โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

โจทย์ท้าทาย ‘ทุเรียน’ ไทยปี’69 แข่งดุตลาดจีน-ราคาลดลงต่อเนื่อง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ม.ค. เวลา 06.52 น. • เผยแพร่ 06 ม.ค. เวลา 07.09 น.

คอลัมน์ : นอกรอบ

“ทุเรียน” ได้ชื่อว่าเป็นราชาผลไม้ของไทย จากความนิยมทุเรียนไทยของผู้บริโภคชาวจีน ด้วยคุณภาพที่ดี มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ จนทำให้ทุเรียนกลายเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้นำเงินเข้าประเทศกว่าแสนล้านบาท ส่งผลให้หลายปีที่ผ่านมาทุเรียนไทยราคาพุ่งสูง จากความต้องการของตลาดจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่แล้วปี 2568 ที่ผ่านมา ราคาทุเรียนสดไทยต่ำกว่า 100 บาทต่อ กก. เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ปี 2568 ราคาทุเรียนสดไทยลดลงถึง 16% เฉลี่ยอยู่ที่ 92.5 บาทต่อ กก. ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนหน้าที่มีราคาสูงถึง 108.7 บาทต่อ กก. โดยสาเหตุหลักที่ฉุดราคามาจากผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 23.2% ไปแตะ 1.59 ล้านตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ซึ่งอยู่ที่ 1.31 ล้านตัน

ผลจากสภาพอากาศเอื้อต่อการผลิตเพราะปรากฏการณ์ลานีญา ส่งผลให้รายได้เกษตรกรโต 3.5% ขณะที่การส่งออกทุเรียนสดไทยอาจโตเพียง 0.5% ไปอยู่ที่ 3,773 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.2 แสนล้านบาท) จากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดจีน

ขณะที่ปี 2569 คาดว่าราคาทุเรียนสดไทยจะลดลงต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่ชะลอลงเหลือ 2.7% โดยปรับลดลงไปอยู่ที่ 90 บาทต่อ กก. ต่ำกว่า 100 บาทต่อ กก. ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 อีกทั้งยังกดดันรายได้เกษตรกรให้ลดลง 0.7%

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าในระยะข้างหน้า โอกาสยากที่ราคาทุเรียนสดไทยจะกลับไปสูงกว่า 100 บาทต่อ กก. ดังเช่นในอดีต จากปัจจัยลบที่ยังคงอยู่

ส่งออกทุเรียนไทยหดตัว

ในมุมการส่งออก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มูลค่าส่งออกทุเรียนสดไทยในปี 2569 จะลดลง 1.8% มาอยู่ที่ 3,705 ล้านดอลลาร์ จากแรงกดดันในตลาดจีนใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1.ความสามารถในการแข่งขันของทุเรียนไทยในตลาดจีนลดลง โดยเฉพาะจากคู่แข่งหลักอย่าง “เวียดนาม” ที่รุกตลาดจีนอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2565 หลังจีนอนุญาตนำเข้าทุเรียนสดจากเวียดนาม

ประกอบกับการพัฒนาของเวียดนามที่ทำให้มีการส่งออกเพิ่มและขยายส่วนแบ่งตลาดได้อย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดทุเรียนของไทยในจีนทยอยลดลง นอกจากนี้ ยังมีคู่แข่งหน้าใหม่อย่างฟิลิปปินส์ในปี 2566 มาเลเซียในปี 2567 และกัมพูชากับ สปป.ลาวในปี 2568

จากปี 2563 ทุเรียนสดจากไทยครองส่วนแบ่งตลาดในจีนทั้ง 100% แต่ข้อมูลล่าสุดปี 2568 พบว่า ไทยมีส่วนแบ่งตลาดทุเรียนสดในจีนลดลงมาอยู่ที่ 64% ขณะที่เวียดนาม มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอยู่ที่ 35% โดยสายพันธุ์ของทุเรียนไทยที่จีนนำเข้า คือ “หมอนทอง” ที่ครองใจผู้บริโภคชาวจีน ขณะที่เวียดนามเป็นสายพันธุ์ Ri6 (รีเซา) ถือเป็นพันธุ์ใหม่เพิ่งได้รับความนิยม

