โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จับชีพจร ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างไทย มูลค่า 1.4 ล้านล้าน ปี 66 ปีเดียว ปิดกิจการพุ่ง 2,306 ราย

Thairath Money

อัพเดต 10 ก.ย 2567 เวลา 07.25 น. • เผยแพร่ 10 ก.ย 2567 เวลา 07.25 น.
ภาพไฮไลต์

“รับเหมาก่อสร้าง” นับเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ผูกพันขึ้น-ลงตามภาวะเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ และความคาดหวังคาบเกี่ยวกับโครงการเมกะโปรเจกต์ต่าง ๆ ของภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติโครงการคมนาคมใหม่ ๆ และการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในทำเลต่าง ๆ ของนักพัฒนาที่ดิน

ซึ่งจากข้อมูลของ SCB EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ เผยว่า ในแต่ละปี ภาคก่อสร้างไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท

  • งานก่อสร้างภาครัฐ 57%
  • งานก่อสร้างภาคเอกชน 43%

โดยมีผู้เล่นที่หลากหลาย ทั้งผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ที่ทำตั้งแต่รับเหมาก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ มีความซับซ้อน และรวมไปถึงผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็กที่รับบทบาทเป็นผู้รับเหมาช่วงต่อจากผู้รับเหมารายใหญ่ ๆ ข้างต้น

แต่หากจะแบ่งอย่างชัดเจน เราสามารถจำแนกผู้รับเหมาก่อสร้างได้เป็น 4 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่

  • กลุ่มรับเหมาก่อสร้างโครงการภาครัฐเป็นหลัก เช่น CK, CIVIL, RT และ ITD เป็นต้น
  • กลุ่มที่รับงานก่อสร้างโครงการเอกชนเป็นหลัก เช่น APCS, SRICHA, NL, TPOLY เป็นต้น
  • กลุ่มที่รับงานก่อสร้างอื่น ๆ เช่น งานฐานราก งานแปรรูป ประกอบกลุ่มชิ้นงานโครงสร้างขนาดใหญ่ งานตกแต่ง เรื่อยไปจนถึงงานท่อ ระบบไฟฟ้า และระบบสื่อสาร
  • กลุ่มที่รับงานที่ปรึกษา บริหาร และควบคุมงานก่อสร้าง

อย่างไรก็ดี ไทยมีผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่จำนวนแค่ 19 รายเท่านั้น แต่กินส่วนแบ่งตลาดรวมกันแล้วถึง 15% ของ 1.4 ล้านล้านบาทในแต่ละปี ขณะที่ส่วนแบ่งที่เหลืออีก 85% กระจายไปยังผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลาง รายเล็กต่าง ๆ ซึ่งส่งต่อไปยัง Supply chain ของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องด้วย เช่น ผู้ผลิตและค้าวัสดุก่อสร้าง บริษัทรับออกแบบและตกแต่ง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมา ผู้รับเหมาก่อสร้างเผชิญกับความท้าทายในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะรายใหญ่ เป็นผลจากความล่าช้าในการประมูลงานของโครงการก่อสร้างภาครัฐใหม่ ๆ รวมถึงราคาวัสดุก่อสร้าง ราคาเหล็ก และปูนซีเมนต์ ไปจนถึงต้นทุนแรงงานปรับสูงขึ้น การปรับราคากลางในการเข้าถึงการประมูลเป็นไปอย่างล่าช้า

นี่เองเป็นเหตุให้ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ ๆ กลุ่มที่รับงานของรัฐ เผชิญปัญหาสภาพคล่อง และส่งผลกระทบมายังผู้รับเหมารายเล็ก ๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่

โดยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ในปี 2566 ที่ผ่านมา มีผู้รับเหมาก่อสร้างปิดกิจการไปแล้วทั้งสิ้น 2,306 ราย เพิ่มขึ้น 7% อย่างต่อเนื่องจากปี 2565 ที่การปิดกิจการในช่วงปีดังกล่าว ก็เพิ่มขึ้นถึง 30% จากปีก่อนหน้า ส่วนการจัดตั้งบริษัทใหม่ หดตัวลง 8% เมื่อเทียบกับปี 2565

