โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย ทุนต่างชาติบุกไทย จีน-เกาหลีใต้ แห่ลงทุนร้านเครื่องดื่ม มูลค่าพุ่ง 9% ปี 68

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ต.ค. 2568 เวลา 12.14 น. • เผยแพร่ 15 ต.ค. 2568 เวลา 05.12 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ปี 2568 ตลาดร้านเครื่องดื่มจะมีมูลค่า 56,900 ล้านบาท เติบโต 5% จากปี 2567 ต่างชาติบุกตลาดเครื่องดื่มไทย ดันมูลค่าการลงทุนใหม่ 9 เดือนแรกปี 68 โต 9% แนะผู้ประกอบการไทยรับมือ

15 ต.ค. 2568 นายอนันตพร ลาภสักการ เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปี 2568 ธุรกิจร้านเครื่องดื่ม (ครอบคลุม ร้านเครื่องดื่มและคาเฟ่ ทั้ง Stand-alone, Kiosk และ Takeaway) ยังเติบโตเมื่อเทียบกับปี 2567 ทั้งในด้านของการลงทุนและมูลค่าตลาด อย่างไรก็ดี ธุรกิจร้านเครื่องดื่มเผชิญกับความท้าทายไปพร้อมกัน ซึ่งกระทบกับรายได้และผลกำไรของผู้ประกอบการ ดังนี้

  • ร้านเครื่องดื่มเปิดใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรง และมีร้านเครื่องดื่มจำนวนไม่น้อยต้องปิดกิจการ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในปี 2568 จำนวนร้านเครื่องดื่ม น่าจะมีประมาณ 31 แสนร้าน เพิ่มขึ้น 4.8% จากปี 2567
  • ร้านเครื่องดื่มเปิดใหม่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นร้านกาแฟ (กว่า 80% ของร้านเครื่องดื่มเปิดใหม่ทั้งหมด) ทั้งรูปแบบร้านที่ให้บริการที่นั่งและร้านที่ลูกค้าสามารถซื้อกลับไปทาน (Takeaway) สอดรับไปกับเทรนด์ความนิยมบริโภคกาแฟของคนไทย ขณะเดียวกัน ร้านเครื่องดื่มประเภทร้านชานมโตเร่งขึ้น ซึ่งมาจากเทรนด์การบริโภคชาเพิ่มขึ้นและการเข้ามาทำตลาดของของผู้ประกอบการต่างชาติ นอกจากนี้ ร้านเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างเครื่องดื่มน้ำผัก/ผลไม้สกัดเย็น และสมูทตี้ มีการเปิดตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นเครื่องดื่มทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ

การขยายตัวของจำนวนร้านเครื่องดื่ม มีปัจจัยสำคัญจาก

  • ผู้ประกอบการรายเดิมมีการขยายสาขา การเพิ่มแบรนด์ใหม่ในพอร์ต เพื่อครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้าและระดับราคา ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายรวม Total System Sales Growth (TSSG) และส่วนหนึ่งมาจากพื้นที่พาณิชยกรรม (Retail space) เปิดใหม่เพิ่มขึ้น
  • ผู้ประกอบการรายใหม่สนใจเข้ามาลงทุนในตลาดเครื่องดื่ม โดยนำเสนอความแปลกใหม่ เพื่อเจาะกลุ่มตลาดเฉพาะ (Niche market) เช่น เครื่องดื่มสุขภาพพรีเมียม
  • ผู้ประกอบการต่างชาติสนใจลงทุนในไทย เห็นได้ว่า แบรนด์เครื่องดื่มจากต่างประเทศเข้ามาเปิดสาขาและขยายแฟรนไชส์ในตลาดไทยมากขึ้น อาทิ กลุ่มชาผลไม้ ชานมไข่มุกและเครื่องดื่มน้ำปั่นผลไม้ (สมูทตี้)

จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าทุนจดทะเบียนใหม่จากนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น9% จากมูลค่าทุนจดทะเบียนสะสม ณ สิ้นปี 2567 โดยมูลค่าการลงทุน ณ 2 ต.ค. 2568 ส่วนใหญ่มาจากจีน รองลงมาเป็นนักลงทุนจากเกาหลีใต้ อังกฤษ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ปี 2568 ตลาดร้านเครื่องดื่มจะมีมูลค่า 56,900 ล้านบาท เติบโต 5% จากปี 2567 การเติบโตเป็นผลมาจาก

  • ราคาเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 9% จากปีก่อน จากต้นทุนการทำธุรกิจที่ปรับตัวสูงขึ้น อาทิ ค่าเช่า และต้นทุนวัตถุดิบหลักอย่างเมล็ดกาแฟ โกโก้รวมถึงชาเขียว ซึ่งยังมีราคาที่ผันผวนต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา รวมถึงร้านเครื่องดื่มกลุ่มพรีเมียมเข้ามาทำตลาดมากขึ้น โดยร้านเครื่องดื่มเปิดใหม่กลุ่มนี้ราคาเครื่องดื่มเฉลี่ยต่อแก้วสูงกว่า 100 บาท
  • พฤติกรรมของผู้บริโภคที่มองร้านเครื่องดื่มและคาเฟ่ เป็นสถานที่ที่สร้างประสบการณ์ ซึ่งเป็นทั้งจุดนัดพบสังสรรค์ เช็คอิน และสร้างคอนเทนต์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ รวมถึงผู้บริโภคชอบลองของใหม่