แม้ไทยยังครองแชมป์ส่วนแบ่งตลาดทุเรียนในจีน จากคุณภาพที่ดีและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ แต่เวียดนามมีความได้เปรียบด้านต้นทุนต่ำ และด้วยพรมแดนที่ติดจีนทำให้ระยะขนส่งน้อยกว่า ส่งมอบได้เร็วคงความสดใหม่ ทำให้ทุเรียนไทยก็เผชิญความท้าทายจากความสามารถการแข่งขันกับทุเรียนเวียดนามค่อนข้างสูง

โดยรัฐบาลเวียดนามยังให้การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมทุเรียนอย่างจริงจัง (เกษตรมูลค่าสูง) โดยให้ทุเรียนเป็นสินค้าแห่งชาติ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และการส่งออก ด้วยการเพิ่มการผลิต ขยายตลาด และปรับปรุงคุณภาพ เป็นต้น เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดจีน

กราฟิกทุเรียน

โจทย์ท้าทายจีนตรวจเข้ม

ขณะที่มาตรฐานนำเข้าของจีนยังเข้มงวด โดยตั้งแต่เดือน ก.ย. 2567 จีนควบคุมการนำเข้าทุเรียนสดในด้านคุณภาพและสารตกค้าง เช่น แคดเมียม และ BY2 รวมถึงการลงทุนในไทยที่ต้องผ่านมาตรฐานด้านสุขอนามัย การขึ้นทะเบียนสวน และโรงคัดบรรจุ ทำให้ผู้ประกอบการไทยยังมีต้นทุนเพิ่มเพื่อรักษามาตรฐานเหล่านี้

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคาดว่าจะรุนแรงขึ้น โดยครึ่งปีหลังอาจเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้ร้อนแล้งและกดดันผลผลิตทุเรียนไทยให้เพิ่มขึ้นเพียง 1.9% ไปอยู่ที่ 1.62 ล้านตันในปี 2569 นอกจากนี้ในระยะยาว สภาพอากาศที่แปรปรวนจะกระทบทั้งปริมาณการส่งออกและคุณภาพผลผลิต เช่น ความอ่อน/แก่ของทุเรียน เป็นต้น

เจาะศักยภาพรายมณฑล

อย่างไรก็ดี โอกาสทุเรียนไทยภายใต้การแข่งขันกับเวียดนาม จะแตกต่างกันไปตามแต่ละมณฑลในจีน

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ตลาดส่งออกทุเรียนสดไทยที่มีศักยภาพอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง ยูนนาน และเจ้อเจียง ขณะที่กว่างซีจ้วง ไทยอาจเสียเปรียบเวียดนาม ส่วนเสฉวนยังเป็นตลาดที่น่าสนใจและมีโอกาสขยายตัวได้อีก

เมื่อพิจารณาตามมณฑลที่นำเข้าทุเรียนสด พบว่า 5 มณฑลแรกที่นำเข้าจากไทยมีมูลค่ารวมกว่า 2,951 ล้านดอลลาร์ ขณะที่เวียดนามมีมูลค่าอยู่ที่ 2,322 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าไทยยังครองตลาดในจีน โดยมี 4 มณฑลที่นำเข้าจากทั้งสองประเทศตรงกัน ได้แก่ กวางตุ้ง, ยูนนาน, เจ้อเจียง และกว่างซีจ้วง

สำหรับมณฑลที่เติบโตโดดเด่น คือ กวางตุ้ง ยูนนาน และเจ้อเจียง ซึ่งจีนมีการนำเข้าทุเรียนสดจากไทยสูงกว่าเวียดนาม อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่ประชากรมีรายได้สูง จึงเป็นตลาดศักยภาพที่ไทยควรรักษาไว้

มณฑลที่ท้าทาย คือ “กว่างซีจ้วง” ซึ่งจีนมีมูลค่าการนำเข้าจากไทยที่น้อยกว่าเวียดนาม เนื่องจากเป็นพื้นที่รายได้น้อย จึงทำให้ทุเรียนสดราคาถูกจากเวียดนามทำตลาดได้ดีกว่า

มณฑลที่น่าสนใจ คือ เสฉวน แม้จะนำเข้าทุเรียนสดจากไทยเพียง 233 ล้านดอลลาร์ แต่ก็มีมูลค่าที่สูงกว่าการนำเข้าจากเวียดนามถึง 129.9% อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีรายได้และประชากรสูง จึงเป็นตลาดที่ไทยมีโอกาสขยายการส่งออกได้อีกมาก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โจทย์ท้าทาย ‘ทุเรียน’ ไทยปี’69 แข่งดุตลาดจีน-ราคาลดลงต่อเนื่อง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...