โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

MRDIYT ไตรมาส 3/68 กำไรสุทธิพุ่ง 78.7% เคาะจ่ายปันผล 0.05 บาท/หุ้น

ทันหุ้น

อัพเดต 14 พ.ย. 2568 เวลา 06.35 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2568 เวลา 06.35 น.

MRDIYT ไตรมาส 3/68 กำไรสุทธิพุ่ง 78.7% เคาะจ่ายปันผล 0.05 บาท/หุ้น

#ทันหุ้น #SET #MRDIYT บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) MRDIYT ผลการดำเนินงานทางการเงินที่สำคัญ ในไตรมาส 3 ปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 4,959.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากแรงขับเคลื่อนของการขยายสาขาเชิงกลยุทธ์ไปยังทำเลที่มีศักยภาพสูง ซึ่งช่วยยกระดับการรับรู้แบรนด์และการมีส่วนร่วมของลูกค้า อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นจาก 48.5% เป็น 52.5%

โดยได้รับประโยชน์จากการขยายขนาดธุรกิจ การบริหารสัดส่วนสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้ออำนวย ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 604.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 78.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 4.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 14,430.3 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,781.4 ล้านบาท เติบโตอย่างแข็งแกร่ง 25.2% และ 57.3% ตามลำดับจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนความสามารถของบริษัทฯ ในการรักษาแนวโน้มการเติบโตและสร้างกำไรอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ภายใต้การบริหารต้นทุนและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ

บริษัทฯ ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลครั้งแรกภายหลังการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จากผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2568 ในอัตรา 0.05 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงินประมาณ 301 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ % ของกำไรสุทธิประจำไตรมาส ซึ่งสูงกว่านโยบายการจ่ายปันผลที่กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิ

วันกำหนดสิทธิ: วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record Date) คือ 28 พ.ย. 2568 วันขึ้น XD: วันที่ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) คือ 27 พ.ย. 2568 วันจ่ายเงิน: กำหนดจ่ายปันผลในวันที่ 12 ธ.ค. 2568

เครือข่ายร้านค้าปลีกและผลการดำเนินงาน ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 บริษัทฯ มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 1,072 สาขาทั่วประเทศ แบ่งเป็นสาขานอกศูนย์การค้า 781 สาขา (73%) และสาขาภายในศูนย์การค้า 291 สาขา (27%) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทฯ เปิดสาขาใหม่ 145 สาขา โดยในไตรมาส 3 ปี 2568 มีจำนวนสาขาเพิ่มสุทธิ 45 สาขา ซึ่งประมาณ 90% เป็นสาขานอกศูนย์การค้า บริษัทฯ ยังคงดำเนินงานตามแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเปิดสาขาใหม่ 200 สาขา ภายในปี 2568

อัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) เพิ่มขึ้น 2.8% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ได้แรงสนับสนุนจากมูลค่าเฉลี่ยต่อธุรกรรมที่สูงขึ้น และจำนวนลูกค้าที่เข้าร้านเพิ่มขึ้น สะท้อนกลยุทธ์ที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กับการขยายเครือข่ายสาขาอย่างต่อเนื่อง

แนวโน้มสำหรับปี 2569 อ้างอิงรายงานของบริษัท ฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน (ไทยแลนด์) จำกัด อุตสาหกรรมค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) 4.8% จากปี 2567 ถึงปี 2572 และสำหรับอุตสาหกรรมค้าปลีกในกลุ่มผู้ประกอบการ Chain Retailer คาดว่ามี CAGR สูงถึง 15.3% สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากค้าปลีกแบบดั้งเดิมสู่ค้าปลีกสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันบริษัทฯ ครองตำแหน่งผู้นำในกลุ่มค้าปลีกแบบมีจำนวนสาขามาก (Chain Retailer) ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 9% และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการใช้ศักยภาพในตลาดที่ยังมีการกระจายตัวสูง บริษัทฯ มีความพร้อมที่จะใช้ประโยชน์จากเครือข่ายร้านค้าทั่วประเทศ ด้วยระบบการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นและสามารถขยายขนาดได้ตามการเติบโตของธุรกิจ พร้อมแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อถือ บริษัทฯ พร้อมรักษาการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมค้าปลีกสินค้าปรับปรุงบ้านและไลฟ์สไตล์ของประเทศไทย

บริษัทฯ ตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่ประมาณ 200 สาขาในปี 2568 ซึ่งปัจจุบันได้จัดหาทำเลครบถ้วนแล้ว และในปี 2569–2570 มีแผนเปิดสาขาใหม่ปีละประมาณ 210 สาขา ส่งผลให้จำนวนสาขารวมเพิ่มเป็นมากกว่า 1,500 สาขาภายในสิ้นปี 2570

การขยายสาขามุ่งเน้นรูปแบบสาขานอกศูนย์การค้า (Standalone) ภายในชุมชน เพื่อเพิ่มความสะดวกของลูกค้าและลดต้นทุนการจับจ่ายสินค้าในชีวิตประจำวัน โดยสาขาใหม่แต่ละแห่งคาดว่าจะคืนทุนภายในประมาณ 3 ปี และสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมในระยะยาว

ในปี 2568 และ 2569 บริษัทฯ ตั้งประมาณการรายจ่ายฝ่ายทุนรวมประมาณ 2,000 ล้านบาท และ 4,000 ล้านบาท ตามลำดับ โดยเน้นการลงทุนเพื่อเปิดสาขาใหม่ ปรับปรุงสาขาเดิม และพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

โครงการสำคัญคือการพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าอัตโนมัติแห่งใหม่ภายในนิคมอุตสาหกรรมอารยะ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเปลี่ยนจากการเช่าคลังสินค้ามาเป็นการบริหารคลังสินค้าเอง โครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 4,500 ล้านบาท ครอบคลุมระยะปี 2568–2574

โดยศูนย์จะติดตั้งเทคโนโลยี Automated Storage and Retrieval System (ASRS) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บสินค้า ความแม่นยำในการหยิบสินค้า และลดต้นทุนแรงงานและค่าเช่า เมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ ศูนย์ฯ จะรองรับการดำเนินงานได้มากถึง 3,000 สาขา ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างซัพพลายเชน เพื่อรองรับการขยายสาขาทั่วประเทศในอนาคต

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...