อย่างไรก็ดี จับสัญญาณชีพ ปี 2567 พบว่า การก่อสร้างภาครัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น โดยเฉพาะคาดการณ์ทิศทางในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากงบประมาณถูกประกาศใช้สำหรับปี 2568

แม้ในช่วง 4 เดือนแรกของปี (ม.ค.-เม.ย.) จะเผชิญกับความท้าทายจากความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณประจำปี 2567 เนื่องจากการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่แต่เมื่อเข้าสู่เดือน พ.ค. อัตราการเบิกจ่ายงบสะสมเร่งตัวขึ้น และฟื้นตัวมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2563โดยคาดว่า จะมีโครงการที่สามารถเปิดประมูลได้ในปีนี้หลายโปรเจกต์ เช่น

  • รถไฟทางคู่ เฟส 2 ช่วงขอนแก่น - หนองคาย
  • มอเตอร์เวย์สาย 9 วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ช่วงบางขุนเทียน - บางบัวทอง
  • อาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก

ซึ่งจะทยอยหนุนให้เกิดเม็ดเงินจากโครงการก่อสร้างภาครัฐในปี 2568 นับเป็นโอกาสสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ในการเข้าประมูลโครงการ และส่งผลต่อเนื่องให้ผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็ก ในฐานะผู้รับเหมาช่วงมีโอกาสในการสร้างรายได้มากขึ้น และมีสภาพคล่องที่ดีกว่าปี 2567 ภายใต้คาดการณ์มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐจะมีแนวโน้มขยายตัว 3%

ขณะในฟากก่อสร้างภาคเอกชน มีแนวโน้มขยายตัว 1% ท่ามกลางโครงการที่อยู่อาศัยเผชิญแรงกดดันจากฟื้นตัวของตลาดทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง อุปสรรคในการเข้าถึงสินเชื่อ และราคาที่อยู่อาศัยใหม่ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นความท้าทายต่อการเปิดตัวโครงการ โดยเฉพาะบ้านระดับราคาปานกลางลงมา

แต่การที่ผู้พัฒนา หันไปเปิดโครงการระดับบนมากขึ้น ก็ช่วยหนุนให้เกิดเม็ดเงินสะพัดจากกิจกรรมก่อสร้างอยู่บ้าง แม้จำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่จะลดลงก็ตาม

อีกประเด็นที่ต้องติดตาม คือ การก่อสร้างโครงการอสังหาฯ เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ทั้งโครงการพื้นที่ค้าปลีก โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ในย่านธุรกิจ และย่านท่องเที่ยว รวมถึงพื้นที่สำนักงานให้เช่าเกรด A ที่จะส่งผลให้ซัพพลายพื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่า ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกราว 1 ล้านตร.ม. แตะระดับ 19.1 ล้านตร.ม. อีกด้วย

อย่างไรก็ดี SCB EIC แนะให้จับตามองภาวะโอเวอร์ซัพพลายของตลาดดังกล่าว ที่อาจส่งผลให้เกิดการยกเลิกโครงการที่ไม่มีศักยภาพออกไป ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงต่อการก่อสร้างของภาคเอกชนในระยะข้างหน้า

“แม้ราคาวัสดุก่อสร้าง เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ จะมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในปี 2567 แต่ราคาก็ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับในอดีต อีกทั้งการก่อสร้างยังมีความผันผวนจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ราคาพลังงาน อัตราแลกเปลี่ยน และค่าแรงปรับตัวสูง ส่งผลให้ภาพรวมกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างที่เน้นการเข้าประมูลงาน เผชิญกับความเสี่ยงสูงที่จะขาดทุน”

ทั้งนี้ 6 เดือนแรกของปี 2567 ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในหมวดธุรกิจบริการรับเหมาก่อสร้าง อยู่ที่ 130,970 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% กำไรสุทธิรวมอยู่ที่ -1,228 ล้านบาท ซึ่งลดลง -163%

ที่มา : SCB EIC

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับชีพจร ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างไทย มูลค่า 1.4 ล้านล้าน ปี 66 ปีเดียว ปิดกิจการพุ่ง 2,306 ราย

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...