ว่าด้วยสีเทา : เมื่อภาษาขยายขอบเขตทางศีลธรรมให้เจือจาง
ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
ว่าด้วยสีเทา
: เมื่อภาษาขยายขอบเขตทางศีลธรรมให้เจือจาง
นอกจากสีแดง สีส้ม สีน้ำเงิน ที่โลดแล่นอยู่บนเวทีการเมืองอันร้อนแรง ณ ขณะนี้ ดูเหมือนว่าจะมีอีกสีที่ผู้คนทั้งในสังคมทั่วไปหรือแวดวงการเมืองเองก็ตามที่คุ้นเคยและพูดถึงเป็นประจำ
นั่นคือ “สีเทา”
โดยปกติแต่เดิมเรามักจะเข้าใจว่าสีเทานั้นอยู่ตรงกลางระหว่างสีขาวกับสีดำ
หรือเป็นการใช้ภาษาเปรียบเปรยว่าสีขาวคือความถูกต้อง สีดำคือความผิด
สีเทานั้นเป็นสีขาวที่เริ่มมีสีดำมาปะปน เมื่อเฉดสีดำแห่งความไม่ถูกต้องมาทำให้สีขาวมีรอยด่างหรือแปดเปื้อนเสียแล้ว ดูเหมือนมันจึงเป็นสิ่งไม่ถูกต้องด้วยเช่นกัน
แต่ดูเหมือนว่าปัจจุบันความหมายของสีเทาได้เปลี่ยนแปลงไป
สีเทานั้นอยู่ระหว่างสีขาวกับสีดำ เป็นภาวะก้ำกึ่งระหว่างความถูกต้องกับความผิดบาป ยังฟันธงไม่ได้ เป็นความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน
นี่จึงถูกต้องแล้วที่เราเรียกกิจกรรมทั้งหลายที่หมิ่นเหม่กฎหมายหรือศีลธรรมว่ากิจกรรมสีเทา ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจสีเทา ทุนจีนสีเทา นักการเมืองสีเทา ตำรวจสีเทา ทหารสีเทา ตลอดจนผู้พิพากษาสีเทา ฯลฯ
หากย้อนมองกลับไป ไม่รู้ว่าความเข้าใจทำนองนี้เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่สีเทาได้ขยายขอบเขตความหมายและความเข้าใจว่าสิ่งที่ไม่ถูกต้องนั้นได้รับอนุญาตให้ทำได้ ตราบใดที่ยังไม่ถูกจับดำเนินคดี หรือต่อให้ถูกดำเนินคดีแล้ว แต่ศาลยังไม่ตัดสินถึงที่สุดก็ยังทำกิจกรรม “สีเทา” นี้ต่อไปได้
ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิด กรณีของ “ตู้ห่าว” ในปี 2565 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความเข้าใจต่อ “สีเทา” นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างยิ่ง
แม้ว่ากรณีของตู้ห่าวจะไม่ใช่กรณีแรก แต่เป็นกรณีที่ท้าทายแทบจะทุกระบบของความถูกต้องในสังคมไทย และแน่นอนว่าสุดท้ายศาลยกฟ้องในคดีนี้
สีเทาจึงกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคมไทย
แม้ว่าทุกคนรู้ดีว่ากิจกรรมสีเทาเหล่านั้นคือความไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะในทางกฎหมายที่เรารู้ดีว่าที่มันยังอยู่ได้เพราะความฉ้อฉลหรือเล่ห์กล ตลอดจนกำลังภายในต่างๆ สารพัดอย่างที่เราคุ้นเคยและเราก็ยอมรับมันได้ว่าเป็นเรื่องปกติของการเมือง
ส่วนในทางศีลธรรม เห็นได้ชัดด้วยตัวเราเองอยู่แล้วว่ากิจกรรมสีเทาเหล่านั้นมันไม่ถูกต้อง บางอย่างเป็นความชั่วร้ายของสังคมเลยด้วยซ้ำ
แต่ระยะหลังมา เราขยายขอบเขตของความถูกต้องมาครอบคลุมกิจกรรมสีเทาเหล่านี้ไปเสียแล้วว่าทำได้ เป็นเรื่องปกติ หรือเป็นเรื่องที่ “ใครๆ ก็ทำกัน”
