โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ซี–เอมี่“ เปิดใจศัลยกรรมครั้งใหญ่! ตัดสินใจพลิกชีวิต พร้อมเผยสิ่งที่กลัวที่สุด!

มาดามเม้าท์

เผยแพร่ 24 พ.ย. 2568 เวลา 10.18 น.

มาดามเม้าท์ขอเสิร์ฟความฮ็อตแบบไม่พัก! เพราะ “ซี” และ “เอมี่” เพิ่งออกมาเปิดใจแบบจุก ๆ ว่า การตัดสินใจขึ้นเขียงทำศัลยกรรมครั้งนี้…ไม่ใช่เล่น ๆ แต่เป็นหนึ่งใน “การตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต”!

หลังจาก ซี ศิวัฒน์ และ เอมี่ กลิ่นประทุม ตัดสินใจบินลัดฟ้าไปทำศัลยกรรมครั้งแรกในชีวิตที่ประเทศเกาหลี ล่าสุดทั้งคู่ก็ได้ควงกันมาเปิดใจถึงการทำศัลยกรรมครั้งแรก ผ่านช่องยูทูป Bangpoon Campus โดยใช้ชื่อคลิปว่า Now You C-Amy EP.256 รีวิวศัลยกรรมครบ 1 เดือน เล่าทุกความรู้สึก!! โดยทั้งคู่ได้เผยว่า

ค่าผ่าตัดก็คุยเรียบร้อยแล้ว สุดท้ายพอหายเจ็บก็หนีหมอไม่ไปผ่าตัดตามนัด ก็หนีมาตลอด ต้องกราบขออภัยหมอด้วย เพราะผมไม่อยากทำแล้วก็หนีมาตลอด นานๆ ทีก็จะมีอาการปวดๆ เจ็บๆ เราก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจแล้วแหละ ที่สำคัญคือคนรอบข้าง ช่างแต่งหน้า หมอที่ดูแลหน้า เขาก็พูดหมดเลยว่าจมูกมันพร้อมที่จะทะลุแล้วบางทีก็ระวังหน่อย หรืออย่างพี่มี่ก็จะคอยพูดตลอดเวลาที่ซับหน้าให้ เขาก็จะพูดทุกครั้งว่าไปหาหมอหน่อยไหมเขาเป็นคนเชียร์อัพผมตลอดเลยที่จะให้ผมไปดูแลจมูก เพราะกลัวว่ามันจะทะลุ แล้วสุดท้ายบังเอิญเป็นความโชคดีหรือคงเป็นจังหวะชีวิตที่เราจะไปถ่ายที่เกาหลีแล้วก็ได้มีโอกาสไปคุยในเทปที่ทุกคนเห็น แล้วที่ผ่านมามันได้แค่เห็นคุณหมอพูดกับเรา แต่ครั้งนี้มันแตกต่างจากทุกครั้ง เพราะเราเห็นหน้าและกะโหลกตัวเองแล้วเห็นซิลิโคนที่มันทิ่มกับจมูกเราจนไม่เหลือพื้นที่อะไรแล้ว เพราะฉะนั้นกลับมาก็คือตัดสินใจว่าต้องทำแล้ว”

ซี: “คือพี่มี่ไม่เคยทำศัลยกรรมมาก่อนตั้งแต่เข้าวงการจนกระทั่งล่าสุด คือบางคนเคยมีครั้งตอนที่เราไลฟ์ขายของแรกๆ คนจะมาถามว่าพี่มี่ไปทำจมูกที่ไหน ซึ่งพี่มี่ไม่เคยทำจมูกมาก่อนนะ เป็นหน้านางอย่างนี้มาโดยตลอดอยู่แล้วอย่างมากก็ทำพวกหัตถการต่างๆ”

เอมี่: “เราก็เหมือนไปปรึกษาเขาก่อน เขาบอกว่าถ้าสมมุติว่าจะแก้ปัญหาพวกนี้ทำอะไรได้บ้าง ที่ผ่านมาก็รู้ปัญหาของตัวเอง เพราะว่าเคยปรึกษาตั้งแต่เข้าวงการแล้วอยากทำให้เหนียงหาย เราฉีดสลายไขมันเอย ทำทุกอย่างที่มันทำได้โดยที่ไม่ใช่การดึงหน้า อย่างหมอคลินิกก็เคยบอกว่าให้เติมคางคางจะได้ยื่นออกมาจะได้มีพื้นที่ ฉันก็ไม่อยากทำอะไรอย่างนี้ก็เลยไม่ทำอะไรเลย ไม่อยากทำอะไรที่มันเป็นศัลยกรรม”

“การตัดสินใจศัลยกรรมครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ มันเป็นศัลยกรรมเลย ตอนที่ปรึกษาก็เหมือนปรึกษาไปอย่างนั้นก่อนว่ามันเป็นยังไง เพราะเราเห็นว่าคนที่เคยไปทำที่เขามีสำลี หน้าบวม คือเราไม่อยากเป็นแบบนั้นเลย ไม่เคยมองตัวเองว่าจะทำก็เลยคิดว่ามันมีร้อยไหมก็พอไหม แต่พอเขาบอกว่าดึงเลยไหมก็เลยเข้ามาอยู่ในหัวว่าหรือว่าเราจะดึงเลย ก็เป็นความคิดที่เข้ามาก็กลับมาเมืองไทยก็ดูงานของหมอว่าถ้าดึงจะเป็นยังไง พอเรารู้สึกว่าเราอายุมากพอหรือยังที่จะไปทำ ก็รู้สึกว่าควรจะมากกว่านี้หน่อยไหม เร็วไปไหมถ้าทำ เดี๋ยวหน้าจะเปลี่ยนไปไหม แต่สิ่งที่กลัวก็คืนกลัวหน้าไม่เหมือนเดิม กลัวหน้าแปลก เพราะเราไม่ได้อยากหน้าเปลี่ยน คือเหตุผลที่ไม่เคยทำศัลยกรรม เพราะไม่รู้ว่าจะบอกหมอให้ทำอะไร อย่างพี่ๆ ในวงการเขาจะรู้ว่าเขาอยากทำอะไรแต่ฉันไม่เคยรู้เลยว่าฉันต้องทำยังไงถึงจะสวยขึ้น”

ซี : “ผมไม่ได้ปรึกษาใครเลย เพราะว่าใจผมไม่อยากทำอยู่แล้ว เพราะผมไม่อยากหน้าเปลี่ยน ผมรู้สึกเหมือนที่พี่มี่บอกเลยว่าสมมุติจะไปทำจะไปบอกหมอว่าอะไร อยากหล่อขึ้น เราไม่ได้อยากหล่อขึ้นแล้วก็ไม่ได้อยากหน้าเปลี่ยนไปกว่านี้ เพราะชอบจมูก ชอบหน้านี้แล้ว มันบังเอิญก็มีน้องที่รู้จักคนที่จะให้กำลังใจ ไปทำศัลยกรรมที่เกาหลีเหรอไม่ดีนะทุกคน ไปแล้วแก้หมดเลย เอาล่ะเราก็กลัวอยู่ เราก็บอกว่าอย่าพูดดิกลัว ไม่หนูเป็นห่วง ต้องไปใช่ไหม นัดไว้แล้วใช่ไหม แคนเซิลไม่ได้เหรอ คือมันขนาดนั้นเลยเหรอ เข้าใจไหมว่าเราก็รู้สึกว่าไอ้นี่มันก็คงเป็นห่วงเราจริงๆ แหละ แล้วสุดท้ายเขาบอกเอางี้เดี๋ยวหนูส่งคอนแท็คให้แล้วเดี๋ยวค่อยกลับมาแก้ (หัวเราะ)”

หลังผ่าตัดเป็นยังไงบ้าง?

เอมี่: “คือวันที่ 1 วันที่ 2 มันจะเบลอๆ เพราะว่ามันมึนยาสลบมาก แล้วมันเป็นความทรมานที่เมายาสลบ อาเจียนเอย แล้วมันก็ระบมๆ ก็รู้สึกว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก ฉันต้องโชคดีแน่ๆ เลยฉันไม่ได้ปวดอะไรมากแค่มึนแล้วก็แพ้ยาสลบ ของมี่ที่เป็นปัญหาคือตอนฟื้นขึ้นมาแพ้ยาสลบ อาเจียนตลอดเวลา ยืนไม่ได้ยืนปุ๊บจะอ้วกตลอดเวลาทรมานมาก คนอื่นอยู่ห้องพักฟื้นประมาณ 1-2 ชั่วโมงแต่มี่อยู่ 3 ชั่วโมง ออกมาแล้วก็ยังยืนไม่ได้จนขอนอนโรงพยาบาลได้ไหม ไม่อยากที่จะเอาตัวเองเดินไปที่รถ ไม่อยากเคลื่อนย้ายตัวเองอะไรทั้งสิ้น อยากหลับตาตลอดเวลา ตอนนั้นยังไม่ได้เจ็บอะไรแต่มันคลื่นไส้ตลอดเวลาตาก็ยังพร่าๆ ยังมองไม่ชัด จนเขาบอกว่าโรงพยาบาลที่เกาหลีมันจะไม่มีเตียงสำหรับคนเฝ้า ไม่มีพยาบาลเลยต้องอยู่เองก็ เลยฝืนตัวเองกลับไปที่โรงแรม พอวันที่ 3 ปุ๊บหน้าเริ่มบวมขึ้น

แล้ววันที่ 4 บวมกว่าเดิมอีก เริ่มใจไม่ดีแล้วว่ามันยิ่งอยู่ไปมันต้องดีขึ้นสิ ทำไมยิ่งอยู่ไปมันยิ่งบวมขึ้นแล้วก็ร้องไห้ตอนตี4 ว่าทำไมหน้าเป็นแบบนี้ แล้วก็เริ่มคิดว่ามันไม่ดีแน่เลย แล้วก็คิดว่าทำทำไมหน้าเก่าก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นจะทำทำไม หาเรื่องใส่ตัว แล้วก็กินข้าวไม่ได้ นอนไม่ได้ ประจำเดือนมาอีก ปวดท้องปวดหัว วันที่ 5 ปวดหัวจนอยากตบหัวตัวเองเหมือนไมเกรนมากๆ วันที่ 6 เริ่มดีขึ้นนิดนึง แล้ววันที่ 7 ก็เริ่มลุกขึ้นมาแต่งหน้าตัวเอง”

ซี: “ส่วนของผม 2 วันแรกเป็นความทุกข์ทรมานแบบแสนสาหัสเลย แต่อันนี้พูดเวอร์นะ จริงๆ ทุกคนทำได้และผมว่ามันอยู่ที่ความอดทน แต่ของเราเราไม่ได้เตรียมใจไป พอมันมีอะไรยัดอยู่ในรูจมูกแล้วมันหายใจไม่ได้ มันทรมาน แล้วผมบังเอิญอาจจะเป็นช่วงนั้นพอดี อย่าลืมว่าตอนช่วงวางยาสลบคุณหมอต้องยัดท่อช่วยหายใจให้เรา ที่นี้มันก็จะเจ็บคออยู่แล้วด้วยแล้วบังเอิญความที่ผมไม่ได้นอนเลยแล้วเจ็บแผล ก็ไม่ได้กินยาแก้ปวดก็ทนก็ไม่ได้นอนอีก พอมันไม่ได้นอนปุ๊บเราก็คงติดเชื้อไวรัสลงคอเข้าไปอีกมันก็เจ็บคอหนัก ที่นี้ก็ไม่ต้องหลับต้องนอนกันเลย คือพูดง่ายๆ ว่าของชาวบ้านชาวช่องถ้าเตรียมตัวดีๆ คุณหลับได้คุณกินยาแก้ปวดไม่ต้องไปทน ตอนแรกผมไม่รู้ผมเลยทน ถ้าใครมีอะไรที่ทำให้คุณหลับได้คุณหลับเลยแล้วแผลมันจะหายเร็วมาก เพราะฉะนั้นผมที่หนักมากที่สุดคือช่วง 5 วัน คือด้วยความที่ผ่าตัดแบบเปิดจมูกขึ้น ซึ่งผมไม่ได้มีความรู้ไม่ได้หาข้อมูลมาก่อนเลย คือเชื่อมั่นในตัวเมียและทุกคนมากว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ แล้วสรุปออกจากห้องผ่าตัดเจ็บมาก ขอพูดตรงนี้เลยนะว่ากินยาแก้ปวดเลยไม่ต้องไปทน ทนทำไม ทีนี้กว่าจะรู้ตัวกว่าจะซื้อยาแก้ปวดได้ก็วันที่ 3 ก็ทรมานหน่อย จนกระทั่งวันที่ 7 ที่มารู้สึกว่าโอเคจริงๆ เพราะด้วยความที่มันมีซิลิโคนอยู่ข้างในซิลิโคนแผ่นบางที่บล็อกเอาไว้ให้จมูกมันอยู่ทรง ตราบใดที่มันยังอยู่ในรูจมูกเราคิดดูว่าก็หายใจไม่ออก มันก็จะทรมานจริงๆ แล้วในขบวนการทั้งหมดนี้ผมจะรู้สึกตื่นเต้นกว่าชาวบ้านเขามากๆ”

เอมี่: “เพราะว่าพาร์ตนั้นจริงๆ เราไม่ได้กลัวเรื่องการทำจมูก ของเราซี่โครงจะรับบริจาคมาแต่โมเมนต์ที่หมอบอกว่าซีต้องใช้ซี่โครงตัวเองนะสีหน้าเปลี่ยนเลยว่าจะไม่เอาแล้ว ทำไมถึงกลัวมากกว่าการทำจมูก”

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...