MRDIYT ไตรมาส 3/68 กำไรสุทธิพุ่ง 78.7% เคาะจ่ายปันผล 0.05 บาท/หุ้น
MRDIYT ไตรมาส 3/68 กำไรสุทธิพุ่ง 78.7% เคาะจ่ายปันผล 0.05 บาท/หุ้น
#ทันหุ้น #SET #MRDIYT บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) MRDIYT ผลการดำเนินงานทางการเงินที่สำคัญ ในไตรมาส 3 ปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 4,959.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากแรงขับเคลื่อนของการขยายสาขาเชิงกลยุทธ์ไปยังทำเลที่มีศักยภาพสูง ซึ่งช่วยยกระดับการรับรู้แบรนด์และการมีส่วนร่วมของลูกค้า อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นจาก 48.5% เป็น 52.5%
โดยได้รับประโยชน์จากการขยายขนาดธุรกิจ การบริหารสัดส่วนสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้ออำนวย ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 604.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 78.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 4.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 14,430.3 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,781.4 ล้านบาท เติบโตอย่างแข็งแกร่ง 25.2% และ 57.3% ตามลำดับจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนความสามารถของบริษัทฯ ในการรักษาแนวโน้มการเติบโตและสร้างกำไรอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ภายใต้การบริหารต้นทุนและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ
บริษัทฯ ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลครั้งแรกภายหลังการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จากผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2568 ในอัตรา 0.05 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงินประมาณ 301 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ % ของกำไรสุทธิประจำไตรมาส ซึ่งสูงกว่านโยบายการจ่ายปันผลที่กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิ
วันกำหนดสิทธิ: วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record Date) คือ 28 พ.ย. 2568 วันขึ้น XD: วันที่ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) คือ 27 พ.ย. 2568 วันจ่ายเงิน: กำหนดจ่ายปันผลในวันที่ 12 ธ.ค. 2568
เครือข่ายร้านค้าปลีกและผลการดำเนินงาน ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 บริษัทฯ มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 1,072 สาขาทั่วประเทศ แบ่งเป็นสาขานอกศูนย์การค้า 781 สาขา (73%) และสาขาภายในศูนย์การค้า 291 สาขา (27%) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทฯ เปิดสาขาใหม่ 145 สาขา โดยในไตรมาส 3 ปี 2568 มีจำนวนสาขาเพิ่มสุทธิ 45 สาขา ซึ่งประมาณ 90% เป็นสาขานอกศูนย์การค้า บริษัทฯ ยังคงดำเนินงานตามแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเปิดสาขาใหม่ 200 สาขา ภายในปี 2568
อัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) เพิ่มขึ้น 2.8% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ได้แรงสนับสนุนจากมูลค่าเฉลี่ยต่อธุรกรรมที่สูงขึ้น และจำนวนลูกค้าที่เข้าร้านเพิ่มขึ้น สะท้อนกลยุทธ์ที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กับการขยายเครือข่ายสาขาอย่างต่อเนื่อง
แนวโน้มสำหรับปี 2569 อ้างอิงรายงานของบริษัท ฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน (ไทยแลนด์) จำกัด อุตสาหกรรมค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) 4.8% จากปี 2567 ถึงปี 2572 และสำหรับอุตสาหกรรมค้าปลีกในกลุ่มผู้ประกอบการ Chain Retailer คาดว่ามี CAGR สูงถึง 15.3% สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากค้าปลีกแบบดั้งเดิมสู่ค้าปลีกสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันบริษัทฯ ครองตำแหน่งผู้นำในกลุ่มค้าปลีกแบบมีจำนวนสาขามาก (Chain Retailer) ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 9% และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการใช้ศักยภาพในตลาดที่ยังมีการกระจายตัวสูง บริษัทฯ มีความพร้อมที่จะใช้ประโยชน์จากเครือข่ายร้านค้าทั่วประเทศ ด้วยระบบการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นและสามารถขยายขนาดได้ตามการเติบโตของธุรกิจ พร้อมแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อถือ บริษัทฯ พร้อมรักษาการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมค้าปลีกสินค้าปรับปรุงบ้านและไลฟ์สไตล์ของประเทศไทย
บริษัทฯ ตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่ประมาณ 200 สาขาในปี 2568 ซึ่งปัจจุบันได้จัดหาทำเลครบถ้วนแล้ว และในปี 2569–2570 มีแผนเปิดสาขาใหม่ปีละประมาณ 210 สาขา ส่งผลให้จำนวนสาขารวมเพิ่มเป็นมากกว่า 1,500 สาขาภายในสิ้นปี 2570
การขยายสาขามุ่งเน้นรูปแบบสาขานอกศูนย์การค้า (Standalone) ภายในชุมชน เพื่อเพิ่มความสะดวกของลูกค้าและลดต้นทุนการจับจ่ายสินค้าในชีวิตประจำวัน โดยสาขาใหม่แต่ละแห่งคาดว่าจะคืนทุนภายในประมาณ 3 ปี และสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมในระยะยาว
ในปี 2568 และ 2569 บริษัทฯ ตั้งประมาณการรายจ่ายฝ่ายทุนรวมประมาณ 2,000 ล้านบาท และ 4,000 ล้านบาท ตามลำดับ โดยเน้นการลงทุนเพื่อเปิดสาขาใหม่ ปรับปรุงสาขาเดิม และพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
โครงการสำคัญคือการพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าอัตโนมัติแห่งใหม่ภายในนิคมอุตสาหกรรมอารยะ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเปลี่ยนจากการเช่าคลังสินค้ามาเป็นการบริหารคลังสินค้าเอง โครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 4,500 ล้านบาท ครอบคลุมระยะปี 2568–2574
โดยศูนย์จะติดตั้งเทคโนโลยี Automated Storage and Retrieval System (ASRS) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บสินค้า ความแม่นยำในการหยิบสินค้า และลดต้นทุนแรงงานและค่าเช่า เมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ ศูนย์ฯ จะรองรับการดำเนินงานได้มากถึง 3,000 สาขา ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างซัพพลายเชน เพื่อรองรับการขยายสาขาทั่วประเทศในอนาคต