โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เอกชนชูรัฐบาลอิ๊งค์ฟื้นเศรษฐกิจ แนะเร่งแจกเงินดิจิทัล-ใช้งบค้างท่อ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ก.ย 2567 เวลา 07.00 น. • เผยแพร่ 07 ก.ย 2567 เวลา 00.02 น.

ภาคเอกชนพอใจเห็นความพร้อมทีมเศรษฐกิจ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ประธานสมาคมธนาคารไทย เชื่อรัฐบาลมีเอกภาพเร่งขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจได้ โดยมีความหวังที่เป็นบวกมากขึ้น หอการค้าหนุนเร่งออกดิจิทัลวอลเลตให้ได้ก่อน เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบาง-ผู้พิการ ด้านประธานเอสซีบี หวังกระตุ้นทั้งระยะสั้น-ยาว และใช้งบฯค้างท่อปี 2567 เร็วที่สุด ส่วนบิ๊กมาม่า มองตั้ง ครม.เร็วสานต่อนโยบายเดิมได้ดี สภาอุตฯเชื่อมั่นรัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้านสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ หวังดันไทยเป็นฮับรถยนต์สันดาป

หลังจากรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จัดทีม ครม.แล้วเสร็จ คณะรัฐมนตรีใหม่ทั้งคณะเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณในวันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2567 จากนั้นวันเสาร์ที่ 7 กันยายน ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ เพื่อพิจารณาเห็นชอบร่างนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา และกำหนดแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาวันที่ 12-13 กันยายน

และวันจันทร์ที่ 16 กันยายน นายกรัฐมนตรีจะเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการที่ทำเนียบรัฐบาล ทำให้ภาคเอกชนร่วมแสดงความคิดเห็นถึงภาพรวมการตั้ง ครม.ได้รวดเร็ว พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

หอการค้าให้เร่ง “ดิจิทัลวอลเลต”

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องเร่งด่วนที่คณะรัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนคนไทยก่อน โดยดำเนินตามนโยบายเงินดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท แจกจ่ายให้ได้ก่อน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้พิการ ตลอดจนการดูแลค่าครองชีพ การจัดการปัญหาเรื่องน้ำก็สำคัญ ขณะเดียวกันจะต้องเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณของปี 2567 ให้ครบถ้วน และต่อเนื่อง

“ตอนนี้ในตลาดไม่มีเงินหมุนเวียนเลย ถ้ามีเงินอัดฉีดเข้าไปจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อย่างมาก หากยังมีเงินเหลือและต้องการจะแจกให้ครบถ้วนในกลุ่มอื่น ๆ นั้นก็ต้องรอรัฐบาลแถลง พูดไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์” นายสนั่นกล่าว

กกร.ชงนโยบายเสนอรัฐ

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย (TBA) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ถือว่ามีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รวดเร็ว แม้ว่าจะมีหลายพรรคแต่ถือว่ามีความเป็นเอกภาพ ซึ่งสามารถเร่งขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจได้ โดยก็มีความหวังที่เป็นบวกมากขึ้น

โดยนโยบายและข้อเสนอต่อรัฐบาลนั้น จะมีการเสนอผ่านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ผ่านสมุดปกขาว ซึ่งปัจจุบันได้รวบรวมแนวทางนโยบายไปแล้วกว่า 90% เหลือปรับจูนข้อมูลอีกเล็กน้อย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในอีก 1 เดือน หรือภายในเดือนตุลาคมนี้ ในรอบการประชุม กกร.ครั้งหน้า

แนะส่งเม็ดเงินเข้าฐานราก

อย่างไรก็ดี มาตรการเร่งด่วนที่ภาคเอกชนอย่างเห็นนั้นคือ การส่งผ่านเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจะช่วยเรื่องรายได้และร้านค้าชุมชนให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย และเกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจฐานราก ช่วยสร้างบรรยากาศเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ดี อาจต้องรอการแถลงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอีกที

ในส่วนของภาคการเงิน สมาคมธนาคารไทยได้นำเสนอใน 5 ประเด็นสำคัญ เพื่อเชื่อมโยงในระบบ เช่น ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เพราะหากใส่เม็ดเงินไปเท่าไร จะเหมือนใส่ในเม็ดทรายที่จางหายไป โดยจะต้องมีมาตรการระยะสั้นในการเปลี่ยนแปลงผ่านระดับครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็ก และบูรณาการทั้งระบบโดยใช้ทรัพยากรที่มีให้คุ้มค่า รวมถึงดูแลหนี้ครัวเรือน และดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ

“รัฐบาลฟอร์มได้รวดเร็ว สะท้อนจุดตั้งต้นของความเชื่อมั่น แต่ต้องรอนโยบายของรัฐบาลอีกที เพราะตอนนี้ยังไม่เห็น Official Statement มาตรการที่จะทำจะต้องมีทั้งมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยจะต้องเชื่อมโยง สอดคล้อง และต่อเนื่อง ซึ่งไม่ควรมองแค่นโยบายการเงินโดด ๆ เพราะทุกภาคส่วนเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจ”

SCB ย้ำกระตุ้นระยะสั้น-ยาว

นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เบื้องต้นมองว่าจะต้องวางแผนใน 3 ส่วน คือ 1.กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อน โดยทำให้เกิดความสมดุลของงบประมาณ เพราะเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก

2.แผนสร้างการเติบโตในระยะยาว โดยภาครัฐจะต้องมีโฟกัสว่าจะทำอะไรหรือผลักดันเรื่องอะไร 3-5 อย่าง และ 3.คิดต่อยอดการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดคุ้มค่ากับเงินที่ใช้ไป ซึ่งควรจะเป็นมาตรการเฉพาะจุด ไม่ใช่ในวงกว้างมาก

“เราไม่อยากให้มาตรการกระตุ้นเป็นแค่จุดพลุวูบเดียวก็หายไป ดังนั้นหลังจากการกระตุ้น จะต้องสร้างและต่อยอด ซึ่งเมื่อยั่งยืนเศรษฐกิจน่าจะปรับตัวดีขึ้น”

กรุงศรีฯเร่งปล่อยงบฯค้างท่อ

นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ภาพหน้าตาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก น่าจะช่วยขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการในระยะสั้น ควรเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 ซึ่งเหลือเวลาอีกครึ่งเดือน รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือการลงทุนในด้านอื่น ๆ ส่วนหนึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน

อย่างไรก็ดี การลงทุนนั้น ภาครัฐอาจต้องขับเคลื่อนทั้งการลงทุนที่เป็นแบบ Hard Infrastructure และ Soft Infrastructure เช่น การลงทุนด้านดิจิทัล รวมถึงจะต้องกำหนดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายให้ชัดเจน อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หรือเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น

“รัฐบาลใหม่กลับมาดูและไดรฟ์ต่อ คือ งบประมาณภาครัฐ การบริโภคและการลงทุน โดยการเร่งลงทุนซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจน่าจะขับเคลื่อนและทยอยปรับดีขึ้น โดยกรุงศรีฯคาดว่าจีดีพีทั้งปีน่าจะโตได้ 2.4%”

“มาม่า” เชื่อฟื้น ศก.ดีกว่าเดิม

นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า การมี ครม.ใหม่อย่างเป็นทางการเป็นปัจจัยบวกจากความต่อเนื่องของนโยบายที่จะได้เดินหน้าต่อได้เป็นรูปธรรม และมีโอกาสที่ ครม.ชุดนี้น่าจะดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจได้ทัดเทียมหรือดีกว่าชุดเดิม เนื่องจากทีมที่ปรึกษาและรัฐมนตรีได้มือที่ค่อนข้างโอเคเข้ามา ซึ่งต้องรอดูสักระยะ

“นอกจากนี้ ครม.ชุดนี้น่าจะมีความมั่นคงมากขึ้นด้วย สะท้อนจากการมีรัฐมนตรีช่วยที่เป็นทหาร ทำให้เรื่องโผกองทัพน่าจะราบรื่น ส่วนวาระสำคัญจะเป็นการเดินหน้าเติมกำลังซื้อให้กับผู้บริโภคด้วยมาตรการต่าง ๆ ที่หาเสียงไว้”

สภาอุตฯเชื่อมั่นรัฐบาลอิ๊งค์

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่อยากเห็นคือการผลักดันและส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมาตรการความชัดเจนทั้งทางด้านต่างประเทศ, ยานยนต์ อสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงนโยบายการลดภาระของประชาชนให้เบาบางลง

ส่วนตัวเชื่อว่าจากนี้ไปจะได้เห็นความมุ่งมั่นและการเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลนายกฯแพทองธาร ชินวัตร อย่างจริงและเป็นรูปธรรม คือการลงทุนขนาดใหญ่ในช่วง 3 ปี จากภายในประเทศ รวมทั้งดึงการลงทุนจากต่างประเทศ รวมไปถึงการทำให้ประชาชนมีรายได้ ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“ผมเชื่อว่าจะได้เห็นการขับเคลื่อนขนานใหญ่จากนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล รวมทั้งพรรคเพื่อไทย เพื่อสร้างแรงกระตุ้นผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้เดินหน้า และยังจะเป็นโอกาสเดินหน้าสร้างฐานความนิยมจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ คนหนุ่มสาวให้เพิ่มขึ้นด้วย ภาคอุตสาหกรรมเราหวังว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่ดี”

“เอ็มจี” เร่งร่วมมือไทย-จีน

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แผนผลักดันและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน และมีความสำคัญอย่างมากในสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น การฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, และความไม่แน่นอนทางการเมือง และเศรษฐกิจโลก

อุตสาหกรรมยานยนต์ก็มียอดจำหน่ายที่ถดถอยอย่างต่อเนื่อง นโยบายและแผนผลักดันเศรษฐกิจที่ถือเป็นการบ้านเร่งด่วนของประเทศไทย คือการเดินหน้าการลดความเหลื่อมล้ำ เพราะความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข นโยบายที่มุ่งเน้นการกระจายรายได้และการเข้าถึงทรัพยากร และโอกาสอย่างเท่าเทียม เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการสนับสนุน

“การส่งเสริมการลงทุนการผลิตรถยนต์ในประเทศและเพื่อการส่งออก เร่งประสานความร่วมมือระหว่างผลิตชิ้นส่วนของไทยกับผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศจีนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การส่งเสริมลงทุนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้น ทั้งต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผู้ประกอบการอยากให้สานต่อและเดินหน้าอย่างจริงจัง”

สร้างไทยเป็นฮับรถสันดาป

นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ได้ร่วมกับสมาชิกของสมาคมเสนอ 3 แนวทางที่อยากให้รัฐบาลช่วยสนับสนุนและผลักดันกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ไทยคือ

1.การสร้างประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสุดท้ายสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน

2.ปรับตัวขยายไปยังธุรกิจอื่น ๆ ที่ใช้พื้นฐานใกล้เคียง

3.การพัฒนาธุรกิจตลาดอะไหล่รถยนต์ให้เติบโตและสร้างรายได้อย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง

ทั้งนี้ รัฐบาลต้องประกาศให้ชัดเจนว่าจะมีแผน หรือนโยบายในการดึงการลงทุนของผู้ผลิตรถยนต์สันดาปภายในให้เข้ามาที่เมืองไทยได้ ผู้ผลิตผู้ประกอบการไทยไม่ได้ต่อต้านใคร เนื่องจากเรามีจุดแข็งคือ มี Supply Chain 2,500 รายเข้มแข็ง และมีแรงงานทักษะฝีมือค่อนข้างสูง เชื่อว่าภาครัฐน่าจะใช้จุดนี้มาช่วยดึงลงทุนได้เข้ามาให้ได้

“สมาคมมองว่าตลาดรถยนต์สันดาปภายในนั้นจะไม่หมดไปจากโลกนี้ รวมถึงตลาด Future ICE อย่างรถยนต์ไฮบริด ถือเป็นตลาดที่มีโอกาสการเติบโตค่อนข้างสูงในประเทศไทยและหลาย ๆ ภูมิภาค เรามองว่าหากรัฐบาลน่าจะช่วยเหลือในการเจรจากับผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนในเทคโนโลยีเหล่านี้ ให้เลือกประเทศไทยเป็นฐานผลิตได้ รวมถึงอาจจะมีสิทธิประโยชน์ในการลงทุนต่าง ๆ มากขึ้น”

สมาคมรถ EV ขอส่งเสริมต่อ

นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยกล่าวว่า ขอให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และผ่อนเกณฑ์การให้สินเชื่อจากสถาบันการเงิน เพราะจากปัญหาดังกล่าวทำให้กำลังซื้อในประเทศหายไป เห็นได้จาก 8 เดือน (มกราคม-สิงหาคม 2567) มียอดขายรถ EV เพียง 49,000 คันเท่านั้น จึงส่งผลให้ยอดขายรถ EV ทั้งปี 2567 เหลือเพียง 80,000 คัน จากเป้าที่ตั้งไว้ 100,000 คัน

นอกจากนี้ อยากให้รัฐบาลออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนผลิตรถ EV ในประเทศไทยเพื่อการส่งออก รวมถึงออกข้อกำหนดให้การลงทุนใหม่ที่เข้ามาจะต้องใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศให้ได้มากที่สุด หรือสนับสนุนด้วยการออกมาตรการส่งเสริมการร่วมทุนกับผู้ผลิตรถ EV เพื่อให้บริษัทคนไทยได้โอกาสและเข้าไปเป็นซัพพลายเชน ด้วยการร่วมถือหุ้นในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 30%

รวมทั้งขอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาขยายเวลามาตรการส่งเสริมการลงทุนผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) ออกไปอีก 2 ปี

ชงฟื้นบ้านดีมีดาวน์ 1 แสน

นายอธิป พีชานนท์ กรรมการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มีข้อเสนอจัดทำมาตรการ 4 ข้อสำคัญ ดังนี้ 1.ขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศใหม่ ๆ ภายใต้แนวคิด Old Products New Market ซึ่งรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และกระทรวงพาณิชย์ทำไว้ค่อนข้างดีแล้ว ควรทำให้มีความต่อเนื่อง 2.ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่มีอยู่ 10 ล้านรายทั่วประเทศ ในจำนวนนี้มากกว่า 9 ล้านรายที่มีปัญหาติดกับดักวังวนหนี้

3.ดึงดูดการลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ จุดเน้นอยู่ที่การลงทุนภาครัฐจะต้องเร่งลงทุนขนานใหญ่ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุน 4.ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต่อเนื่อง เป็นเวลาที่ดีในการพิจารณาทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ เป็นการสร้าง Ease of Doing ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม โดยภาครัฐควรจะรับบทบาทเป็นฟาซิลิเตเตอร์ ไม่ใช่เรกูเลเตอร์ หรือผู้คุ้มกฎเพียงอย่างเดียว

และ 5.สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลควรฟื้นมาตรการ “บ้านดีมีดาวน์” โดยรัฐอุดหนุนจ่ายเงินดาวน์ให้กับผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง สำหรับการซื้อบ้านหลังแรกราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ในอดีตมาตรการนี้รัฐช่วยดาวน์ 50,000 บาท รอบนี้มีภาวะกำลังซื้อประชาชนอ่อนแอ จึงเสนอให้ใช้ยาแรง โดยเพิ่มวงเงินรัฐช่วยดาวน์เป็นรายละ 1 แสนบาท

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอกชนชูรัฐบาลอิ๊งค์ฟื้นเศรษฐกิจ แนะเร่งแจกเงินดิจิทัล-ใช้งบค้างท่อ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...