หากใครที่เดินทางไปต่างจังหวัดบ่อยครั้ง จะต้องเคยผ่านตาอยู่บ้างกับซูเปอร์มาร์ทชื่อไทยขนาดใหญ่โตและมักจะใช้สีร้านเป็นสีใดสีหนึ่งตั้งประจันหน้าสู้กับห้างค้าปลีกทุนใหญ่ได้สบาย ตั้งราคาถูกกว่าห้างค้าปลีกชื่อดัง ขายเหมือนไม่อยากได้กำไร ชาวบ้านไปอุดหนุนกันไม่ขาด
แม้ว่าทุกคนจะรู้ดีว่าเจ้าของนั้นทำธุรกิจ “สีเทา” เป็นล่ำเป็นสันอยู่เบื้องหลังก็ตาม อินฟลูเอนเซอร์ในแอพพลิเคชั่นต่างๆ ล้วนอวดรวยอ้างความอู้ฟู่จากเว็บพนันก็ลอยหน้าลอยตาเป็นที่ยอมรับได้ของสังคม
ปรากฏการณ์เหล่านี้แสดงให้เราเห็นถึงที่มาที่ไปบางอย่าง ลำพังคำว่า “สีเทา” คงไม่ได้แปรเปลี่ยนความหมายของมันไปตามกาลเวลาแต่เพียงเท่านั้น
แต่ภาษายังสร้างโลกใบใหม่ขึ้น สถาปนาความเป็นจริงใหม่ขึ้นมาอย่างแนบเนียน
จนเราไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจใดๆ เวลาใช้คำเหล่านี้
ในทางปรัชญานั้นมีนักปรัชญาภาษาชาวอเมริกันนามว่า จอห์น เซิร์ล (John Searle : 1932-2025) ได้อธิบายความคิดทำนองนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ในหนังสือของเขาที่ชื่อว่า The Construction of Social Reality (1995)
เซิร์ลเห็นว่าในโลกของเรานั้นมี “ข้อเท็จจริง” อยู่สองประเภท
อย่างแรกคือ ข้อเท็จจริงทางกายภาพ (brute facts) เช่น “น้ำแข็งละลายที่ 0 องศาเซลเซียส” หรือ “คนคนนั้นหายใจอยู่” ข้อเท็จจริงลักษณะนี้ เป็นความจริงโดยไม่ต้องพึ่งภาษา มันเป็นจริงอย่างนั้นด้วยตัวของมันเอง
อย่างที่สองคือ ข้อเท็จจริงเชิงสถาบัน (institutional facts) คือข้อเท็จจริงที่เกิดจากสังคมหรือสถาบันทางสังคมเป็นผู้สร้างหรือกำหนดขึ้นมา
เช่น “นี่คือธนบัตร” หรือ “เขาเป็นนายกรัฐมนตรี” หรือ “เขาทำผิดกฎหมาย” ข้อเท็จจริงลักษณะนี้เป็นจริงได้เพราะเรามีระบบภาษาที่มอบสถานะและกฎเกณฑ์กำกับให้กับข้อเท็จจริงเหล่านี้
เซิร์ลอธิบายผ่านสูตรคลาสสิคว่า ข้อเท็จจริงเชิงสถาบันจะถูกสถาบันทางสังคมสร้างขึ้นมาในรูป “X ถือว่าเป็น Y ในบริบท C”
ตัวอย่างเช่น “กระดาษชิ้นนี้ (X) ถือว่าเป็นเงิน (Y) ในระบบเศรษฐกิจไทย (C)”
หรือหากเราเทียบกับกรณีสีเทา จะได้ว่า “พฤติกรรมนี้ (X) นับว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ (Y) ในบริบทวัฒนธรรมสีเทาไทย (C)”
ดังนั้น “สีเทา” จึงไม่ใช่เพียงภาษาที่ใช้บรรยายหรือเปรียบเปรยโลกเท่านั้น แต่ยังเป็น “คำสร้างโลก” (world-creating term) ที่ให้ “สถานะใหม่” กับพฤติกรรมที่จาก “ผิด” กลายเป็น “สิ่งที่ยอมรับได้”
ต่อมาเซิร์ลได้อธิบายเรื่องนี้เพิ่มเติมในหนังสือของเขาที่ชื่อว่า Making the Social World : The Structure of Human Civilization (2010) ว่าข้อเท็จจริงเชิงสถาบันทุกอย่างเกิดจากการให้สถานะ (status function) ซึ่งมาพร้อมกับอำนาจเชิงพันธะผูกพัน (deontic power)
ดังที่เซิร์ลกล่าวว่า “ข้อเท็จจริงเชิงสถาบันทุกอย่างนั้นถูกสร้างมาจากวัจนกรรม (speech acts) ซึ่งได้กำหนดสถานะให้ผู้คนหรือวัตถุต่างๆ สถานะนี้จะมาพร้อมกับอำนาจเชิงพันธะผูกพัน ไม่ว่าจะเป็น สิทธิ หน้าที่ ข้อผูกมัด การอนุญาตต่างๆ”
กล่าวอีกอย่างคือ เมื่อสังคมใช้ภาษาเพื่อ “ตั้งชื่อ” หรือ “จัดประเภท” บางสิ่งบางอย่างนั้น ภาษาไม่ได้เพียงแค่ให้คำอธิบายแต่ยัง “ให้สิทธิ หน้าที่ ข้อผูกมัด หรือข้ออนุญาตต่างๆ” ไปพร้อมกันด้วย
ตัวอย่างเช่น เมื่อเราพูดว่า “เขาทำธุรกิจสีเทา” นั่นคือการสร้างสถานะใหม่ ส่งผลให้พฤติกรรมที่เคยเป็นสิ่งที่ “ผิด” ถูกมอบสิทธิให้เป็นที่เข้าใจได้ ยอมรับได้กลายเป็นสิ่งปกติของสังคม
ในส่วนของอำนาจเชิงพันธะผูกพัน คำว่า “สีเทา” จะมีพลังเสมือนป้ายอาญาสิทธิ์ยกเว้นทางศีลธรรม คืออาจจะไม่ได้ลบล้าง “ความผิด” ออกไป แต่ลดน้ำหนักทางศีลธรรมของกิจกรรมดังกล่าวได้
เซิร์ลยืนยันว่า ความเป็นจริงทางสังคมทั้งหมดเกิดจากความยินยอมร่วมกัน เราต่างยอมรับร่วมกันว่า “สิ่งนี้คือสิ่งนั้น” ไม่มีข้อเท็จจริงเชิงสถาบันใดที่ปราศจากการสำนึกรู้แบบรวมหมู่ (collective recognition) ถึงสถานะที่เรากำหนดให้คำต่างๆ หรือข้อเท็จจริงเหล่านั้น
ดังนั้น เมื่อคนจำนวนมากในสังคมไทยใช้คำว่า “สีเทา” แทนคำว่า “ไม่ผิด” หรือ “ทำได้” หรือ “เป็นเรื่องปกติ” สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การเปลี่ยนแปลงระดับของการสำนึกรู้แบบรวมหมู่ ส่งผลให้เรากำลัง “ยอมรับร่วมกัน” ว่ามีขอบเขตพื้นที่ใหม่ ขอบเขตที่ไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกต้อง มันเป็นขอบเขตที่ศีลธรรมถูกเจือจางจนเป็นที่ยอมรับได้
นี่จึงเป็นกลไกของการสร้าง “ขอบเขตทางศีลธรรม” แบบใหม่ในสังคมผ่านกลไกการใช้ภาษาของเรา
โดยสรุป เมื่อเราใช้คำว่า “สีเทา” จึงเป็นการให้สถานะใหม่กับการกระทำผิดไม่ว่าจะเป็นการผิดกฎหมายหรือศีลธรรม
นี่จึงเป็นการใช้ภาษาสถาปนา “ความเป็นจริงเชิงบรรทัดฐานใหม่” ว่าบางความผิดมีสิทธิมีที่ทางในสังคม คำว่า “สีเทา” จึงเป็น “เกราะกำบังทางศีลธรรม” ให้แก่ผู้คนเหล่านั้นที่ถูกขยายด้วยคำคุณศัพท์ว่า “เทา” เมื่อคำว่า “ผิด” ถูกแทนที่ด้วย “สีเทา” ส่งผลให้การตัดสินเชิงศีลธรรมถูกบั่นทอน ทำให้ผู้พูดและผู้ฟังได้รับ “อนุญาต” ให้เลี่ยงการตัดสิน “สีเทา” จึงแสดงถึงการยอมรับบรรทัดฐานใหม่แบบรวมหมู่
การยอมรับและใช้คำว่า “เทา” อย่างกว้างขวาง สะท้อนว่า สังคมร่วมกัน “สร้าง” ความจริงทางศีลธรรมแบบใหม่ขึ้นมา
เป็นโลกที่ภาษาเราได้ขยายขอบเขตของศีลธรรมให้เจือจาง
หากเรายังยอมรับและใช้คำว่า “สีเทา” เป็นปกติ สังคมไทยก็จะเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่กระทำความผิดแล้วแต่ไม่ต้องรู้สึกผิดอีกต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ว่าด้วยสีเทา : เมื่อภาษาขยายขอบเขตทางศีลธรรมให้เจือจาง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly