จีนไล่ซื้อทองทำไม? | สุทธิชัย หยุ่น
คําถามที่ทิ้งไว้สัปดาห์ก่อนในคอลัมน์นี้คือ : จีนไลล่าซื้อทองด้วยเหตุผลอันใด?
คำตอบที่ไม่ซับซ้อนคือถ้าคุณเป็น “เหรัญญิกของประเทศ” ต้องเก็บเงินสำรองให้ปลอดภัย ทนพายุเศรษฐกิจ และหยิบใช้ได้เวลาฉุกเฉิน คุณจะเก็บอะไรมากขึ้น?
กระดาษดอลลาร์ หรือทองคำที่ไม่พิมพ์เพิ่มได้?
ธนาคารกลางของจีนตอบด้วยการ “เพิ่มทองในคลัง” อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2024 และยังซื้อยาวถึงปี 2025
ทำสถิติติดต่อกันเก้าเดือนถึงเดือนกรกฎาคมปีนี้
จึงไม่ใช่เรื่อง “ตามแห่” แต่เป็น “ยุทธศาสตร์” จริงจังของรัฐ
ถ้ามองในแง่เศรษฐกิจนั่นคือการกระจายความเสี่ยง นั่นคือการดูแลจัดการ “ตะกร้าเงินสำรอง” เพื่อป้องกัน “พายุค่าเงิน” ที่ถูกภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาแทรกแซงได้ตลอดเวลา
อีกเหตุผลหนึ่งคือปักกิ่งต้องการกระจายพอร์ตสำรอง (Reserve diversification)
จีนมีเงินสำรองต่างประเทศขนาดยักษ์ เดิมทีส่วนใหญ่เป็นดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐ
การเพิ่มทองช่วย “ลดการพึ่งพาแหล่งเดียว” (อีกทั้งแหล่งเดียวนั้นถูกกำกับโดยคนชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ เสียด้วย)
ที่มองข้ามไม่ได้คือจีนหวั่นความผันผวนของดอลลาร์กับดอกเบี้ยเป็นอันมาก
ย้อนไปดูช่วง 2023-2025 ราคาทองพุ่งทำสถิติเพราะความไม่แน่นอนด้านดอกเบี้ยสหรัฐ และความกังวลค่าเงิน
จีนซื้อทองในคลื่นเดียวกับความต้องการทั่วโลกของธนาคารกลางอื่นๆ หลายประเทศ
แต่ทุกการตัดสินใจของธนาคารกลางจีนย่อมโยงกับบริบทในประเทศ
ชัดเจนว่าความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยงภายในประเทศ (เช่น อสังหาฯ) สะดุด
ทำให้ทั้งภาครัฐและประชาชนหันหา “หลุมหลบภัย” ทางเศรษฐกิจอย่างกระตือรือร้น
ฝั่งผู้บริโภคเจอราคาทองในประเทศพุ่งจนต้อง “กัดฟันซื้อ” น้อยลง
แต่ฝั่งรัฐยังเก็บสะสมในมุมยุทธศาสตร์ต่อเนื่อง
ที่มองข้ามไม่ได้คือมุมการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์
ยุทธศาสตร์ของจีนคือลด “จุดอ่อนเชิงคว่ำบาตร” และขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณอำนาจต่อรองให้วอชิงตันได้รับรู้ว่า “ฉันก็มีกันชนทางการเมืองและการเงินนะ”
เพราะจีนย่อมได้บทเรียนจากมาตรการคว่ำบาตรที่รัสเซียเพื่อนซี้ต้องเจอหลังเกิดสงครามยูเครน
เมื่ออำนาจต่อรองยังอยู่กับตะวันตก “สินทรัพย์ที่ผูกติดกับดอลลาร์” อาจถูกจำกัดการเข้าถึงได้เมื่อเกิดความขัดแย้ง
จีนจึงต้องแสวงหาสินทรัพย์ที่ไม่ผูกกับระบบดอลลาร์มากเกินไป
ทองคือคำตอบเพราะไม่ขึ้นกับสถาบันการเงินใดๆ และไม่โดน “ปิดสวิตช์” ง่ายๆ
ดังนั้น การสะสมทองคือการประกาศอ้อมๆ ว่า “เรามีหลังบ้านแข็งแรง”
เสริมความมั่นใจให้พันธมิตรคู่ค้า และช่วยให้จีนขยับบทบาทในสถาปัตยกรรมการเงินโลก
มีคำถามอีกข้อหนึ่งว่าจีน “ลดพึ่งดอลลาร์” จริงไหม?
