ต้องระวัง ทรัมป์แฟ็กเตอร์ให้มากๆ
โลกทรรศน์ | อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางไปประชุมสุดยอดอาเซียนทำเอารัฐบาลมาเลเซียยุ่งยาก
ปกติการประชุมสุดยอดอาเซียนมักน่าเบื่อและไม่สม่ำเสมอ แต่การประชุมสุดยอดครั้งนี้อาจแสดงถึงข้อยกเว้น เนื่องจากบทบาทส่วนตัวอันใหญ่โตของทรัมป์
เขาสร้างคลื่นการเมืองแม้แต่ก่อนที่เขาเดินทางถึงมาเลเซียอย่างน้อยก็ 2 ประเด็น
ประการแรก การเชิญทรัมป์มาประชุมสุดยอดก่อให้เกิดข้อถกเถียงในภาคส่วนต่างๆ ต่อความนิยมมาเลเซีย อดีตนายกรัฐมนตรีมหาธีร์ โมฮัมหมัด เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อับราฮิม ยกเลิกการเชิญทรัมป์ ให้เหตุผลว่า
“…เราไม่ต้องการทรัมป์มาประชุมสุดยอด ปฏิเสธทรัมป์ มุมมองเชิงลบนี้มาจากทรัมป์สนับสนุนอิสราเอลและไม่เอาใจใส่ชาวปาเลสไตน์…”
ตรงกันข้าม นายกรัฐมนตรีอันวาร์เชิญประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย แล้วไม่ถูกต่อต้าน แม้ปูตินมีบทบาทต่อเนื่องการรุกรานยูเครนนับจากปี 2022 และมีการตัดสินให้องค์การนานาชาติการบินพลเรือนรัสเซีย รับผิดชอบเรื่องเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์ MH 17 ตกปี 2014
อย่างไรก็ตาม มีฝ่ายสนับสนุนการเชิญทรัมป์มาประชุมสุดยอดอาเซียนไม่มาก ได้แก่มาจากกลุ่มนักธุรกิจมาเลเซียและสมาคมอุตสาหกรรม industrialists Association of Malaysia ที่เห็นความจำเป็นของสมาคมฯ ในการผลักดันความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียการเข้าถึงแร่หายาก (rare earth) ในตลาดสหรัฐ มูลค่า 53.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024
มุมมองทางร้ายบรรเทาด้วยเศรษฐกิจที่ปฏิบัติได้คือ สหรัฐเป็นนักลงทุนต่างประเทศสูงสุดปี 2024 มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และสหรัฐมีการลงทุนเด่นอยู่ในภาคไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ชุมชนธุรกิจมาเลเซียยังต้องการมีบทบาทสวยงามกับสหรัฐ เนื่องจากแรงกดดันจากภาษีต่างตอบแทนล้อมรอบต่อเศรษฐกิจมาเลเซีย
รัฐบาลมาเลเซียพยายามบรรเทาความเจ็บปวดความตึงเครียดในการเมืองภายใน ด้วยการอธิบายเหตุผลการเชิญทรัมป์ไม่ใช่เพียงแค่ทรัมป์เป็นแค่หัวหน้ารัฐบาลของพันธมิตรคู่เจรจาอาเซียน ซึ่งรวมปูตินด้วย (แต่ไม่ได้มา)
นี่ทำในมุมจากความสามารถของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน
อย่างไรก็ตาม มีข้อสงสัยก่อนเชิญทรัมป์ มาเลเซียมีข้อผูกพันความเท่าเทียมกันทุกคู่เจรจาหรือเปล่า
ประการที่สอง มาเลเซียปลุกปล้ำต่อความพยายามของทรัมป์ที่ดันตัวเขาเองเป็นศูนย์กลางของประเด็นความขัดแย้งกัมพูชา-ไทย ในขณะที่เหมาะสมที่เชิญทรัมป์มาประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมสุดยอด East Asia Summit 28 ตุลาคม มันเป็นข้อเสนอที่แตกต่างกันแต่อนุญาตสหรัฐทำอะไรตามใจในการยืนวางก้ามใหญ่โตคู่ขนานในวาระสำคัญ
รัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซีย โมฮาเหม็ด ฮาซัน (Mohamad Hasan) ชี้ว่าทรัมป์กำลังรอคอยเป็นพยานการลงนามกัมพูชา-ไทย เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวสหรัฐแสดงการอ้างอิงของเจ้าหน้าที่จีนถูกกันให้ออกจากเหตุการณ์ประชุมสุดยอด
เหตุการณ์นี้เป็นมากกว่าแค่สงสัยเพียงเล็กน้อย
เริ่มด้วยการโจมตีของนายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ปฏิเสธความต้องการของทรัมป์เป็นผู้ไกล่เกลี่ยสันติภาพไทยกับกัมพูชา และนำตัวออกห่างจากความพยายามให้ทรัมป์ชนะรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
เช่นเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศไทย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เตือนด้วยว่า ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์จะไม่ให้เครดิตอะไร ถ้าไม่มีความถูกต้อง ต้องปฏิบัติได้และมีเรื่องต่างตอบแทน
เขากล่าวเพิ่มว่า ทุกๆ ก้าวของการดำเนินการสันติภาพควรนิยามชัดเจนและให้ความสำคัญต่อการติดตามความคืบหน้าที่พิสูจน์ความจริงต่อความน่าสงสัยเหล่านี้
มาเลเซียต้องทำอย่างระมัดระวังไม่ให้ทรัมป์โฆษณาตัวเขาเด่นในพิธีลงนาม เพราะจะลดทอนบทบาทของจีนในการตกลงหยุดยิง ซึ่งมีอยู่ในระดับต่างๆ
นอกจากนี้การอนุญาตทรัมป์เป็นประธานพิธีลงนามสันติภาพจะลบบทบาทของอาเซียนผู้ช่วยบรรเทาความขัดแย้งกัมพูชา-ไทย บทบาทสหรัฐในการนำคู่ขัดแย้งมาสู่โต๊ะเจรจาโดยใช้เรื่อง ภาษีการค้า เป็นการคัดง้างทางการเมือง อนุญาตให้ทรัมป์อ้างได้เครดิตเพียงฝ่ายเดียว
อย่างไรก็ตาม มันบั่นเซาะ ความเป็นศูนย์กลาง (Centrality) ของอาเซียนที่ให้ความจริงว่า มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนมีความกระปรี้กระเปร่าที่สุดในกระบวนการไกล่เกลี่ย
มาเลเซียต้องก้าวย่างอย่างระมัดระวังการให้ทรัมป์ได้รับยกย่องในพิธีลงนาม จะละเลยผลงานของจีนในการหยุดยิงทั้งกัมพูชา-ไทยเมื่อกรกฎาคม 2025 ทรัมป์ไม่ควรได้รับเกียรติรับผิดชอบสันติภาพ มาเลเซียควรเชิญจีนเข้าร่วมพิธีการ อันยอมรับบทบาทจีน
ความขัดแย้งสองฝ่ายกัมพูชา-ไทย จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ในภูมิภาคของชาติมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐและจีน ไทยต่อต้านการแทรกแซงจากภายนอกและชื่นชอบการจัดการความขัดแย้งของไทยและกัมพูชาแบบสองฝ่าย กัมพูชาชอบการเป็นตัวกลางของนานาชาติ จึงเสนอเอากรณีขัดแย้งสู่ศาลโลก
ความขัดแย้งไทยกับกัมพูชากลายเป็นเวทีการแข่งขันทางการทูตระหว่างสหรัฐและจีน สหรัฐเรียกร้องเอาจีนออกจากพิธีลงนาม
เหนือการแสดงบทบาทผู้สร้างสันติภาพ ในฐานะการอำนวยการปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียวางการเยือนของทรัมป์จบงานด้วยการค้ากับสหรัฐ นายกรัฐมนตรีอันวาร์มองแง่บวกว่า การลงนามข้อตกลงจะเรียบร้อย พร้อมการรับติมอร์-เลสเตเป็นสมาชิกอาเซียนอันดับที่ 11
ทรัมป์แฟ็กเตอร์
ไม่ใช่แค่ขอร่วมถ่ายภาพการลงนามปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ที่ทรัมป์พยายามสร้างภาพบุคคลสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการยุติความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
ยังมีประเด็น ถั่วเหลือง โดยระหว่างนั้น สหรัฐลงนามให้จีนซื้อถั่วเหลืองจากเกษตรกรอเมริกัน ทรัมป์ช่วยเกษตรกรอเมริกันหลังจากมกราคม-31 พฤษภาคม 2025 ยอดซื้อถั่วเหลืองสหรัฐจากจีนเท่ากับ 0 ทั้งๆ ที่จีนคือ ผู้ซื้อถั่วเหลืองรายใหญ่ของสหรัฐ มูลค่าถั่วเหลืองปีละ 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จีนหันไปซื้อถั่วเหลืองจากอาร์เจนตินาในราคาถูกกว่าของสหรัฐ เพราะอาร์เจนตินาไม่มีภาษีส่งออก เพราะสหรัฐขึ้นภาษีการค้าต่อจีน จีนจึงเลือกซื้อถั่วเหลืองจากตลาดอื่น แล้วจีนยังต้องการลดการพึ่งพาถั่วเหลืองจากสหรัฐ
แล้วทรัมป์ยังได้อะไรจากถั่วเหลืองอีกเด้งเพราะ พื้นที่สำคัญปลูกถั่วเหลืองของสหรัฐอยู่บริเวณตะวันตกตอนกลาง (Midwest) ในมลรัฐไอโอวา เนบราสกาและอินเดียนา ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน แล้วใกล้เวลาการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 แล้ว
เฟนทานิล ในการเจรจาการค้าว่าด้วยเรื่อง ภาษีการค้าที่จีนถูกขึ้นภาษีการสหรัฐสูงถึง 100% จีนเสนอลดการส่งออกเฟนทานิลลงจาก 20% เหลือ 10%
แร่หายาก มีข้อมูลว่าจีนควบคุมปริมาณของแร่หายากสูงถึง 70% แร่หายากเป็นสิ่งที่สหรัฐต้องการมาก การเยือนเอเชียของทรัมป์ เขาและทีมงานลงนามซื้อขายแร่หายากกับหลายประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย กัมพูชา และไทย
ดูไปแล้วสหรัฐต้องการเข้ามาอยู่ในระบบนิเวศน์แร่หายาก แม้ในบางพื้นที่มีอยู่น้อย
ส่วนจีนฉลาด จีนไม่ได้ต้องการมีรายได้จากการขายแร่หายาก แต่จีนต้องการควบคุมมากกว่า
พลังงาน ทรัมป์ทำการแบนพลังงานรัสเซีย แบนก๊าซ LNG ทรัมป์กดดันแซงก์ชั่นบริษัทพลังงานรัสเซีย Rodneft และ Lukoil เพื่อบีบรัสเซียยุติการช่วยเหลือยูเครน แต่ญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีหญิง นางซานาเอะ ทาคาอิชิ โต้แย้งว่า ประโยชน์จะตกแก่จีนและรัสเซีย แต่ญี่ปุ่นจะตกที่นั่งลำบากมาก
ข้อมูลจากสื่อ Reuter และ Nikkei ระบุว่า LNG รัสเซียคิดเป็น 9% ของอุปทานทั้งหมดมาจากแหล่ง Sakhalin 2 ซึ่งบริษัท Mitsubishi ของญี่ปุ่นถือหุ้นอยู่ หากมีการถอนตัวจะทำให้ราคาค่าไฟฟ้าแพงและอุตสาหกรรมชะงัก ประโยชน์กลับไปสู่จีนทันที
นางทาคาอิชิชี้แจงว่า ทรัมป์มีความเข้าใจ ญี่ปุ่นใกล้ชิดสหรัฐด้านการป้องกันประเทศ เอไอ แร่หายากซึ่งเพิ่งลงนามกันไปมูลค่า 550 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เรื่องพลังงานเป็นเรื่องของชาติ พลังงานคือเรื่อง อธิปไตย
ญี่ปุ่นเห็นบทเรียนจากยุโรป เยอรมนีปิดโรงไฟฟ้า Nord Stream แล้วเกิดความยุ่งยาก โรงงานปิด เงินเฟ้อสูง ต้องซื้อ LNG สหรัฐแพง
เท่ากับว่าเรื่องนี้ญี่ปุ่นเรียนรู้เร็ว และยืนยันว่า พันธมิตรไม่ใช่ทาส
แต่ด้วยความฉลาด รัฐบาลญี่ปุ่นยกเครื่องด้านการป้องกันประเทศ เพิ่ม GDP 2% แต่เริ่มปี 2027 แต่ไม่ใช่พันธมิตรเซื่องๆ สำหรับญี่ปุ่น ระบบป้องกันประเทศและงบประมาณเพิ่มขึ้นเอาไว้ต่อต้านจีน แน่นอนไม่ใช่เพื่อทรัมป์
ภาษีการค้า พลังงาน เฟนทานิล ซื้อติ๊กต็อก คุมส่งออกแร่หายาก ภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงมาพร้อมทรัมป์แฟ็กเตอร์ที่เราต้องระวังให้มากๆ พันธมิตรไม่ใช่ทาส
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ต้องระวัง ทรัมป์แฟ็กเตอร์ให้มากๆ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly