โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คดีประวัติศาสตร์ “มาตรา 110” กรณีชูสามนิ้วใส่ขบวนเสด็จพระราชินี

iLaw

อัพเดต 14 ต.ค. 2568 เวลา 08.06 น. • เผยแพร่ 30 ก.ย 2568 เวลา 14.46 น. • iLaw

นับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางและกลายเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของสังคมไทย จนถึงขั้นถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นดีเบตชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีช่วงการเลือกตั้งปี 2566

อย่างไรก็ตาม ในหมวดกฎหมายเดียวกันยังมีอีกหนึ่งมาตราที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักและแทบไม่เคยอยู่ในความสนใจของสาธารณะเลย แต่เป็นกฎหมายอีกหนึ่งมาตราที่มีโทษจำคุกสูงไม่แพ้มาตรา 112

“ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110” ว่าด้วยการประทุษร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินีหรือรัชทายาท ซึ่งปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายอาญามานานกว่า 60 ปี เป็นกฎหมายที่ถูกเก็บเงียบอยู่นานหลายทศวรรษ จนกระทั่งวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ที่รถยนต์พระที่นั่งของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินีและสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ เคลื่อนผ่านพื้นที่ชุมนุมทางการเมืองของกลุ่ม "คณะราษฎร 2563" บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล

เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มาตรา 110 ถูกนำมาบังคับใช้เป็นครั้งแรกในรอบอย่างน้อย 10 ปี และมีผู้ถูกดำเนินคดีในคดีเดียวกันนี้ถึง 5 ราย

รู้จัก “มาตรา 110”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 บัญญัติไว้ว่า

“ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบหกปีถึงยี่สิบปี

ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

ถ้าการกระทำนั้นมีลักษณะอันน่าจะเป็นอันตรายแก่พระชนม์หรือชีวิต ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือรู้ว่ามีผู้จะประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือประทุษร้ายต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบสองปีถึงยี่สิบปี”

มาตรา 110 อยู่ในหมวด "ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท" กำหนดโทษจำคุกไว้ตั้งแต่ 16 ปี ถึง 20 ปี โดยไม่มีโทษปรับประกอบ หรือหมายความว่า หากศาลเห็นว่าการกระทำใดเข้าข่ายความผิดเพียงหนึ่งครั้ง หรือที่เรียกว่า “หนึ่งกรรม” ศาลก็จะใช้ดุลพินิจตัดสินโทษจำคุกขั้นต่ำที่ 16 ปี และสูงสุดได้ถึง 20 ปีตามที่เห็นสมควร โดยมีโทษสูงสุดคือ ‘จำคุกตลอดชีวิต’ หรือ ‘ประหารชีวิต’

จากเหตุการณ์นี้ เช้าวันที่ 15 ตุลาคม 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมลงนามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพฯ โดยเนื้อหาตอนหนึ่งของประกาศระบุว่า ผู้ชุมนุม "มีการกระทำที่กระทบต่อขบวนเสด็จพระราชดำเนิน มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล อันมิใช่การชุมนุมโดยสงบที่ได้รับการรับรอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย"

ต่อมา ศาลอาญาอนุมัติตามคำร้องของพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ให้ออกหมายจับ “เอกชัย หงส์กังวาน” และ “บุญเกื้อหนุน เป้าทอง” นักกิจกรรมทางการเมือง ตามหมายจับที่ 1595/2563 และ 1596/2563 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 และ “สุรนาถ แป้นประเสริฐ” ในวันที่ 20 ตุลาคม 2563 ภายหลังมีรายงานว่ามีประชาชนอีก 2 ราย“ชำนาญ” (นามสมมติ) และ “ภาคิน” (นามสมมติ) ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาในคดีเดียวกัน ทำให้มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดรวม 5 คนในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 จากกรณีขวางขบวนเสด็จพระราชินีเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563

บีบีซีไทยรายงานว่า พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ไม่สามารถยืนยันได้ว่าพวกเขาเป็นผู้ต้องหากลุ่มแรกในประวัติศาสตร์กฎหมายอาญาหรือไม่ และตั้งข้อสังเกตว่าเหตุที่มาตรา 110 ไม่เคยเป็นข่าวเพราะที่ผ่านมา "ไม่ค่อยมีใครที่คิดจะทำเช่นนี้" ขณะที่ น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า จากการสืบค้นข้อมูลเบื้องต้น ไม่เคยมีใครถูกดำเนินด้วยข้อหานี้ อย่างน้อยก็ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

เปิดคำฟ้องคดี ม.110 ประทุษร้ายเสรีภาพพระราชินี

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ในคดีนี้มี ศรายุทธ สังวาลย์ทอง และ พ.ต.ท.พิทักษ์ ลาดล่าย เป็นผู้กล่าวหา มูลเหตุของคดีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ระหว่างการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา ของ “คณะราษฎร” ราว 17.00 น. ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มหลักเคลื่อนขบวนจากบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปยังทำเนียบรัฐบาล บริเวณถนนพิษณุโลก ด้านหน้าของทำเนียบรัฐบาล มีกลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวกันจำนวนหนึ่ง เกิดเหตุขบวนเสด็จของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินีและสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ ผ่านเข้ามาในที่ชุมนุมโดยที่ไม่มีใครทราบมาก่อนล่วงหน้า ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น มีการผลักและดันกันจนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามากั้นแนวระหว่างผู้ชุมนุมและรถขบวนเสด็จฯ ก่อนขบวนจะผ่านไปได้

โดยอัยการสั่งฟ้องคดีนี้ต่อศาลอาญาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 ระบุว่าจำเลย “ร่วมกันประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง” พนักงานอัยการบรรยายฟ้องโดยสรุปว่า จําเลยทั้ง 5 กับพวกที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาดําเนินคดี มีพฤติการณ์ทำความผิดดังต่อไปนี้

ก่อนเกิดเหตุ กลุ่มคณะราษฎร 2563 ได้ประกาศเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมการชุมนุมชื่อ “เพราะเราทุกคนคือคณะราษฎร และคณะราษฎรยังไม่ตาย” ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ซึ่งในวันดังกล่าวทางราชการมีหมายกำหนดการขบวนเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ผ่านไปยังสถานที่ใกล้เคียงกับสถานที่ชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าว โดยได้มีประชาชนและกลุ่มคนไทยรักในหลวง ซึ่งส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อสีเหลืองมาคอยเฝ้ารับเสด็จ

เวลา 14.30 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนขบวนเดินเท้าไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อต่อรัฐบาล โดยตลอดเส้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนได้ตั้งเครื่องกีดขวางเป็นแนวรั้งหน่วงหลายจุด จึงเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนที่ไปได้ช้า ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วน ซึ่งรวมทั้งจำเลยทั้ง 5 ได้แยกตัวออกจากขบวน โดยเดินล่วงหน้าไปรวมตัวกันบริเวณถนนพิษณุโลก ใกล้ทำเนียบรัฐบาลเพื่อรอขบวนใหญ่ดังกล่าว

ขณะนั้นตลอดเส้นทางถนนพิษณุโลกยังไม่ได้มีการปิดการจราจรเนื่องจากยังต้องดำรงไว้เป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน ตามหมายกำหนดการเสด็จของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ ไปทรงบำเพ็ญกุศลถวายผ้าพระกฐินประจำปี 2563 ณ วัดราชโอรสาราม

เวลา 17.00 น. ขบวนเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ ดังกล่าวเป็นเส้นทางเดิมที่กำหนดคือจากพระที่นั่งอัมพรสถานไปยังวัดราชโอรสาราม โดยให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายผู้ปฏิบัติหน้าที่ได้ถวายอารักษ์ขารักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการจราจรตามเส้นทางขบวนเสด็จดังกล่าว

ในช่วงเวลานั้น เอกชัย บุญเกื้อหนุน สุรนาถ และประชาชนอีก 2 คน ได้บังอาจร่วมมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้างเมือง โดยจำเลยทั้งห้ากับผู้ชุมนุมจำนวนหลายร้อยคนได้ลงมายืนบนพื้นผิวจราจรบนถนนพิษณุโลกช่วงตั้งแต่หน้าประตู 3 ทำเนียบรัฐบาล จนถึงเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ ในขณะที่พื้นผิวจราจรบริเวณดังกล่าวและตลอดเส้นทางบนถนนได้กำหนดใช้เป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน การรวมตัวดังกล่าว เป็นไปในลักษณะกีดขวางการจราจร โดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นการกีดขวางทางสาธารณะจนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัย หรือความสะดวกในการจราจร

ในขณะที่รถยนต์พระที่นั่งของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ กำลังแล่นขึ้นสู่เชิงสะพานชมัยมรุเชฐ เพื่อมุ่งหน้าไปแยกนางเลิ้ง ได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชนตั้งแถวปิดหน้ารถยนต์พระที่นั่ง เพื่อป้องกันมิให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าใกล้รถยนต์พระที่นั่งได้ แล้วจัดแถวเจ้าหน้าที่ตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชนเป็นแถวคู่ขนานด้านซ้ายขวาของขบวนเสด็จพระราชดำเนินตลอดแนวขบวน เพื่อเป็นแนวสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ให้เข้ามาประชิดขบวนเสด็จ

ในเวลานั้น เอกชัย บุญเกื้อหนุน และจำเลยที่ 5 ยืนนำหน้ากลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากหลายร้อยคน ซึ่งมีสุรนาถ และ จำเลยที่ 4 รวมอยู่ด้วย ได้บังอาจร่วมกันประทุษร้ายต่อเสรีภาพของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา โดยเอกชัยเป็นผู้สั่งการนำ บุญเกื้อหนุน สุรนาถ จำเลยที่ 4 และ ที่ 5 พร้อมกับกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนหลายร้อยดังกล่าว เดินเข้าไปขัดขวางเส้นทางพระราชดำเนิน ร่วมกันใช้กำลังผลักดันแถวหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชน แต่เมื่อจำเลยทั้งห้ากับพวกดังกล่าวไม่สามารถต้านทานแรงผลักดันของเจ้าหน้าที่ตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชน เพื่อเปิดเส้นทางนำขบวนเสด็จของพระราชินีได้ สุรนาถจึงได้สั่งการให้จำเลยและพวกกลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าวนั่งลงบนถนนพิษณุโลก ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชนไม่สามารถนำขบวนเสด็จราชดำเนินเคลื่อนที่ไปข้างหน้าต่อได้

ทั้งนี้ จำเลยทั้งห้ากับพวกดังกล่าวได้ลงมือกระทำผิดประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินีไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลสมดังเจตนาของจำเลยทั้งห้ากับพวก เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยเสริมบริเวณด้านหน้าแถวเจ้าหน้าที่ตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชน จำเลยทั้งห้าจึงได้ยอมถอยออกไปจากเส้นทางขบวนเสด็จพระราชดำเนินดังกล่าว แต่ยังยืนอยู่บนถนนพิษณุโลก เอกชัยและจำเลยที่ 4 ถึง ที่ 5 กับพวกดังกล่าวได้ชูสัญลักษณ์สามนิ้วใส่ขบวนเสด็จพระราชดำเนิน อันเป็นการร่วมกันประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง

โดยจำเลยทั้ง 5 ถูกฟ้องด้วยข้อกล่าวหาทั้งหมด 4 ข้อหา ได้แก่

  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 “ผู้ใดกระทําการประทุษร้ายต่อพระองค์หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์” มีโทษจําคุกตลอดชีวิต หรือจําคุกตั้งแต่ 16-20 ปี

  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 “มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง” มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 “กีดขวางทางสาธารณะ จนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจร โดยวาง หรือทอดทิ้งสิ่งของ หรือโดยกระทำด้วยประการอื่นใด” มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

  • ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 114 “ร่วมกันกระทำการใดๆ ในลักษณะเป็นการกีดขวางการจราจร” มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท

เอกชัยและสุรนาถยังถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 215 วรรคท้าย “ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้า หรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ” มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และขอต่อสู้คดี ยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง

ต่อมาศาลอาญาได้นัดสืบพยานรวมทั้งหมด 16 นัด แยกเป็นพยานโจทก์ 13 นัด และพยานจำเลย 3 นัด ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2565 ถึงเดือนมีนาคม 2566 และมีคำพิพากษา “ยกฟ้อง” ทุกข้อหา โดยระบุว่าทุกฝ่ายเข้าใจคลาดเคลื่อนกันและตำรวจจัดการเส้นทางเสด็จไม่เรียบร้อยเอง แต่ภายหลังในวันที่ 5 กันยายน 2568 ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษา คดี ม.110 เชื่อว่า 5 จำเลย พยายาม “ขัดขวางขบวนเสด็จ” ลงโทษจำคุกคนละ 16 ปี ส่วน “เอกชัย” จำเลยที่ 1 เพิ่มโทษรวม 21 ปี 4 เดือน

บันทึกข้อต่อสู้ของจำเลย “ไม่มีใครทราบว่าจะมีขบวนเสด็จผ่าน”

เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีสำคัญที่มีการสืบพยานจำนวนมาก มีอัตราโทษรุนแรง และแทบจะไม่เคยพบเคยเห็นคดีลักษณะนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษชนจึงรายงานบันทึกสังเกตการณ์การสืบพยานในคดีนี้โดยละเอียด เพื่อเป็นบทบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากมุมมองของพยานปากต่างๆ

ในการต่อสู้คดี ฝ่ายโจทก์พยายามกล่าวหาว่าจำเลยทั้ง 5 กับคนอื่นๆ ได้พยายามขัดขวางขบวนเสด็จ โดยมีจำเลยที่ 1 (เอกชัย) จำเลยที่ 2 (บุญเกื้อหนุน) และจำเลยที่ 5 ยืนนำกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งมีจำเลยที่ 3 (สุรนาถ) และ จำเลยที่ 4 รวมอยู่ด้วย ทั้งหมดร่วมกันใช้กำลังผลักดันแถวหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชน ซึ่งตั้งแถวปิดหน้ารถยนต์พระที่นั่ง

โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 3 ได้สั่งการให้กลุ่มผู้ชุมนุมนั่งลงบนผิวจราจรบนถนนพิษณุโลก จนถึงเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ ที่กำหนดใช้เป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา ไปทรงบำเพ็ญกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดราชโอรสาราม ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถนำขบวนเสด็จราชดำเนินเคลื่อนที่ไปข้างหน้าต่อได้ จำเลยที่ 2 มีการใช้โทรโข่งในการยุยงผู้ชุมนุม ส่วนจำเลยที่ 1, 4 และ 5 ได้ชูสัญลักษณ์สามนิ้วแสดงสัญลักษณ์ใส่ขบวนเสด็จ

ขณะที่ฝ่ายจำเลย ต่อสู้คดีว่าผู้ชุมนุมกลุ่มย่อยดังกล่าว ไม่มีใครทราบว่าจะมีขบวนเสด็จผ่านในเส้นทางดังกล่าวมาก่อน แม้แต่ผู้สื่อข่าวที่รายงานสถานการณ์การชุมนุม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการ ไม่มีเจ้าหน้าที่แต่งกายหรือเตรียมดำเนินการในลักษณะที่จะแสดงให้เห็นว่าจะมีขบวนเสด็จเหมือนที่เห็นได้โดยทั่วไป

รายงานสถานการณ์ในวันเกิดเหตุของ สน.ดุสิต ซึ่งอยู่ในพยานหลักฐานของโจทก์ ชี้ให้เห็นว่า ในวันเดียวกันนั้น เส้นทางบนถนนพิษณุโลกจะใช้เป็นเส้นทางเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ แต่ขบวนอื่นกลับหลีกเลี่ยงเส้นทางหลัก ไปใช้เส้นทางสำรอง ไม่ได้เสด็จผ่านบริเวณดังกล่าว ในขณะที่ก่อนขบวนเสด็จของพระราชินีจะมาถึงที่เกิดเหตุ สน.ดุสิต รายงานว่าเส้นทางดังกล่าวมีผู้ชุมนุมอยู่และเสนอให้ใช้เส้นทางสำรอง แต่ศูนย์วิทยุรามายังคงยืนยันให้ใช้เส้นทางเดิม

ในการสืบพยาน เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายเบิกความทำนองเดียวกันว่า เส้นทางเสด็จเป็นความลับ แต่ผู้ที่เคยมารับเสด็จจะรู้เองว่าต้องมารอรับเสด็จที่จุดใด และปรากฏว่าแม้แต่พยานโจทก์ ประชาชนเสื้อเหลืองที่มาเบิกความว่าอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ไม่มีใครเลยที่เจาะจงเดินทางมารับเสด็จที่หน้าทำเนียบรัฐบาล หากเป็นการเดินตามเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนมาจากถนนราชดำเนิน หรือผ่านมาเพื่อไปยังเส้นทางอื่น หรือกำลังเดินทางกลับ จึงบังเอิญเจอกับเหตุการณ์พอดี

แม้แต่เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนระดับปฏิบัติการรายหนึ่ง ยังเบิกความว่าทราบภารกิจล่วงหน้าก่อนขบวนเสด็จจะมาถึงไม่เกิน 5 นาที เจ้าหน้าที่บางรายอ้างว่ามีการประกาศในพื้นที่ว่าเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางที่ขบวนเสด็จจะผ่าน แต่ในพยานหลักฐานคลิปภาพเคลื่อนไหวของฝ่ายโจทก์ซึ่งมีจำนวนหลายสิบคลิป กลับไม่พบการประกาศในลักษณะดังกล่าวเลย มีเพียงคลิปการประกาศของ “รถนำทาง” ที่แจ้งขอเส้นทางให้ “ขบวน” ผ่าน โดยไม่ได้ระบุว่าเป็น "ขบวนเสด็จ" หรือระบุว่า "ใครเสด็จ"

ฝ่ายจำเลยยังต่อสู้ว่าพื้นที่เกิดเหตุดังกล่าว ไม่ได้มีใครเป็นแกนนำการชุมนุม เพราะเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่มารอกลุ่มผู้ชุมนุมใหญ่ที่ยังเดินทางมาไม่ถึง จำเลยทั้ง 5 ไม่ได้เป็นผู้จัดการชุมนุมหรือแกนนำ ทั้งยังไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่ได้มีการตระเตรียมใดๆ มาขัดขวางขบวนเสด็จ เพียงมาอยู่ในที่ชุมนุมเดียวกัน

ทั้งเหตุการณ์ผลักดันกับเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน เกิดขึ้นเนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าสลายการชุมนุมในพื้นที่นั้น ทำให้หลายคนพยายามเข้าผลักดันกับเจ้าหน้าที่ ไม่ได้มีการประทุษร้ายทั้งต่อขบวนเสด็จหรือเจ้าหน้าที่รัฐแต่อย่างใด ทั้งขบวนเสด็จก็เคลื่อนผ่านไปได้ในเวลาไม่นาน

กรณีการกางแขนในที่เกิดเหตุของจำเลยที่ 1 และ 2 เป็นการกระทำเพื่อแสดงว่าไม่มีอาวุธ และตั้งเป็นแนวรอรับการปะทะจากเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน กรณีจำเลยที่ 2 ใช้โทรโข่งในพื้นที่ดังกล่าว ไม่ใช่การยุยงผู้ชุมนุม แต่เมื่อทราบว่าเป็นขบวนเสด็จ จึงพยายามแจ้งให้ผู้ชุมนุมถอยออกมา ส่วนการที่จำเลยที่ 3 กล่าวให้ผู้ชุมนุมนั่งลง เป็นเพราะต้องการลดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่เป็นการพยายามขัดขวางเส้นทางเสด็จ ขณะที่รถตู้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาใช้ปิดกั้นเส้นทางของผู้ชุมนุม กลับมีส่วนในการทำให้ขบวนเสด็จเคลื่อนไปได้ลำบากเองด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตต่อเหตุการณ์นี้คือ หลังการชุมนุมของกลุ่มราษฎรในวันที่ 19 กันยายน 2563 มีการประกาศนัดหมายการชุมนุมในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ล่วงหน้านานเกือบหนึ่งเดือน แต่ในวันเกิดเหตุมีขบวนเสด็จเพื่อเดินทางไปถวายผ้าพระกฐินของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ รวมทั้งในหลวงรัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งจากปากคำของตำรวจ ขบวนเสด็จหลายขบวนได้เปลี่ยนแปลงเส้นทางเสด็จ แต่ไม่แน่ชัดว่าเหตุใดขบวนเสด็จของพระราชินียังใช้เส้นทางที่ผ่านไปยังผู้ชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ขณะเดียวกันยังมีข้อมูลระหว่างสืบพยานว่าทั้งผู้กำกับและรองผู้กำกับ สน.ดุสิต ได้รายงานผ่านทางวิทยุสื่อสารว่าไม่สามารถใช้ถนนพิษณุโลกเป็นเส้นทางเสด็จได้ แต่กลับไม่มีการเปลี่ยนเส้นทาง

นอกเหนือจากนั้น เหตุการณ์นี้ยังถูกรัฐบาลอ้างเป็นเหตุส่วนหนึ่งในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเช้าวันที่ 15 ตุลาคม 2563 อีกด้วย ทั้งการขอออกหมายจับจำเลยที่ 1 และ 2 ของตำรวจยังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในวันถัดมาทันที หลังจากมีอดีตการ์ด คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ไปแจ้งความในช่วงกลางดึกของคืนเกิดเหตุ ทั้งที่เป็นคดีสำคัญ มีรายละเอียดและพยานหลักฐานจำนวนมาก

จาก “ทุกฝ่ายเข้าใจคลาดเคลื่อน” ในคำพิพากษาศาลชั้นต้น สู่ “พยายามขัดขวางขบวนเสด็จ” ในคำพิพากษาศาลอุธรณ์

วันที่ 28 มิถุนายน 2566 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีที่ถูกฟ้องในข้อหาประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 ข้อหามั่วสุมกันโดยใช้กำลังประทุษร้ายทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 กีดขวางทางสาธารณะ และกีดขวางการจราจรของนักกิจกรรมและประชาชนรวม 5 ราย ได้แก่ เอกชัย หงส์กังวาน, บุญเกื้อหนุน เป้าทอง, สุรนาถ แป้นประเสริฐ และประชาชนอีก 2 คน

ศาลอ่านคำพิพากษาโดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนสรุปความไว้ว่า จากการสืบพยานในคดีนี้ รับฟังข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว พิเคราะห์ได้ว่า มีการประกาศกำหนดการว่า ในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินีและสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ จะเป็นตัวแทนพระมหากษัตริย์เสด็จไปถวายกฐินที่วัดราชโอรสารามและวัดอรุณราชวราราม แต่ไม่ได้ประกาศว่าจะใช้เส้นทางใดในการเสด็จไปและกลับ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ข้อมูลนี้จะเป็นความลับ ไม่มีการประชาสัมพันธ์แจ้งเส้นทางที่ใช้เสด็จ

ก่อนขบวนเสด็จของพระราชินีจะเคลื่อนผ่านบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ก็ไม่พบพยานหลักฐานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศแจ้งเตือนให้กับผู้ชุมนุมได้รับทราบ อีกทั้งตลอดเส้นทางที่ขบวนเสด็จใช้ ก็ไม่พบองค์ประกอบของการเป็นเส้นทางขบวนเสด็จตามปกติด้วย เช่น พสกนิกรที่มายืนรอรับเสด็จ, สัญลักษณ์ธงประจำพระองค์, การวางกำลังรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทุก 50 เมตร เป็นต้น ผู้ชุมนุมจึงไม่อาจรู้ได้เลยว่าขบวนเสด็จจะเคลื่อนผ่านขณะที่กำลังรวมกลุ่มทำกิจกรรมกันอยู่

ในวันเกิดเหตุคดีนี้ เมื่อขบวนเสด็จพระที่นั่งของพระราชินีจะเคลื่อนผ่านบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีกลุ่มผุ้ชุมนุมรวมตัวกันอยู่จำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังจัดการความเรียบร้อยของเส้นทางและพื้นผิวถนนไม่แล้วเสร็จ โดยพบว่า บนท้องถนนยังมีรถยนต์จอดกีดขวางอยู่ ที่บนสะพานชมัยมรุเชฐมีรถตู้ที่ตำรวจใช้ขวางกั้นผู้ชุมนุมจอดกีดขวางอยู่ และมีเจ้าหน้าที่ คฝ. อยู่จำนวนมากในบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งตามปกติเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องจัดการพื้นผิวถนนและเส้นทางให้โล่งก่อนที่ขบวนเสด็จจะเคลื่อนผ่าน อย่างน้อย 30 นาที

เมื่อรถพระที่นั่งของพระราชินีเคลื่อนมาถึงหน้าทำเนียบรัฐบาลที่มีผู้ชุมนุมยืนรวมกลุ่มกันอยู่ เหตุการณ์ก็ยังปกติ ไม่พบว่ามีผู้ใดเข้าขัดขวางขบวนเสด็จ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ คฝ. ตั้งแนวกำลังเข้าชักล้อมรถพระที่นั่ง ทำให้ผู้ชุมนุมเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามจะสลายการชุมนุม ผู้ชุมนุมจึงประท้วงด้วยการแสดงออกชู 3 นิ้ว และตะโกนโวยวาย ซึ่งไม่ใช่การประท้วงต่อขบวนเสด็จของพระราชินีแต่อย่างใด

ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ยืนอยู่บริเวณด้านข้างของถนน ส่วนผู้ชุมนุมที่ยืนอยู่ด้านหน้าขบวนเสด็จมีอยู่ แต่มีจำนวนน้อยมาก บางส่วนเป็นสื่อมวลชนที่พยายามถ่ายรูปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่พบว่ามีผู้ใดเข้าไปกระทำการขัดขวางขบวนเสด็จรวมถึงไม่มีผู้ใดขว้างปาสิ่งของใส่ขบวนเสด็จแต่ทำให้ขบวนเสด็จเคลื่อนตัวล่าช้าลงโดยต้องใช้เวลาประมาณ 6 นาที และหากนับเฉพาะรถยนต์พระที่นั่งก็ใช้เวลาประมาณ 4 นาที จึงจะสามารถผ่านจุดที่มีผู้ชุมนุมอยู่ไปได้

