นายกฯ จี้ พณ.เร่งทำข้อตกลง-จีนซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน-มติ ครม.เพิ่มเงินเยียวยาน้ำท่วม-เกิน 120 วัน รับ 20,000 บาท
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯ จี้ พณ.เร่งทำข้อตกลง -จีนสั่งซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน
- ย้ำสหรัฐฯไม่นำปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา มาพิจารณาภาษี
- สั่งกลาโหมเดินหน้าเก็บกู้ทุนระเบิดฝ่ายเดียว
- มติ ครม.เพิ่มเงินเยียวยาน้ำท่วม – เกิน 120 วัน รับ 20,000 บาท
- น้ำไม่ท่วมบ้าน แต่ถูกน้ำล้อม เกิน 7 วัน รับ 9,000 บาท
- เคาะ Up-Skill ร้านค้า ‘คนละครึ่ง พลัส’ รับ 2,000 บาท เริ่ม 19 พ.ย.นี้
- เด้ง ‘ชญานันท์ ภักดีจิตต์’ พ้น ปลัด ทส. ตั้ง ‘รวีวรรณ ภูริเดช’ นั่งแทน
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม. นายอนุทินมอบหมายให้นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี
สั่งกระชับความสัมพันธ์จีน – เน้นมิติการค้า-เกษตร
นายสิริพงศ์ รายงานว่า สืบเนื่องจากที่นายกฯ ได้มีโอกาสตามเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2568 ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีฯ สี จิ้นผิง ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ด้วยทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน เพื่อทรงเจริญพระราชไมตรีและกระชับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นวาระแห่งการเฉลิมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ครบ 50 ปี โดยนายกฯ มีข้อสั่งการ ดังนี้
- สั่งการถึงกระทรวงต่างๆ ที่ได้ลงนามกรอบความร่วมมือกับจีนไปแล้ว หรือที่กำลังจะลงนามทำความตกลงในอนาคต ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนความสัมพันธ์และความร่วมมือในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง เช่น การอำนวยความสะดวกทางด้านการค้า การตรวจสอบสินค้า การขนส่ง การดึงดูดการค้าการลงทุน เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน
- สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำกับดูแลการตรวจสอบ กักกัน และการออกใบรับรองสุขอนามัยสินค้าต่างๆ ทั้งสินค้าพืช ปศุสัตว์ และประมง ที่จะส่งออกไปยังจีน ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ปลอดภัย สามารถส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง
- สั่งการให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย
จี้ พณ.เร่งทำข้อตกลง -จีนสั่งซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน
นายสิริพงศ์ รายงานว่า ตามที่ประธานาธิบดีฯ สี จิ้นผิง ได้แจ้งความประสงค์จะซื้อข้าวจากไทย 5 แสนตัน ดังนั้นนายกฯ จึงสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งทำความตกลงรายละเอียดในการส่งมอบข้าวให้กับฝ่ายจีนโดยเร็ว
นอกจากนี้ นายกฯ ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมสต๊อกข้าวที่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่จีนต้องการไว้ให้พร้อมสำหรับการส่งออกด้วย
เตรียมจัดประชุมแม่โขง–ล้านช้างฯ ธ.ค.นี้
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า นายกฯ สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพฯ พร้อมเตรียมการต้อนรับนายกรัฐมนตรี จากสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงความพร้อมในด้านต่างๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมเกียรติ และเหมาะสม
ย้ำสหรัฐฯไม่นำปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา มาพิจารณาภาษี
นายสิริพงศ์ กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มีการชี้แจงผ่านทาง Facebook ถึงผลการหารือทางโทรศัพท์กับนายกฯ มาเลเซีย จึงขอให้โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันชี้แจงและทำความเข้าใจในเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการชี้แจงและเน้นย้ำให้ประชาชนเข้าใจว่า “ทางประธานาธิบดีสหรัฐ ยืนยันว่า ไม่ได้นำประเด็นการระงับปฏิญญาของไทยมาเกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีทางการค้า ระหว่างไทยกับสหรัฐ ที่กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้”
“นายกฯ ให้กำชับและทำความเข้าใจว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะไม่นำเรื่องการเจรจาการค้ามาผูกโยงกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” นายสิริพงศ์ กล่าว
สั่งกลาโหมเดินหน้าเก็บกู้ทุนระเบิดฝ่ายเดียว
นายสิริพงศ์ ยังกล่าวว่า นายกฯ กำชับให้กระทรวงกลาโหมเร่งดำเนินการเก็บกู้ทุนระเบิดเพื่อมนุษยธรรม เพื่อแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยรักษาคำมั่นที่ให้ไว้กับทุกฝ่าย
“เริ่มดำเนินการฝั่งไทยก่อน เดิมทีเป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชา แต่ตอนนี้ไทยฝั่งเดียว นายกฯ กำชับว่าในการดำเนินการทุกครั้งต้องแจ้งให้ทราบ และมีประจักษ์พยานทุกครั้ง” นายสิริพงศ์ กล่าว
ปรับเกณฑ์จ่ายเยียวยาน้ำท่วมครั้งเดียว 9,000 บาท
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ในที่ประชุม ครม. วันนี้ นายกฯ แสดงความเป็นห่วงเรื่องสถานการณ์น้ำท่วม โดยบางพื้นที่ประสบปัญหายาวนานถึง 6 เดือน อีกทั้งที่ผ่านมาเป็นการเยียวยาแบบจ่ายครั้งเดียว 9,000 บาทสำหรับประชาชนที่ประสบปัญหาเกิน 30 วัน โดยในครั้งนี้นายกฯ ขอให้กระทรวงมหาดไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงบประมาณ นำเรื่องดังกล่าวไปพิจารณาเพื่อเสนอหลักเกณฑ์การเยียวยาต่อไป
มติ ครม.มีดังนี้
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกฯ , นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
เวลา 10.00 น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ โถงกลาง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
เคาะ Up-Skill ร้านค้า ‘คนละครึ่ง พลัส’ รับ 2,000 บาท เริ่ม 19 พ.ย.นี้
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส (โครงการฯ) ซึ่งเป็นการต่อยอดโครงการคนละครึ่ง พลัส เพื่อกระตุ้นและจูงใจให้ร้านค้าพัฒนาธุรกิจของตนเอง ผ่านการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเงิน (Financial Literacy) และด้านดิจิทัล (Digital Literacy) เช่น การทำบัญชี การตลาดดิจิทัล การส่งเสริมการขาย และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เป็นต้น
คณะรัฐมนตรีเล็งเห็นความสำคัญของการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส จึงได้จัดทำโครงการฯ โดยจัดสรรงบประมาณจำนวนไม่เกิน 800 ล้านบาท สำหรับกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 400,000 ราย โดยมีรายละเอียดโครงการฯ ดังนี้
1. ระยะเวลาการพัฒนาทักษะ: ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568
2. กลุ่มเป้าหมาย: ร้านค้าในโครงการคนละครึ่ง พลัส จำนวนไม่เกิน 400,000 ราย
3. คุณสมบัติของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ:
3.1 เป็นร้านค้าในโครงการคนละครึ่ง พลัส ในวันก่อนเริ่มดำเนินการพัฒนาทักษะ
3.2 ได้ตกลงให้ความยินยอม (Consent) ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และข้อตกลงเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของโครงการฯ ก่อนดำเนินการพัฒนาทักษะ
3.3 เข้าร่วมการพัฒนาทักษะโดยใช้เลขประจำตัวประชาชน (กรณีบุคคลธรรมดา) หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (กรณีนิติบุคคล) ที่ตรงกับการลงทะเบียนร้านค้าในโครงการคนละครึ่ง พลัส เท่านั้น
3.4 ไม่เป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะในโครงการคนละครึ่ง พลัส
3.5 ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 – 5 และโครงการคนละครึ่ง พลัส
ทั้งนี้ หากตรวจสอบพบในภายหลังว่า ร้านค้ามีการกระทำผิดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการของรัฐข้างต้น จะถูกตัดสิทธิจากโครงการฯ
4. วิธีดำเนินการ: ร้านค้าในโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถเลือกเข้าร่วมการพัฒนาทักษะระหว่างวันที่
19 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้
4.1 เข้าร่วมเป็นร้านค้าบนแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform)
สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าที่ต้องการพัฒนาพัฒนาทักษะผ่านการเข้าร่วมเป็นร้านค้าบน Food Delivery Platform สามารถดำเนินการได้ ดังนี้
(1) เลือกสมัครเข้าร่วมเป็นร้านค้าบน Food Delivery Platform (ได้แก่ Grab Lineman Robinhood และShopeeFood) ในระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568
ทั้งนี้ ร้านค้าจะต้องไม่เคยสมัครเข้าร่วมเป็นร้านค้าของ Food Delivery Platform รายนั้น ก่อนวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ตามฐานข้อมูล ณ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นอกจากนี้ ร้านค้าต้องมีคำสั่งซื้อที่ใช้สิทธิผ่านโครงการคนละครึ่ง พลัส อย่างน้อย 5 รายการ ภายในวันที่ 19 ธันวาคม 2568 จึงจะถือว่า ได้ดำเนินการพัฒนาทักษะ สำเร็จ
(2) ต้องเลือกผูกร้านค้าของตนกับ Food Delivery Platform บนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ให้สำเร็จ ในระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568
(3) ร้านค้าต้องมีคำสั่งซื้อที่ใช้สิทธิผ่านโครงการคนละครึ่ง พลัส สำเร็จ (ไม่มีการยกเลิกคำสั่งซื้อ) อย่างน้อย 5 รายการ ภายในวันที่ 19 ธันวาคม 2568 จึงจะถือว่า ได้ดำเนินการพัฒนาทักษะสำเร็จ
4.2 เข้าร่วมและผ่านเกณฑ์การอบรมออนไลน์ของธนาคารออมสิน
สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าที่ต้องการพัฒนาพัฒนาทักษะผ่านการอบรมออนไลน์ของธนาคารออมสิน สามารถเข้าร่วมได้ 24 ชั่วโมง โดยดำเนินการ ดังนี้
(1) สมัครและเรียนหลักสูตรพัฒนาความรู้ทางการเงินผ่าน www.gsb.or.th ในระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 โดยผู้ประกอบการร้านค้าต้องเข้าเรียนด้วยตนเองตลอดระยะเวลาหลักสูตร
(2) ผู้ประกอบการร้านค้าต้องทำแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) โดยมีเงื่อนไข ดังนี้
(2.1) กรณีมีคะแนนทดสอบก่อนเรียน เท่ากับร้อยละ 100 (ได้คะแนนเต็ม) ถือว่าผู้ประกอบการร้านค้าไม่เข้าข่ายที่จะพัฒนาทักษะได้สำเร็จผ่านช่องทางของธนาคารออมสิน ซึ่งธนาคารออมสินจะไม่ส่งผลการอบรมดังกล่าวไปยังกระทรวงการคลังเพื่อประมวลผล อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการร้านค้ายังสามารถเลือกพัฒนาทักษะผ่านช่องทางอื่นได้
(2.2) ผลคะแนนการทดสอบที่ถือว่า ได้ดำเนินการพัฒนาทักษะสำเร็จ ได้แก่ (1) คะแนนทดสอบหลังเรียน (Post-test) ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 และ (2) คะแนนทดสอบหลังเรียน (Post-test) ต้องมากกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียน (Pre-test)
4.3 เข้าร่วมและผ่านเกณฑ์การอบรมออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าที่ต้องการพัฒนาพัฒนาทักษะผ่านการอบรมออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สามารถเข้าร่วมได้ 24 ชั่วโมง โดยดำเนินการ ดังนี้
(1) สมัครและเรียนรู้หลักสูตร DBD Academy ผ่าน https://dbdacademy.dbd.go.th/ ในระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 โดยผู้ประกอบการร้านค้าต้องเข้าเรียนด้วยตนเองตลอดระยะเวลาหลักสูตร
(2) ผู้ประกอบการร้านค้าต้องทำแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) โดยมีเงื่อนไข ดังนี้
(2.1) กรณีมีคะแนนทดสอบก่อนเรียน เท่ากับร้อยละ 100 (ได้คะแนนเต็ม) ถือว่าผู้ประกอบการร้านค้าไม่เข้าข่ายที่จะพัฒนาทักษะได้สำเร็จผ่านช่องทางของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะไม่ส่งผลการอบรมดังกล่าวไปยังกระทรวงการคลังเพื่อประมวลผล อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการร้านค้ายังสามารถเลือกพัฒนาทักษะผ่านช่องทางอื่นได้
(2.2) ผลคะแนนการทดสอบที่ถือว่า ได้ดำเนินการพัฒนาทักษะสำเร็จ ได้แก่ (1) คะแนนทดสอบหลังเรียน (Post-test) ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 และ (2) คะแนนทดสอบหลังเรียน (Post-test) ต้องมากกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียน (Pre-test)
5. สิทธิประโยชน์: ร้านค้าที่ผ่านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพัฒนาทักษะจำนวนไม่เกิน 400,000 รายแรก จะได้รับสิทธิเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ร้อยละ 20 ของยอดขายที่เกิดจากโครงการคนละครึ่ง พลัส เฉพาะในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่าย นับตั้งแต่วันที่ร้านค้าได้ดำเนินการพัฒนาทักษะสำเร็จ จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท ต่อราย โดยกระทรวงการคลังจะประกาศผลผู้ได้รับสิทธิในวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ผ่านข้อความบนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” และข้อความสั้น (Short Message Service: SMS) และโอนเงินสนับสนุนให้แก่ร้านค้าผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ผูกกับแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 อนึ่ง ผู้ประกอบการร้านค้าสามารถศึกษาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการฯ ลิ้งก์เชื่อมโยงไปยังหน้าการอบรมออนไลน์ คำแนะนำการเข้าร่วมเป็นร้านค้าบน Food Delivery Platform และรายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ทาง www.คนละครึ่งพลัส.com
นายสิริพงศ์ กล่าวเสริมว่า คณะรัฐมนตรีเล็งเห็นความสำคัญของการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส จึงได้จัดทำโครงการฯ สำหรับกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 400,000 ร้านค้า โดยร้านค้าในโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถเลือกเข้าร่วมการพัฒนาทักษะระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้
1. เข้าร่วมเป็นร้านค้าบนแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform)
2. เข้าร่วมและผ่านเกณฑ์การอบรมออนไลน์ของธนาคารออมสิน
3. เข้าร่วมและผ่านเกณฑ์การอบรมออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
โดยร้านค้าที่ผ่านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพัฒนาทักษะจำนวนไม่เกิน 400,000 ร้านค้าแรก จะได้รับสิทธิเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ร้อยละ 20 ของยอดขายที่เกิดจากโครงการคนละครึ่ง พลัส เฉพาะในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่าย นับตั้งแต่วันที่ร้านค้าได้ดำเนินการพัฒนาทักษะสำเร็จ จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาทต่อร้านค้า โดยกระทรวงการคลังจะประกาศผลผู้ได้รับสิทธิในวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ผ่านข้อความบนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” และข้อความสั้น (Short Message Service: SMS) และโอนเงินสนับสนุนให้แก่ร้านค้าผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ผูกกับแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ในวันที่ 25 ธันวาคม 2568
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมบูธ ได้แก่ 1. ธนาคารออมสิน 2. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (Department of Business Development: DBD) 3. สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Promotion Agency: DEPA) และ 4. ผู้ให้บริการ Food Delivery ได้แก่ Grab Lineman Robinhood และ ShopeeFood
เพิ่มเงินเยียวยาน้ำท่วม – เกิน 120 วัน รับ 20,000 บาท
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยในครั้งนี้ มีความรุนแรงก่อให้ความเสียหายกับประชาชนผู้ประสบภัยอย่างรุนแรง และในคราวประชุมคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (คอภ.) ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้มีการศึกษาหาแนวทางการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานาน กระทรวงมหาดไทย ได้เสนอขอค่าช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้นให้แก่ครอบครัวผู้ประสบอุทกภัย ในกรณีน้ำท่วมขังบริเวณที่อยู่อยู่อาศัยประจำเป็นกรณีพิเศษต่อคณะรัฐมนตรี โดยมอบหมายให้ ปภ. เป็นผู้เสนอของบประมาณ และกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินดังกล่าว
โดยใช้กรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 6,169,986,000 บาท ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยรับงบประมาณและจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยผ่านธนาคารออมสิน ให้เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไป รวมทั้งให้สามารถถัวจ่ายข้ามจังหวัดได้ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยมอบหมายให้ ปภ. เป็นผู้เสนอของบประมาณ และกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินดังกล่าว ดังนี้
1. เป็นกรณีอุทกภัยที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยประจำในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ในกรณีน้ำท่วมขังบริเวณที่อยู่อาศัยประจำ จนส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและไม่สามารถประกอบอาชีพปกติ ทำให้ขาดรายได้
2. เป็นที่อยู่อาศัยประจำที่ประสบอุทกภัย และได้รับผลกระทบกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) ถูกน้ำท่วมขัง ติดต่อกันตั้งแต่ 31-60 วัน ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 5,000 บาท
(2) ถูกน้ำท่วมขัง ติดต่อกันตั้งแต่ 61-90 วัน ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 10,000 บาท
(3) ถูกน้ำท่วมขัง ติดต่อกันตั้งแต่ 91-120 วัน ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 15,000 บาท
(4) ถูกน้ำท่วมขัง ติดต่อกันตั้งแต่ 121 วันขึ้นไป ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 20,000 บาท
ทั้งนี้ ครัวเรือนผู้ประสบภัย จำนวน 171,302 ครัวเรือน จำนวน 22 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชัยนาท ชัยภูมิ นครนายก นครปฐม นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานี ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ศรีสะเกษ สระบุรี สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี อ่างทอง อุดรธานี และจังหวัดอุบลราชธานี จะได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และเพื่อให้การดำรงชีพของประชาชนเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
“หลักเกณฑ์ครั้งนี้ เป็นการช่วยเหลือประชาชนที่บ้านเรือนถูกน้ำท่วมขังต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนไม่สามารถดำรงชีวิต หรือ ประกอบอาชีพได้ตามปกติ โดยกำหนดอัตราการช่วยเหลือเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาน้ำท่วม ตั้งแต่ 31 วันไปจนถึงมากกว่า 121 วัน ซึ่งจะได้รับเงินเยียวยาในอัตรา 5,000–20,000 บาทต่อครัวเรือน และเน้นย้ำการตรวจสอบสิทธิให้มีความถูกต้อง โปร่งใส โดยให้หน่วยงานท้องถิ่นออกหนังสือรับรองผู้ประสบภัย ผ่านการพิจารณาของประชาคมหมู่บ้าน และตรวจสอบซ้ำโดยคณะกรรมการ ก.ช.ภ.จ. และ ก.ช.ภ.อ. เพื่อให้เงินช่วยเหลือไปถึงมือผู้ที่ได้รับผลกระทบ และไม่ให้เกิดการจ่ายซ้ำซ้อน” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
น้ำไม่ท่วมบ้าน แต่ถูกน้ำล้อม เกิน 7 วัน รับ 9,000 บาท
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 (หลักเกณฑ์ฯ) เพิ่มเติม ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มีความรุนแรง ก่อให้เกิดความเสียหายกับประชาชนผู้ประสบภัยเป็นจำนวนมาก ประกอบกับหลักเกณฑ์ฯ ตามมติคณะรัฐมนตรีข้างต้นยังไม่ครอบคลุมความเดือดร้อนในทุกมิติของประชาชน กระทรวงมหาดไทย จึงขอทบทวนหลักเกณฑ์ฯ บางส่วน ภายใต้กรอบวงเงินเดิม เพื่อให้ครอบคลุมผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด โดยการเพิ่มกรณีผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ได้อาศัยอยู่ในอาคารบ้านเรือนที่มีน้ำท่วมขัง แต่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำล้อมรอบและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ติดต่อกันเกินกว่า 7 วันขึ้นไป (เดิมให้เฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในอาคารบ้านเรือนที่มีน้ำท่วมขัง) จะได้รับเงินช่วยเหลือในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท ด้วย
ทั้งนี้ มท. แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมว่าจากการปรับหลักเกณฑ์ในครั้งนี้ โดยคาดการณ์ว่าจะมีผู้ที่ได้รับสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกประมาณ 21,176 ครัวเรือน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังไม่เคยได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน 9,000 บาท มาก่อน และในกรณีที่มีผู้ประสบอุทกภัยขึ้นใหม่ภายใต้หลักเกณฑ์นี้หากเคยได้รับเงินช่วยเหลือไปแล้ว จะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือซ้ำอีก
“ในส่วนของหลักเกณฑ์ฯ ข้ออื่น ๆ เช่น หลักฐานในการขอรับความช่วยเหลือ ขั้นตอนการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจ่ายเงินของธนาคารออมสิน และแนวทางปฏิบัติงานของจังหวัดมีสาระสำคัญคงเดิมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
ปรับน้ำหนัก “การเบิกจ่ายงบฯ” วัดผลงานหัวหน้าส่วนราชการ
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการทบทวนกรอบแนวทางการประเมินผู้บริหารของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ดังนี้
1. ปรับปรุงรายละเอียดตัวชี้วัด “การเบิกจ่ายงบประมาณ” ตามผลการหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2. มอบหมายให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นผู้พิจารณากำหนด หรือ ปรับปรุง แนวทางการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการพลเรือน สามัญผู้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง หรือ เทียบเท่า หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม หรือ เทียบเท่า และผู้ว่าราชการ ให้มีความเหมาะสมได้ โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำนักงาน ก.พ. รายงานว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ให้สำนักงาน ก.พ. นำความเห็นและข้อเสนอแนะของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาทบทวนร่วมกับ กรมบัญชีกลาง สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงบประมาณ (สงป.) เพื่อปรับปรุงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับตัวชี้วัด “การเบิกจ่ายงบประมาณ” และประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมและได้ข้อยุติ และให้สำนักงาน ก.พ. นำข้อยุติดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่งโดยเร็วก่อนสิ้นปีงประมาณ พ.ศ. 2568 นั้น ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้นำตัวชี้วัดดังกล่าวไปใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติราชการผู้บริหารทั้ง 2 รอบการประเมิน ในมิติด้านผลสัมฤทธิ์ ข. : วาระเร่งด่วนหรือภารกิจที่ถูกมอบหมายเป็นพิเศษ สรุป ดังนี้
แนวทางการประเมินผู้บริหารของหน่วยงานภาครัฐ ในปีงบฯ 2569 ครั้งนี้ -ไม่เกิน 2 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย
1) ตัวชี้วัดเดิม (ไม่ใช่ตัวชี้วัดบังคับ มีหรือไม่มีก็ได้) ผู้ประเมินตกลงตัวชี้วัดและค่าน้ำหนักร่วมกับผู้รับการประเมิน ค่าน้ำหนักร้อยละ 20
2) ตัวชี้วัด “การเบิกจ่ายงบฯ” (ตัวชี้วัดบังคับ) ค่าน้ำหนักรวมร้อยละ 10 ประกอบด้วย
- ตัวชี้วัด “ร้อยละการใช้จ่ายงบฯ ภาพรวม” (การก่อหนี้ผูกพัน) ค่าน้ำหนักร้อยละ 5
- ตัวชี้วัด “ร้อยละการเบิกจ่ายงบฯ ภาพรวม” ค่าน้ำหนักร้อยละ 5
สำหรับวิธีการกำหนดค่าเป้าหมายของตัวชี้วัด นำเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายงบประมาณตามมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ และการใช้จ่ายงบประมาณที่คณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐกำหนดในแต่ละปีงบประมามาณ มากำหนดเป็นค่าเป้าหมายของตัวชี้วัด “การเบิกจ่ายงบประมาณ” ในแต่ละรอบการประเมิน
กำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 พื้นที่ รับมหาวิทยาลัยต่างชาติศักยภาพสูง
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบการกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น ให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศอีก 4 พื้นที่ ได้แก่ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง-ตะวันตก และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ เพื่อเป็นเขตพื้นที่จัดการศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งสอดคล้องกับมติ ครม. (20 กันยายน 2565) ที่เห็นชอบการกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 พื้นที่ข้างต้น (เดิมมี 1 พื้นที่ คือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก)
2. เห็นชอบการทบทวนมติ ครม. (17 ตุลาคม 2560) เรื่อง ขอความเห็นชอบหลักเกณฑ์ รูปแบบ วิธีการ และเงื่อนไขในการดำเนินการจัดการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และข้อกฎหมายปัจจุบัน เช่น สถาบันอุดมศึกษาฯ ต้องได้รับการรับรองในสาขาวิชาจากการจัดอันดับของ QS หรือ THE หรือหน่วยงานอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษา โดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ (คพอต.) ประกาศกำหนดในอันดับที่สูง หรือ อย่างน้อยต้องดีกว่าอันดับของสาขาวิชานั้น ๆ ของสถาบันอุดมศึกษาในไทย และให้มีการจัดทำแผนการรับนักศึกษา โดยกำหนดสัดส่วนของนักศึกษาไทยและต่างชาติให้เหมาะสม สถาบันอุดมศึกษาฯ ต้องยื่นคำขออนุญาตจัดการศึกษา พร้อมหลักฐานต่อคณะอนุกรรมการดำเนินการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาฯ ตามแบบที่กำหนด
3. รับทราบแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาฯ ตามข้อเสนอโครงการขับเคลื่อนอุดมศึกษาสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับภูมิภาค เพื่อ (1) ส่งเสริมนโยบาย “การจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาฯ” ภายใต้รูปแบบการจับคู่ความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาของไทยและ/หรือภาคเอกชนของไทยในฐานะหุ้นส่วนทางการศึกษา (2) ยกระดับระบบอุดมศึกษาของประเทศให้เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ และเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับภูมิภาคและจุดหมายปลายทางด้านการศึกษา โดยที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบและรับทราบตามที่ อว. เสนอ และให้รับความเห็นหน่วยงานไปดำเนินการ
เห็นชอบ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการกำหนดให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เสนอ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 – 2567 คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติกำหนดเอกลักษณ์ประจำชาติไทยในมิติต่าง ๆ เช่น กำหนดให้ “ช้างไทย” เป็นสัตว์ประจำชาติ กำหนดให้ “ปลากัดไทย” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ กำหนดให้ “นาค” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน กำหนดให้ “การไหว้” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทการทักทายและการแสดงความเคารพแบบไทย
โดย กอช. ได้ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามมติ กอช. เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 ที่เห็นชอบการเสนอให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง อันเนื่องมาจากผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และการศึกษาทางพันธุกรรมของแมวไทย พบว่า แมวไทยเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเองทั้งรูปลักษณ์ และลักษณะนิสัยที่มีความโดดเด่น มีความแตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน
แมวไทยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน โดยปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของแมวไทยมาตั้งแต่ในอดีต อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันในด้านต่าง ๆ ทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต สังคม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนไทย แมวไทยจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่ได้รับการยอมรับถึงความพิเศษในระดับสากลและเป็นที่นิยมไปทั่วโลกทำให้ชาวต่างชาติมีความพยายามที่จะนำแมวไทยพันธุ์แท้ไปจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ โดยปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา และแมวขาวมณี ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการประกาศให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเห็นคุณค่านำไปสู่การอนุรักษ์ และร่วมมือกันกำหนดมาตรฐานของแมวไทยพันธุ์แท้ในแนวทางเดียวกัน ส่งเสริมการเลี้ยงแมวไทยพันธุ์แท้ให้มากขึ้น และเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของสายพันธุ์แมวไทยและป้องกันการนำไปจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ รวมทั้งยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เกี่ยวเนื่องกับแมวไทย ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย
ต่อเวลาจ่ายเงินอุดหนุน ‘ชาวไร่อ้อย’ ลดฝุ่น PM 2.5 ถึงสิ้นปีนี้
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบตามที่รองนายกรัฐมนตรี นายสุชาติ ชมกลิ่น เสนอ ให้ ขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี 100% จากเดิมสิ้นสุดเดือนกันยายน 2568 ไปจนถึง สิ้นเดือนธันวาคม 2568 เพื่อให้สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ครบทุกสิทธิ และเป็นส่วนหนึ่งของการลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากการเผาอ้อยในฤดูผลิต
รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสร้างแรงจูงใจให้ชาวไร่อ้อยหันมา ตัดอ้อยสดแทนการเผา ซึ่งช่วยลดมลพิษ PM 2.5 ในหลายจังหวัดภาคกลาง–อีสาน โดยรัฐบาลอนุมัติกรอบวงเงินรวม 5,175 ล้านบาท ใช้แหล่งเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไปพลางก่อน และจัดสรรค่าชดเชยต้นทุนทางการเงินรวม 158.58 ล้านบาท ตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯ เคยอนุมัติไว้
อย่างไรก็ตาม ยังมีเกษตรกรบางส่วนที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือแต่ยังไม่สามารถยืนยันตัวตนหรือปรับปรุงข้อมูลในแอปพลิเคชันของภาครัฐได้ครบถ้วน ทำให้ยังไม่ได้รับการโอนเงินตามกำหนด จึงจำเป็นต้องขยายเวลา เพื่อให้เกษตรกรทุกคนที่มีสิทธิสามารถรับเงินได้ครบถ้วน ไม่ตกหล่นแม้แต่รายเดียว
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สภาพัฒน์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ต่าง เห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดยเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมประสานงานอย่างรัดกุม ทั้งด้านการประชาสัมพันธ์ การจัดทำข้อมูลทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน และการประเมินผลมาตรการเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงนโยบายลดการเผาอ้อยในระยะยาว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การขยายเวลาในครั้งนี้ จะช่วยให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยได้รับเงินสนับสนุนครบถ้วน ขณะเดียวกันยังเป็นมาตรการเสริมเพื่อควบคุมมลพิษอากาศในช่วงฤดูฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเริ่มเข้าสู่ช่วงวิกฤติอีกครั้งในปลายปี พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับทั้งรายได้เกษตรกรและคุณภาพอากาศของประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน
ผ่อนผันใช้พื้นที่ป่าสงวนสระบุรี ทำเหมืองแร่หินฯ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบตามที่รองนายกรัฐมนตรี นายสุชาติ ชมกลิ่น ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงอุตสาหกรรม เสนอขอผ่อนผันให้บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (แก่งคอย) จำกัด ใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ 1 บี 1 เอเอ็ม และ 1 บีเอ็ม ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าทับกวางและป่ามวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อการทำเหมืองแร่หินปูนและหินดินดานสำหรับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ในพื้นที่รวมประมาณ 2,575 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เหมืองเดิมที่มีการทำเหมืองมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ตามประทานบัตรเดิมที่จะครบกำหนดอายุในวันที่ 26 กันยายน 2570 โดยแหล่งแร่นี้เป็นวัตถุดิบหลักป้อนโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ในจังหวัดสระบุรี ซึ่งมีกำลังการผลิตคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 12.14 ของบริษัทผู้ผลิตปูนซีเมนต์ที่จดทะเบียนในประเทศทั้งหมด ปริมาณสำรองแร่ของโครงการรวมทั้งหินปูนและหินดินดานมีมูลค่าประมาณ 75,702 ล้านบาท ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินว่า “มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม” เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้กรอบมาตรการที่กำหนด
ทั้งนี้ พื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง 5 แปลง อยู่ในเขตป่าสงวนและลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และ 1 บี ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา การใช้ประโยชน์จึงต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาผ่อนผันเป็นกรณีเฉพาะ โดยก่อนเสนอ ครม. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กรมป่าไม้ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมตรวจสอบพื้นที่ พร้อมทั้งจัดทำและพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบแล้ว รายงาน EIA ได้กำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม เช่น การเว้นแนวกันชน (Buffer Zone) รอบพื้นที่เหมือง การควบคุมฝุ่น เสียง แรงสั่นสะเทือน การติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดตั้งกองทุนเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนและกองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบเหมือง โดยมีผู้แทนชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่นร่วมบริหารจัดการกองทุนอย่างต่อเนื่อง
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ ต่างไม่มีความเห็นขัดข้องต่อการขอผ่อนผันครั้งนี้ โดยยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ใน “เขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง” ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ ฉบับที่ 2 ที่คณะรัฐมนตรีเคยเห็นชอบแล้ว
การพิจารณาในครั้งนี้เป็นเพียง “การผ่อนผันให้ใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ 1 บี 1 เอเอ็ม และ 1 บีเอ็ม เพื่อทำเหมืองแร่” ตามหลักเกณฑ์มติคณะรัฐมนตรีเดิมเท่านั้น หลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย แผนแม่บท และมาตรการสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ก่อนการอนุญาตประทานบัตรต่อไป
ปลื้มข้าวหอมมะลิราคาขยับ ตั้งเป้า 15,000 บาทต่อตัน
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีการหารือเรื่องราคาข้าวที่ขณะนี้มีการปรับตัวสูงขึ้น วันนี้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิราคา 13,500 บาทต่อตัน โดยประมาณการ ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดย ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการขับเคลื่อนมาตรการชะลอการขายข้าว ซึ่งเป็นการตัดยอดปริมาณข้าวออกจากท้องตลาดทำให้ราราคาสินค้าภาคการเกษตร ประเภทข้าวปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ที่ขณะนี้มีราคาอยู่ที่ 13,500 บาทต่อตัน
ทั้งนี้ เพื่อ “มอบของขวัญปีใหม่” ให้คนไทย รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งเป้าราคาให้ขยับขึ้นแตะ 15,000 บาท/ตัน หากดูสถานการณ์ราคาข้าวในขณะนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องเกษตรกรชาวนา เนื่องจากภาพรวมราคาข้าวเริ่มมีการขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่าราคารับซื้อข้าวในหลายพื้นที่อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจ อาทิ ราคาการรับซื้อที่สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด (จังหวัดร้อยเอ็ด) ซึ่งขณะนี้ราคารับซื้อ ข้าวหอมมะลิ ได้ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 13.80 บาทต่อกิโลกรัม (หรือ 13,800 บาทต่อตัน)
“รัฐบาลย้ำว่า สถานการณ์ราคาข้าวขาขึ้นในขณะนี้ ถือเป็นข่าวดี โดยคาดการณ์ว่าแนวโน้มราคาข้าวยังมีทิศทางที่ดี และในรอบนี้ราคาข้าวอาจจะขยับตัวสูงขึ้นไปแตะถึงระดับ 15,000 บาทต่อตัน สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรในระยะเร่งด่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์ในการผลักดันนโยบายการส่งเสริม สนับสนุน ในด้านการพัฒนาคุณภาพ มีแนวทางสนับสนุน เครื่องบรรจุและผลิตพันธุ์ข้าว สำหรับโรงสีข้าวขนาดเล็ก นำร่อง 200 แห่ง และการปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว นำร่อง 1 ล้านไร่ เพื่อเปลี่ยนให้ชาวนาไปปลูกข้าวโพด และปลูกพืชตระกูลถั่ว เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรมากขึ้น” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว
รับทราบงาน China International Agricultural Trade Fair
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบรายงานผลการเดินทางเข้าร่วมงาน China International Agricultural Trade Fair ครั้งที่ 22 ณ นครเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ) เสนอ ดังนี้
1. จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่อง 12 ปี ติดต่อกัน โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 การค้าระหว่างไทย – จีน มีมูลค่ากว่า 96,254 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3,080,128 ล้านบาท) ขยายตัวร้อยละ 28.1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สินค้าเกษตรไทยที่ส่งออกไปจีน เช่น ทุเรียน ลำไย มังคุด และยางพารา
2. รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะผู้บริหารของ กษ. ได้เดินทางเข้าร่วมงาน CATF ครั้งที่ 22 ระหว่างวันที่ 15-17 ตุลาคม 2568 ณ นครเทียนจิน จีน ซึ่งมีกิจกรรมที่สำคัญ เช่น