คําตอบสั้นๆ คือลด แต่เป็นการลดสัดส่วนความเสี่ยง
ไม่ได้ “ทิ้งดอลลาร์” เสียเลย
หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องบอกว่าตอนนี้ยังไม่ใช่
ข้อมูล IMF ชี้ว่าสัดส่วนดอลลาร์ในทุนสำรองโลก “แทบไม่เปลี่ยนมาก” เมื่อปรับผลจากอัตราแลกเปลี่ยน
นั่นแปลว่าระบบยังหมุนด้วยดอลลาร์เป็นหลัก เพียงแต่หลายประเทศ-รวมจีน-ค่อยๆ กระจาย มากขึ้น ไม่ได้เป็นการล้มโต๊ะเพื่อประกาศอิสรภาพจากดอลลาร์
ภาษานักภูมิรัฐศาสตร์เขาบอกว่าฝั่งจีนอยู่ในโหมด “de-risking ไม่ใช่ de-dollarizing แบบฮาร์ดคอร์”
คือลดความเสี่ยง แต่ยังไม่ได้ลดการใช้ดอลลาร์
แน่นอนว่าแนวโน้มคือเพิ่มทองสำรอง เพิ่มการใช้เงินหยวนกับบางคู่ค้า แต่ยังต้องถือสินทรัพย์ดอลลาร์จำนวนมากเพื่อการค้าและเสถียรภาพค่าเงิน
คำถามต่อมาคือทำไมต้องต้องเป็น “ตอนนี้”?
เพราะตอนนี้อยู่ในโหมดของรอบความเสี่ยงใหม่อันเกิดจากความตึงเครียดการค้าสหรัฐ-จีนรอบล่าสุด
และมีการคาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยสหรัฐ ซึ่งดันราคาทองทุบสถิติใหม่เหนือ $4,000/ออนซ์ (ขณะที่เขียนพุ่งไปที่ $4,300)
แปลเป็นภาษานักปฏิบัติ : ถ้าเราเป็น “ผู้จัดการกองทุนชาติ” ก็จะไม่ฝากอนาคตไว้กับ “สินทรัพย์สกุลเดียว”
ต้องหันไปเพิ่มสำรองทองเพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์ในเชิงความเสี่ยง
แต่ไม่ถึงกับตัดขาด
เพื่อเป็นการเตรียมกันชนต่อพายุเศรษฐกิจและการเมืองที่คาดเดายาก
เป็นการส่งสัญญาณให้คนอื่น (ทั้งมิตรและศัตรู) ว่าเรามีความมั่นคงทางการเงินและอำนาจต่อรองต่อโลก
อีกนัยหนึ่ง “เรามีของแข็ง” ในคลัง
ดังนั้น จีนจึงไม่ได้มีนโยบาย “เลิกดอลลาร์” แต่กำลัง “ลดจุดเปราะบางต่อดอลลาร์” ด้วยการเพิ่มทอง ให้เป็นเสาหลักคู่กับเงินสำรองสกุลหลัก
เหตุผลมีทั้งเศรษฐกิจ นั่นคือ การกระจายพอร์ตเพื่อเป็นเกราะกำบังความผันผวน
เผื่อผลกระแทกทางการเมืองที่มากับความเสี่ยงคว่ำบาตร และมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ นั่นคือ การเสริมอำนาจต่อรองของตน
แต่ก็มีบางสำนักที่นำเสนอแนวคิดว่าปักกิ่งอาจจะกำลังวางแผนใหญ่สู่ “โลกไร้ดอลลาร์”
เป็นไปได้ไหมที่จีนกำลังจับคู่ทองคำกับเงินหยวนโดยมองไปในอนาคตข้างหน้า
โดยมีความเชื่อว่าทองมีน้ำหนักในโลกแห่งความจริง ส่วนหยวนคือพลังในโลกการเงิน
ถ้าทั้งสองเชื่อมกันได้จริง โลกอาจไม่หมุนรอบดอลลาร์อีกต่อไป
คำถามคือจีนทำได้แค่ไหน?
หรือสุดท้าย “ทองคำ” จะหนักเกินกว่าที่ “หยวน” จะยกขึ้น?