อย่างไรก็ตาม แต่ละร้านเครื่องดื่มอาจมีอัตราการเติบโตที่ไม่ทั่วถึง อาทิ เมื่อมีร้านเครื่องดื่มประเภทใหม่ๆ แบรนด์ใหม่ๆ หรือบางร้านมีการเสนอเมนูที่แตกต่าง (เช่น การนำวัตถุดิบอื่นมาผสมในเครื่องดื่มกาแฟ (unconventional coffee drinks) เป็นต้น) จะเกิดการดึงทราฟฟิกและกระทบผู้ประกอบการให้มียอดขายที่ลดลงได้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ปี 2569มูลค่าตลาดของธุรกิจร้านเครื่องดื่มน่าจะยังเติบโตประมาณ 2% จากปี 2568 แต่เป็นการโตที่ชะลอลง เนื่องจากไปข้างหน้าธุรกิจมีปัจจัยท้าทายสูง

4 ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการลงทุนและรายได้ของธุรกิจในปี 2569 ได้แก่

  • ปัจจัยด้านเศรษฐกิจยังกดดันกำลังซื้อและการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งส่งผลต่อการใช้จ่ายเพื่อเครื่องดื่ม ความถี่ในการซื้อเครื่องดื่มลดลง

  • การแข่งขันในธุรกิจร้านเครื่องดื่มที่สูงในทุกระดับราคาและเซกเมนต์ ในปี 2569 มองว่า ร้านเครื่องดื่มใหม่ๆ ยังคงมีการเปิดตัว ทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ โดยกลุ่มที่ต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้นจะเป็น

  • ร้านเครื่องดื่มกลุ่มพรีเมียม ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ประกอบการหลายรายได้เข้ามาทำตลาดในเซกเมนต์นี้เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดที่มีความเฉพาะตัวซึ่งมีจำนวนลูกค้าที่ค่อนข้างจำกัด

  • ร้านเครื่องดื่มกลุ่ม Mass ที่มีราคาเครื่องดื่มเฉลี่ย 60 บาทต่อแก้ว แม้จะเป็นระดับราคาที่ครองสัดส่วนการตลาดเกือบทั้งหมด แต่ด้วยจำนวนผู้ประกอบการที่มีมาก ประกอบกับเครื่องดื่มพร้อมดื่มก็มีการทำตลาดอย่างหนัก ซึ่งหาซื้อได้ในร้านสะดวกซื้อ/ซูเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติ ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้ามาทำตลาดจำเป็นต้องนำเสนอความแปลกใหม่เพื่อรักษาลูกค้าประจำ

  • ร้านเครื่องดื่มในพื้นที่ท่องเที่ยว ซึ่งจะมีต้นทุนการตกแต่งร้านที่สูงเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว และบางรายจะมีค่าเช่าพื้นที่สูงด้วย ขณะที่กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวไทย ที่มักปรับเปลี่ยนไปยังแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ และการท่องเที่ยวมี Seasonal สูง ทำให้เกิดความผันผวนของรายได้ และส่งผลต่อประมาณการยอดขาย ความสามารถในการคืนทุน และวงจรชีวิตของกิจการ

  • ต้นทุนธุรกิจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่การแข่งขันสูงทำให้ผู้ประกอบการมีข้อจำกัดในการปรับราคาและกดดันกำไรสุทธิ แม้ว่าร้านเครื่องดื่มส่วนใหญ่จะมีกำไรขั้นต้นมากกว่าครึ่งของราคาขาย แต่ความผันผวนของราคาวัตถุดิบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ประกอบกับค่าเช่าที่/ค่าแรง/ค่าสาธารณูปโภค ยังทรงตัวสูง กดดันความสามารถในการทำกำไร โดยเฉพาะในกลุ่มร้านระดับพรีเมียมที่มีคุณภาพสินค้าและบริการสูง ทำให้อัตรากำไรสุทธิของบางร้านอาจลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยซึ่งอยู่ที่ประมาณ 15%

  • เทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเร็ว คาดเดาได้ยากและจงรักภักดีต่อแบรนด์ต่ำ ท่ามกลางทางเลือกจากร้านเครื่องดื่มที่มีจำนวนมากในหลากหลายระดับราคา ทำให้ผู้บริโภคพร้อมจะเปลี่ยนแปลงและทดลองสิ่งใหม่ตลอดเวลา สร้างความท้าทายต่อการคาดการณ์ยอดขายในระยะข้างหน้า

(เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...