อาจารย์นิติฯ จุฬาฯ วิเคราะห์ลึกปมไอทีวี 'งบการเงิน 1/66 จะเป็นตัวชี้ขาด'
อาจารย์นิติฯ จุฬาฯ วิเคราะห์ลึกปมไอทีวี ‘งบการเงิน 1/66 จะเป็นตัวชี้ขาด’
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา รศ.ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ ‘มติชนทีวี’ ประเด็นไอทีวี’
ต่อคำถามที่ว่า ขอบวัตถุประสงค์ของ itv เป็นสื่อ แต่พฤติการณ์ ณ ปัจจุบัน จะตีความอย่างไร
รศ.ดร.ณรงค์เดช กล่าวว่า ตามแนวศาลแล้ว พัฒนาการของเรื่อง ในปี 62 เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาตีความแบบลายลักษณ์อักษร คือดูหนังสือบริคณห์สนธิ ดูหนังสือรับรองบริษัท ดูวัตถุประสงค์ ถ้าเป็นสื่อถือว่าผิด ศาลฎีกาเคยตีความเช่นนั้น แต่ต่อมาเมื่อคดีสู่ศาลรัฐธรรมนูญ คดี18 19 /63 คดี20/63 ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ดูเฉพาะหนังสือบริคณห์สนธิ ศาลรัฐธรรมนูญดูว่ากิจการนั้นได้ประกอบธุรกิจเป็นสื่อจริงหรือไม่ ศาลจะดูงบการเงิน ดูใบประกอบเหตุประกอบงบการเงิน ดูแบบการเสียภาษี ดูว่านิติบุคคลนั้นได้รับอนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่
ดังนั้นศาลจะดูว่า มีหนังสือบริคณห์สนธิว่าเป็นสื่อไม่พอ ต้องดูว่าประกอบกิจการเป็นสื่อจริงด้วย และการจะดูว่าเป็นสื่อจริงหรือไม่ ดูว่ามีรายได้มาจากการประกอบกิจการสื่อหรือไม่
“มองได้เลยว่ามีความพยายามที่จะทำให้เกิด itv กลับมาคืนชีพอีกหรือไม่ เนื่องจากคำวินิจฉัยของคุณธนาธรก็ดี คำวินิจฉัยคุณธัญญ์วารินก็ดี ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ก็คือว่าถ้าเคยมีวัตถุประสงค์ ประกอบกิจการสื่อและเคยทำสื่อจริงและมีรายได้จากสื่อ แม้จะหยุดไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ปิดนิติบุคคล ยังไม่ได้เลิก ปิดบริษัท อาจจะกลับมาประกอบกิจการสื่อได้อีก แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงของบริษัท itv มันหยุดเป็นสิบๆปี ที่ผ่านมาไม่ได้ประกอบกิจการเลย ทั้งตัว itv และบริษัทลูก และไม่มีรายได้จาการประกอบกิจการสื่อเลยเป็น 10 ปี รายได้เป็นสิบปีที่ผ่านมา เป็นรายได้จากเงินลงทุนและดอกเบี้ยรับ คือเขาไปซื้อหุ้นกู้” รศ.ดร.ณรงค์เดช กล่าว
รศ.ดร.ณรงค์เดช กล่าวว่า ตนได้ศึกษาค้นคว้างบการเงินย้อนหลังตั้งแต่ปี 65 ไล่ลงไป
“แต่ 65 มันสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 65 ซึ่งกว่าจะเผยแพร่ คือเดือนมีนาคม-เมษายนอยู่แล้ว ตรงนี้ผมดูย้อนหลังไปแล้ว ที่มั่นใจเลย 65 ย้อนหลังลงไป ไม่เป็นสื่อแน่นอน แต่ช่องว่างช่องโหว่ที่จะเกิดขึ้นก็คือ นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 66 จนถึงวันที่ 4 เมษายน 66 ซึ่งเป็นวันรับสมัคร ตรงนี้มีช่องว่างและก็ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงที่แน่ชัด อย่างไรก็ดีตามข่าวที่ปรากฏในสื่อ ในวันนี้มีข่าวปรากฏว่ามีงบไตรมาส 1/66 ก็คืองบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 66 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 66 ของบริษัท itv โผล่ออกมา และตอนท้ายตรงหมายเหตุ มันมีข้อความบ่งนัยไปว่า itv กลับมาเริ่มกลับมาประกอบกิจการสื่อแล้ว เป็นสื่อประเภทโฆษณา ตรงนี้ก็มีข้อสงสัยว่าตกลงแล้วกลับมาทำสื่อจริงหรือไม่” รศ.ดร.ณรงค์เดช กล่าว
รศ.ดร.ณรงค์เดช กล่าวว่า ถามว่าเอกสารในงบการเงินที่ไตรมาสแรกของปี 66 ถูกต้องตามจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่ นี่ก็เป็นข้อสงสัยที่เกิดขึ้น ประกอบกับมีรายงานการประชุมของผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2566 มีคนถามว่า itv เป็นสื่อไหม ? แล้วก็มีคำตอบออกมาว่ายังดำเนินการตามวัตถุประสงค์ มีการส่งงบการเงิน มีการเสียภาษีอยู่
“ตรงนี้ถ้าดูเอกสารมันก็เข้าเงื่อนไขว่าจะกลับมาเป็นสื่อ อย่างไรก็ดี ตามข่าวที่ปรากฏ จากรายการข่าวสามมิติ มีคลิปออกมา ว่าข้อเท็จจริง ความเป็นจริง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในที่ประชุมผู้ถือหุ้นนั้นไม่ได้เป็นเช่นนั้น มีการถามจริงว่า itvเป็นสื่อหรือไม่ แต่คำตอบจากประธานในที่ประชุมในวันนั้น ก็ตอบเพียงแค่ว่า ยังไม่ได้ทำอะไร ยังรออผลแห่งคดี ตอนนี้ยังไม่ทำอะไร ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น
แล้วก็มีอีกสักคนหนึ่งถามว่า คือจะกลับมาทำกิจการสื่อไหม หรือจะชำระบัญชี จะมีปันผลไหม
ประธานในที่ประชุมก็บอกว่า เราเคยศึกษาความเป็นไปได้หลายๆ ทางว่าจะกลับมาประกอบกิจการสื่อหรือไหม แต่ยังไม่สุรปผล ว่าจะทำหรือไม่ทำ
ยังพูดอีกว่ายังมีหลายทางเลือก แต่รอคำพิพากษาแล้วค่อยมาตัดสินใจเลือก ว่าทางเลือกไหนเหมาะสมที่สุด นี่คือข้อความที่ปรากฏในคลิป
ต้องเรียนว่า ผมไม่ได้เข้าถึงเอกสารไม่ได้เข้าถึงคลิปนั้นแล้วก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นจริงหรือเท็จ แต่มันก็ทำให้เรามีความเคลือบแคลงสงสัย ทำให้เกิดข้อพิรุธว่าตกลงแล้วอะไรคือความจริง อะไรคือความเท็จ
ถ้างบการเงินไตรมาส 1/66 เป็นความจริงครบองค์ประกอบเงื่อนไข ที่ itv จะกลับมาเป็นสื่ออีกครั้ง แต่ถ้างบการเงิน 1/66 เป็นความเท็จอันนี้ก็ไม่ครบเงื่อนไข
ดังนั้นจริง ๆ แล้วตัวสำคัญที่สุดคือ งบการเงิน 1/66 ที่จะเป็นตัวชี้ขาดในครั้งนี้” รศ.ดร.ณรงค์เดช กล่าว
ต่อคำถามที่ว่า คลิปเสียงที่ รายการข่าว 3 มิติ นำมาเผยแพร่ มีผลมากน้อยแค่ไหน
รศ.ดร.ณรงค์เดช กล่าวว่า ช่วยได้ เนื่องจากในปัจจุบัน มันมีพระราชกำหนดการประชุมทางอิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายนี้ใช้กับทั้งรัฐและเอกชน การประชุมต่าง ๆ ตามกฎหมายจะเป็นคณะกรรมการต่าง ๆ หรือแม้แต่การประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งปีหนึ่งก็ประชุมปีละครั้งเดือนเมษายน การประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น เขาก็ประชุมทางอืเล็กทรอนิกส์ กฎหมายเขาบังคับไว้เลย ว่าคนที่มีหน้าที่จัดการประชุม จะต้องมีการบันทึกคลิปเสียงหรือภาพและเสียง ต้องจัดทำรายงานการประชุม และเขาบอกว่าคลิปเสียงหรือคลิปภาพและเสียงเป็นส่วนหนึ่งของรายงานการประชุม
“ดังนั้นหลาย ๆ ท่านที่ให้ความเห็นผ่านสื่อไป ไปบอกว่าพยานบุคคลหรือพยานวัตถุจะไปหักล้าง พยานเอกสารไม่ได้ ไม่จริง เพราะกฎหมายบังคับไว้เลย ว่าคลิปเสียงคลิปภาพและเสียง เป็นส่วนหนึ่งของรายงานการประชุม ดังนั้นคลิปเสียงมีประโยชน์ แต่จะมีประโยชน์มากประโยชน์น้อย อยู่ที่เอาไปใช้แค่ไหน
ถ้าเอาคลิปเสียงนี้ไปใช้ในการพิสูจน์ว่าข้อความในรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นวันนั้นไม่จริง เป็นเท็จแล้วจบแค่นั้น ไม่มีประโยชน์ ถ้าจะให้มีประโยชน์ก็คือต้องบอกว่า ข้อความในคลิปเสียงเป็นความจริง เพื่อจะบอกว่าเอกสารที่เรียกว่ารายงานการประชุมเป็นเท็จ จากนั้นก็ใช้รายงานการประชุมที่เป็นความจริงไปโต้แย้งคัดค้านหมายเหตุประกอบงบการเงิน ไตรมาส 1/66 ว่าไม่จริงอย่างนี้ถึงจะมีประโยชน์” รศ.ดร.ณรงค์เดช กล่าว