ยุทธศาสตร์เรื่อง “De-dollarization” จึงได้รับความสนใจไม่น้อยจากคนที่เชื่อว่าสหรัฐกำลังอยู่ในโหมด “ขาลง”
ซึ่งตรงข้ามกับคำขวัญ Make America Great Again ของทรัมป์แน่ๆ
หลายประเทศเริ่มรู้สึกว่า การพึ่งพาดอลลาร์เหมือนฝากชีวิตไว้ในบ้านคนอื่น – เขาเปิดประตูให้ก็อยู่ได้ เขาล็อกเมื่อไรก็ติดคุกทันที
รัสเซียโดนแช่แข็งเงินสำรองหลังบุกยูเครนคือกรณีตัวอย่างชัดเจน
จีนเห็นภาพนั้นก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า “ถ้าวันหนึ่งเรามีเรื่องกับสหรัฐ… แล้วเขาล็อกระบบการเงินเราล่ะ?”
ทางรอดเดียวคือ สร้างระบบคู่ขนาน
ที่ไม่ต้องพึ่งดอลลาร์ ไม่ต้องผ่าน SWIFT ไม่ต้องโดนสั่ง “แบน”
และหัวใจของระบบใหม่นั้นคือ – “หยวน”
แต่หยวนจะไปยืนข้างดอลลาร์ได้ยังไง?
คำตอบคือ ทองคำ
ทองคือสินทรัพย์ที่ทั่วโลกยอมรับ ไม่ต้องมีสัญญา ไม่ต้องเชื่อใคร
แค่มีอยู่จริงก็มีค่าในตัวมันเอง
จีนจึงใช้ทองเป็น “ตัวค้ำประกันความน่าเชื่อถือของหยวน”
เหมือนจะป่าวประกาศว่า “ไม่ต้องกลัวหยวนจะกลวง – เรามีทองหนุนหลังอยู่จริง”
นักวิเคราะห์บางคนบอกว่านั่นคือเหตุผลว่าทำไมธนาคารกลางจีน (PBoC) ถึงสะสมทองต่อเนื่องมาหลายปี
และตั้งตลาดทองคำในเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Gold Exchange) เพื่อให้ราคาทอง “หยวนเป็นศูนย์กลาง” ได้ในอนาคต
แนววิเคราะห์นี้มองว่ายุทธศาสตร์ทอง-หยวน มี 3 ขั้นตอนหลัก
1. ปักหลักตลาดทองของตัวเอง
จีนผลักดันให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการซื้อขายทองคำของเอเชีย แทนที่จะต้องอ้างอิงราคา London หรือ New York เสมอ
ถ้า “ราคาทองในหยวน” กลายเป็นมาตรฐานได้ หยวนจะมีสถานะใหม่ในตลาดโลกทันที
2. ใช้ทองสร้างความเชื่อมั่นในหยวนระหว่างประเทศ
โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) มีการค้ากับหลายประเทศที่ไม่อยากใช้ดอลลาร์
จีนจึงเริ่มใช้ “หยวนชำระเงิน” มากขึ้น โดยเสนอให้ผูกกับทองหรือสินทรัพย์จริง
เช่น รัสเซีย, อิหร่าน, และบางประเทศในแอฟริกา ยอมรับ “หยวนทองคำ” ในบางข้อตกลง
3. สร้างระบบการเงินคู่ขนาน
จีนมีระบบชำระเงินของตัวเองชื่อ CIPS (Cross-Border Interbank Payment System)
ซึ่งทำหน้าที่คล้าย SWIFT แต่ใช้หยวนแทนดอลลาร์ เกมนี้ไม่ได้เล่นคนเดียว
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศในกลุ่ม BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้ และสมาชิกใหม่อย่างซาอุฯ, อิหร่าน ฯลฯ) ต่างก็พูดถึงแนวคิด “สกุลเงิน BRICS ที่มีทองหนุนหลัง” จีนไม่ได้ประกาศตรงๆ ว่าจะทำสกุลเงินแบบนั้น
ซึ่งเป็นที่มาของการที่ทรัมป์ขู่ว่าถ้า BRICS พยายามสร้างเงินสกุลใหม่ขึ้นมาแข่งกับดอลลาร์ เขาก็จะขึ้นภาษีสินค้าจากประเทศในกลุ่มนี้ 100%
เอาเข้าจริงๆ คนส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อว่าโลกยังไม่อาจย้ายหนีจากดอลลาร์ได้
ตลาดการเงินสหรัฐยังลึกและโปร่งใสที่สุดในโลก
หยวนยังถูกควบคุมโดยรัฐอย่างเข้มงวด
จีนยังไม่เปิดให้เงินไหลเข้าออกเสรี
ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
คนที่ถือทองมากพอ และมีเงินของตัวเองมากพอ – คือคนที่ไม่ต้องกลัวใคร “ปิดบัญชี” อีกต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จีนไล่ซื้อทองทำไม? | สุทธิชัย หยุ่น
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly