้ด้วยความยาก-ความทุกข์ทรมานใจ แต่ก็ทำให้เราได้ค้นพบภาพยนตร์ และวรรณกรรมอีกมากมายที่เขาอ้างอิง

“จิลล์ เดอเลิซทำให้ผมเห็นว่า ปรัชญาคือการสร้างสรรค์ผ่านแนวคิด (Concept) หากนักเขียนสร้างสรรค์ผ่านข้อเขียน จิตรกรสร้างสรรค์ผ่านเทคนิคต่างๆ สี เส้น ทีแปรง เดอเลิซก็มองว่า นักปรัชญาคือผู้สร้างแนวคิดบางอย่างขึ้นมา การอ่านงานของเดอเลิซในแง่นี้ทำให้ผมรู้สึกว่า ปรัชญาที่มักถูกอ้างอิงถึงความตาย การทำความเข้าใจความตาย เหมือนดังคำกล่าว/ชื่อบทความชิ้นสำคัญของมงแตญ (Montaigne) ที่ว่า ‘To philosophized is to learn to die.’ ได้กลายเป็นปรัชญาที่มีชีวิต หรือทำให้ผมได้เห็นด้านที่เป็นการสร้าง หรือกำเนิดขึ้นใหม่ และนี่ก็เหมือนจะเป็นหัวใจสำคัญของข้อเขียนทางปรัชญาของเดอเลิซที่ส่งผลกระทบต่อตัวผมเอง โดยเฉพาะการค้นหาชีวิตจากการผลิตสร้างข้อเขียน เรื่องเล่า ศิลปะ และแม้แต่ความคิดบางอย่างที่ผลักดันและเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา”

ความคิดของนักปรัชญาคนนี้ทำให้โยได้ค้นพบแนวความคิดใหม่ๆ ที่ถ้าเมื่อไหร่เขาเริ่มจมดิ่งกับความคิดหนึ่ง หรือสภาพของสังคมตรงหน้าสิ้นหวัง วิธีการมองโลกแบบเดอเลซทำให้โยพยายามประกอบสร้างเครื่องมือทางความคิดใหม่ๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้าง หรือแม้แต่เป็นอาวุธในการต่อสู้กับความหดหู่ไร้ทางออก อาจสรุปเป็นคำพูดง่ายๆ ให้เราเห็นภาพว่า “การอ่านงานของเดอเลิซบางทีก็เหมือน การอัดกาเฟอีนเข้าไปในความคิดของเรา”

นอกจากนักเขียนคนโปรด 3 คน และหนังสือ 3 เล่มที่โยชื่นชอบจนหยิบมาแนะนำแล้ว เราขอให้โยหยิบหนังสือ 1 เล่มในร้านที่นิยามความเป็น Books & Belongings ได้ดีที่สุดมาให้เราดูหน่อย ซึ่งหนังสือเล่มหนาเตอะที่โยเลือกมาใช้นิยามร้าน Books & Belongings คือ “The Anatomy of Melancholy” โดยโรเบิร์ต เบอร์ตัน (Robert Burton) ที่ครั้งแรกสุดเขาใช้นามปากกว่าเดิมว่า เดโมไครตัส จูเนียร์ (Democritus Jr.)

โยอธิบายว่า จริงๆ แล้ว โรเบิร์ต เบอร์ตัน ต้องการเขียนเพื่อขจัดความเศร้า เพื่อให้เราเข้าใจภาวะของความโศกตรม ด้วยความรื่นรมย์ และสนุกสนาน ดังนั้นมันจึงเป็นทั้งตำราและวรรณกรรมที่เขียนผ่านองค์ความรู้ทางการแพทย์ในยุคก่อนสมัยใหม่ ซึ่งมีความเข้าใจเกี่ยวกับร่างกายแตกต่างจากยุคปัจจุบัน แต่ถึงกระนั้นมันก็เป็นผลงานที่เรายังสามารถอ่านและค้นพบอะไรใหม่ๆ ได้เสมอจากด้านที่เป็นวรรณกรรมของมัน

“ผมว่างานของเบอร์ตันเล่มนี้อาจเข้าใกล้นิยามความเป็นร้านในแง่ที่มีทั้งความเป็นวรรณกรรม ปรัชญา ซึ่งสามารถอ่านได้ด้วยความสนุกสนาน

“และภายในหนังสือ Anatomy of Melancholy ก็เต็มไปด้วยหนังสือมากมายที่ถูกอ้างถึง คัดลอกมาไว้ภายใน และที่น่าจะใกล้เคียงกันกับแนวทางในร้านของเรา เราอยากให้หนังสือเป็นเครื่องมือต่อต้านความเศร้า ความทุกข์ ความผิดหวัง คือเราหวังว่าร้านเราจะมีหนังสือสักเล่มที่ทำให้คนอ่านเข้าใจความทุกข์ ความเศร้าของตนเอง และสามารถพ้นผ่านห้วงเวลาแย่ๆ ไปได้ และนี่ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นแนวคิดของร้าน Books & Belongings ในมุมมองของผม”

ใครอยากรู้ว่า ปรัชญาการฮีลใจคนจากความทุกข์ด้วยความรู้จะเป็นหนังสือหน้าตาแบบไหน ลองปล่อยใจแล้วหลบหลีกความวุ่นวายจากถนนสุขุมวิท มาหลบพักใต้ร่มแห่งความรู้กันได้นะ เพราะไม่แน่ว่าบางคนอาจจะค้นพบหนังสือที่เป็น Hidden Gem ในร้านนี้แบบไม่คาดคิดได้เหมือนกัน

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...