2.1 การกล่าวสุนทรพจนในงาน CATF ครั้งที่ 22 และเข้าร่วมพิธีเปิดนิทรรศการ Thai Pavilion ซึ่งภายในงานการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรได้นำผลไม้ไทยคุณภาพ มาจัดแสดง เช่น ทุเรียน มะม่วงน้ำดอกไม้ มะพร้าว ส้มโอ ผลไม้อบแห้ง และสินค้าเกษตรแปรรูป รวมถึงผลิตภัณฑ์จากยางพารา นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Business Matching เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย ได้เจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อโดยตรงทั้งในรูปแบบการทำการค้าระหว่างธุรกิจทำกับธุรกิจด้วยกัน (B2B) และรูปแบบธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการระหว่างเจ้าของธุรกิจกับผู้บริโภครายบุคคล (B2C) เพื่อผลักดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก 2.2 การจับคู่ธุรกิจ โดย กยท. ได้มีการหารือเพื่อแสวงหาแนวทางความร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชนของจีนในการส่งเสริมการส่งออกยางพาราไทยไปจีน
3. การเดินทางเข้าร่วมงาน CATF ครั้งที่ 22 ของรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัสฯ) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ สามารถกระชับความสัมพันธ์อันดีและความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยกับจีนให้แน่นแฟ้นได้ยิ่งขึ้งขึ้น รวมถึงทำให้ได้รับทราบข้อมูลแนวโน้มของตลาดและเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่นำมาจัดแสดงภายในงานดังกล่าว ซึ่งสามารถนำมาใช้ประกอบการจัดทำนโยบายและแนวทางความร่วมมือในอนาคตเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทยที่ส่งออกไปจีน
เด้ง ‘ชญานันท์ ภักดีจิตต์’ พ้น ปลัด ทส. ตั้ง ‘รวีวรรณ ภูริเดช’ นั่งแทน
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐโดยมีรายละเอียดดังนี้
1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้
1. นายอดิเทพ ตีระมาศวณิช ผู้อำนวยการสำนัก [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (วิศวกรรมโยธา) สูง] สำนักก่อสร้างทาง กรมทางหลวงชนบท ดำรงตำแหน่ง วิศวกรใหญ่ที่ปรึกษาวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านการบำรุงรักษาทางและสะพาน) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กรมทางหลวงชนบท ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2568
2. นายสืบพงษ์ ไพศาลวัฒนา ผู้อำนวยการสำนัก [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (วิศวกรรมโยธา) สูง] สำนักแผนงาน กรมทางหลวง ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการขนส่งทางบก (นักวิชาการขนส่งทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2568 และรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงมหาดไทย)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงมหาดไทย ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้
1. นางพนิตาวดี ปราชญ์นคร รองอธิบดีกรมที่ดิน ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมที่ดิน ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2568
2. นางศุปกิจ สกลเสาวภาคย์ ผู้อำนวยการกอง (ผู้อำนวยการสูง) กองเทคโนโลยีทำแผนที่กรมที่ดิน ดำรงตำแหน่ง นายช่างใหญ่ (ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมสำรวจ) (วิศวกรสำรวจทรงคุณวุฒิ) กรมที่ดิน ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2568
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
3. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เสนอแต่งตั้ง นายสรพงค์ ศรียานงค์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการประสานกิจการความมั่นคง (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
4. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงวัฒนธรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงจำนวน 6 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้
1. นางสาวรานี อิฐรัตน์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
2. นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
3. นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
4. นางสาวฐิต์ณัฐ สมบัติศิริ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
5. นางเสริมกิจ ชัยมงคล รองอธิบดีกรมศิลปากร ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
6. นายเจษฎา ชีวะวิชวาลกุล รองอธิบดีกรมศิลปากร ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
5. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้ง นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป
6. เรื่อง การมอบหมายให้รัฐมนตรี เป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ตามลำดับ ดังนี้
1. นายทรงศักดิ์ ทองศรี ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
2. นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
3. นางสาวศศิธร กิตติธรกุล ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป
7. เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เสนอรับโอน นางชญานันท์ ภักดีจิตต์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย และมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีให้กำกับการบริหารราชการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติได้เห็นชอบ และผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมการโอนแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
8. เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอรับโอน นางรวีวรรณ ภูริเดช ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับการบริหารราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เห็นชอบด้วยแล้ว และผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมการโอนแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เพิ่มเติม