โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

งานวิจัยชี้ “แจกเงินสด” เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ทางลัดสู่การลดความยากจนโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 พ.ย. 2568 เวลา 14.03 น. • เผยแพร่ 17 พ.ย. 2568 เวลา 07.03 น.

แม้เงินโอนแบบครั้งเดียวจะช่วยลดการเสียชีวิตของทารกและเพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะสั้น แต่งานวิจัยชี้ว่าเงินสดเพียงอย่างเดียว ไม่อาจแก้ความยากจนได้อย่างยั่งยืน

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เวลา 12.01 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ระหว่างปี 2558–2560 ครอบครัวยากจนในชนบทเคนยากว่า 10,500 ครัวเรือนได้รับเงินโอนแบบครั้งเดียวมูลค่า 1,000 ดอลลาร์จากองค์กรพัฒนาเอกชน ผลลัพธ์น่าทึ่ง อัตราการเสียชีวิตของทารกก่อนอายุ 1 ปี ลดลง 48% และอัตราการเสียชีวิตของเด็กก่อนอายุ 5 ปี ลดลง 45% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ

งานวิจัยดังกล่าวเผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และถูกสื่อให้ความสนใจอย่างมาก เสริมหลักฐานชิ้นสำคัญที่สนับสนุนว่า “การให้เงินสด” เป็นหนึ่งในวิธีลดความยากจนทั่วโลกที่มีประสิทธิภาพที่สุด งานทบทวนวรรณกรรมในปี 2561 ก็เคยพบว่าโปรแกรมแจกเงินสดช่วยเพิ่มการบริโภคอาหาร ทรัพย์สิน การออม และอัตราเข้าเรียนของเด็ก รวมถึงมอบศักดิ์ศรีให้ผู้ยากจนมีสิทธิเลือกว่าจะใช้เงินอย่างไร แทนที่จะรับความช่วยเหลือรูปแบบตายตัว เช่น อาหารหรือที่อยู่อาศัย

ด้วยเหตุนี้ องค์การระหว่างประเทศ รัฐบาล และ NGO ทั่วโลกจึงขยายโครงการแจกเงินสดอย่างรวดเร็ว GiveDirectly องค์กรไม่แสวงกำไรที่แจกเงินให้คนจนโดยตรงก่อตั้งในปี 2552 เติบโตมาก ในช่วงโควิด-19 ถึง 17% ของประชากรโลกได้รับเงินช่วยเหลืออย่างน้อยหนึ่งครั้งตามข้อมูลจากธนาคารโลก ขณะเดียวกันงานวิจัยเกี่ยวกับเงินโอนก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

แต่หนังสือใหม่ Poor Relief ชี้ว่าการจ่ายเงินสดเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบของปัญหาความยากจน ผู้เขียนชี้ว่าแม้เงินสดให้ผลบวกในหลายด้าน แต่ก็มีงานวิจัยจำนวนมากที่แสดงข้อจำกัดและผลข้างเคียง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวและในหลายบริบทอาจก่อผลเสียชัดเจน

1.) เงินสดซื้อไม่ได้ทุกอย่าง ปัญหาคือตลาดที่ขาดหาย (Missing Markets) แม้ในงานวิจัยเคนยา เงินช่วยลดการตายของเด็กได้จริง แต่ผลส่วนใหญ่เกิดขึ้นเฉพาะในครัวเรือนที่อยู่ใกล้สถานพยาบาลที่มีแพทย์ประจำ เพราะพวกเขาสามารถใช้เงินเพื่อเข้าถึงบริการคลอดและการรักษาที่มีคุณภาพ แต่ครอบครัวที่อยู่ห่างจากคลินิกไม่อาจได้รับประโยชน์เช่นเดียวกัน นี่สะท้อนข้อจำกัดสำคัญ เงินซื้อบริการที่ไม่มีอยู่จริง ไม่ได้ตั้งแต่การแพทย์ การศึกษา ถนน น้ำสะอาด ไปจนถึงพลังงานและสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

2.) เงินสดไม่เปลี่ยนโครงสร้างและระบบที่ทำให้คนจนจนต่อไป เช่น ระบบการค้าโลกที่เอื้อบางประเทศ จุดแข็งของสถาบันประชาธิปไตย การเลือกปฏิบัติทางเพศหรือเชื้อชาติ ดังนั้นผลของเงินสดจึงมักไม่ยั่งยืน

3.) หลายโครงการพบผลลัพธ์หายไปในระยะยาว ตัวอย่างเด่นคือโครงการ Youth Opportunities Program (YOP) ในยูกันดา ปี 2551 นักวิจัยติดตามผล 2 ปี 4 ปี และ 9 ปี พบว่ารายได้เพิ่มขึ้นในช่วงแรก แต่หายไปหมดภายใน 9 ปี ผลระยะยาวแบบเดียวกันยังพบในเอกวาดอร์ เอธิโอเปีย และมาลาวี แม้มีงานติดตามปีที่ 12 ซึ่งพบว่าผู้ได้รับเงินสามารถรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจช่วงโควิดได้ดีกว่า แต่ผลดีนั้นเกิดขึ้นเฉพาะผู้ชาย จึงตั้งคำถามเรื่องความเท่าเทียมทางเพศของมาตรการนี้

4.) เงินสดสามารถทำลายโครงสร้างสังคมเดิม และก่อผลเสียต่อกลุ่มเปราะบาง เช่น ในอินโดนีเซีย โครงการบำนาญ Astek ทำให้การอยู่อาศัยแบบลูกสาวดูแลพ่อแม่ (matrilocality) ลดลง ส่งผลให้ครอบครัวลดการลงทุนกับลูกผู้หญิง และทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กหญิงลดลง งานวิจัยในหลายประเทศยังพบว่าเงินโอนอาจเพิ่มการใช้แรงงานเด็ก กระตุ้นความรุนแรงในครอบครัว เพิ่มการทอดทิ้งคนพิการ และเพิ่มอัตราการตายในผู้สูงอายุ จากการเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภค

5.) ผู้คนหลายประเทศไม่ต้องการเงิน แต่ต้องการบริการสาธารณะ โพลในอินเดีย มองโกเลีย แทนซาเนีย พบว่ประชาชนต้องการให้รัฐลงทุนในการศึกษา สาธารณสุข ความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐาน มากกว่าการให้เงินสดโดยตรง

6.) วิธีที่ดีกว่า ใช้เงินแบบประชาธิปไตยให้ชุมชนตัดสินใจร่วมกัน ตัวอย่างเด่น โครงการ GoBifo ในเซียร์ราลีโอน หมู่บ้าน 118 แห่งได้รับเงินก้อน 5,000 ดอลลาร์และใช้ “กระบวนการประชาธิปไตยชุมชน” เลือกโครงการลงทุน เช่น สร้างศูนย์ชุมชน ห้องส้วม โครงการเศรษฐกิจในท้องถิ่น ผลคือ 11 ปีต่อมายังเห็นผลลัพธ์เชิงบวกและยั่งยืน

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...