ศาลเห็นว่า เหตุการณ์ข้างต้นนั้นเกิดขึ้นจากการที่ทุกฝ่ายเข้าใจคลาดเคลื่อนกันการรับรู้ของผู้อยู่ในเหตุการณ์แต่ละคนไม่เท่ากัน แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ คฝ. ในแถวที่กำลังทำหน้าที่อยู่ในที่เกิดเหตุก็เพิ่งทราบว่าจะมีขบวนเสด็จเคลื่อนผ่านเมื่อขบวนเสด็จใกล้ถึงจุดเกิดเหตุแล้ว ทั้งยังไม่ทราบว่าเป็นขบวนเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดด้วย

โดยเมื่อผู้ชุมนุมทราบแล้วว่าขบวนรถดังกล่าวเป็นขบวนเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์ก็ได้ล่าถอยไป จากนั้นสถานการณ์จึงคลี่คลาย

เมื่อพิจารณาหลักฐานทั้งสองฝ่าย ขณะที่ขบวนเสด็จเดินทางไปวัด ไม่มีการประกาศเส้นทาง ก่อนขบวนเสด็จมาถึงตำรวจยังจัดการไม่เรียบร้อยมีรถบัส 4 คัน รถตู้ควบคุมฝูงชน 12 คัน ไม่มีสัญลักษณ์สื่อว่าเป็นเส้นทางเสด็จ และไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่ามีการประกาศเส้นทางประกอบกับเมื่อพิจารณาภาพถ่ายของพยานโจทก์ที่ถ่ายจากมุมในแนวระนาบก็ไม่สามารถมองข้ามแนว คฝ. เห็นขบวนเสด็จด้านหลังได้ พยานหลักฐานรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งห้าเจตนาขัดขวางขบวนเสด็จ

จำเลยทั้งห้าจึงไม่มีความผิดฐาน “ประทุษร้ายเสรีภาพราชีนี” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 และ “มั่วสุมกันโดยใช้กำลังประทุษร้ายทำให้เกิดการวุ่นวายในบ้านเมืองฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215

ส่วนความผิดฐาน “กีดขวางทางสาธารณะ” และ “กีดขวางการจราจร” นั้น ศาลเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จอดรถตู้กีดขวางถนนเพื่อกั้นไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าไปในพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลอยู่แล้ว ฉะนั้นเมื่อตำรวจเป็นผู้กีดขวางทางสาธารณะและการจราจรเสียเอง จำเลยทั้งห้าจึงไม่มีความผิดฐานกีดขวางทางสาธารณะและกีดขวางการจราจรให้ยกฟ้องทุกข้อหา

สรุปคำอุทธรณ์ของอัยการ ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 4 กันยายน 2566 เรือโทสายันต์ สุโขพืช พนักงานอัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูง 1 ได้เป็นผู้เรียงอุทธรณ์คดีนี้ ขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยอ้างว่าจำเลยทั้ง 5 ย่อมทราบได้มีว่าขบวนเสด็จ และสรุปข้อคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นออกมา 4 ประเด็น

ประเด็นที่ 1 เรื่องการประกาศให้ประชาชนทราบถึงการเสด็จ แม้ทางราชการจะไม่ได้ประกาศแจ้งเส้นทางเสด็จ แต่อัยการเห็นว่าจำเลยทั้ง 5 ย่อมทราบได้ว่าเส้นทางบริเวณที่เกิดเหตุเป็นเส้นทางเสด็จ เนื่องจากทางราชการประกาศให้ประชาชนทราบว่าพระราชินีจะเสด็จไปบำเพ็ญกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดราชโอรสาราม และวัดอรุณราชวราราม ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์หลายช่องทาง ทั้งยังประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2563

ประเด็นที่ 2 ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า เมื่อขบวนเสด็จมาถึงหลังแนวตำรวจควบคุมฝูงชน คนยืนระดับถนนด้านหน้ามองไม่เห็นขบวนรถด้านหลัง เมื่อตำรวจเปิดแถวให้รถเบิกทางรถนำขบวนแล่นออกไป ไม่ปรากฏว่ามีใครขัดขวาง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และ 5 อาจไม่เห็นขบวนเสด็จที่ถูกชักล้อมไว้แน่นหนา แต่อัยการเห็นว่าเมื่อพิจารณาภาพถ่ายและคลิปวิดีโอโจทก์แล้ว ในระหว่างตำรวจควบคุมฝูงชนเดินนำหน้าขบวนเสด็จ และมีการผลักดันกับกลุ่มผู้ชุมนุม มีบางจังหวะที่ผู้อยู่หน้าแถวตำรวจสามารถมองเห็นขบวนเสด็จด้านหลังได้ เมื่อพิจารณาความสูงของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และ 5 ซึ่งสูงกว่าตำรวจควบคุมฝูงชนหลายคน เชื่อได้ว่าสามารถมองผ่านแถวตำรวจเห็นขบวนเสด็จได้ ส่วนของจำเลยที่ 4 มีบางจังหวะที่ยกโทรศัพท์ขึ้นเหนือหัว ถ่ายรูปตำรวจควบคุมฝูงชน เชื่อว่าจำเลยที่ 4 ย่อมเห็นรถขบวนเสด็จที่อยู่ด้านหลังแนวตำรวจเช่นกัน

ประเด็นที่ 3 ประเด็นว่าขณะเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่แจ้งให้ประชาชนทราบว่ามีขบวนเสด็จผ่านบริเวณถนนพิษณุโลกหรือไม่ แม้มีคำเบิกความของตำรวจที่ขับรถนำขบวน และเอกสารถอดคลิปเสียงเหตุการณ์ มีเสียงตำรวจรถเบิกทาง พูดว่า “เปิดครับ เปิดครับ ขออนุญาตขบวนผ่านสักครู่นะครับ” ไม่ได้แจ้งว่าขออนุญาตขบวนเสด็จผ่าน แต่อัยการได้อ้างคำเบิกความของตำรวจ 3 ปาก ที่เบิกความทำนองว่า ตำรวจช่วยกันบอกกล่าวหรือตะโกนบอกประชาชนบริเวณนั้นว่าจะมีขบวนเสด็จ ขอให้ออกจากพื้นที่ โดยพยานบางปากเบิกความว่าพยายามตะโกนไปเรื่อยๆ ว่าจะมีขบวนเสด็จมา แต่ก็ไม่นานเท่าไร จึงเชื่อว่าตำรวจได้แจ้งหรือประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่ามีขบวนเสด็จผ่านบริเวณถนนพิษณุโลกแล้ว

ประเด็นที่ 4 พฤติการณ์ของจำเลยทั้ง 5 อัยการพยายามประมวลคำเบิกความพยานฝ่ายโจทก์ กล่าวหาว่าทั้ง 5 คนมีพฤติการณ์ขัดขวางขบวนเสด็จแม้จะเป็นเพียงชั่วครู่ โดยพบว่าเอกชัยมีพฤติการณ์การตะโกนว่าขบวนเสด็จ และยกมือชูสามนิ้ว ส่วนบุญเกื้อหนุนมีการถือโทรโข่งและพูดถ้อยคำซ้ำๆ เกี่ยวกับภาษีกู สื่อสารกับกลุ่มผู้ชุมนุม และอ้างว่าสองรายนี้ร่วมผลักดันแนวตำรวจควบคุมฝูงชน ส่วนสุรนาถบอกให้ผู้ชุมนุมนั่งลงเพื่อไม่ให้ตำรวจควบคุมฝูงชนผลักดันออกจากเส้นทาง แต่ไม่ได้ระบุถึงพฤติการณ์จำเลยที่ 4 และ 5

รายละเอียดที่จำเลยยื่นโต้แย้งคำอุทธรณ์

ต่อมาบุญเกื้อหนุน และสุรนาถ จำเลยที่ 2 และ 3 ยื่นโต้แย้งอุทธรณ์ของอัยการ และขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องทุกข้อกล่าวหาตามศาลชั้นต้น โดยสรุปได้ว่า

ประเด็นที่ 1 แม้ทางราชการได้ประชาสัมพันธ์เรื่องการเสด็จถวายผ้าพระกฐิน แต่มิได้ประชาสัมพันธ์เส้นทางเสด็จ ทั้งพยานจำเลยอดีตนายตำรวจที่เบิกความยังชี้ให้เห็นว่า ตามคลิปข่าวต่างๆ ในคดีนี้ การจัดรูปแบบถวายความปลอดภัยในพื้นที่ผิดไปจากแบบแผนที่เคยปฏิบัติมา ซึ่งต้องมีตำรวจประจำจุดห่างกัน 20 เมตรต่อหนึ่งคน มีนายตำรวจแต่งเครื่องแบบคอแบะถวายพระเกียรติตามเส้นทาง 100-200 เมตรต่อคน แต่ในพื้นที่วันเกิดเหตุ ไม่มีองค์ประกอบเหล่านี้ และยังมีรถจอดอยู่ริมถนน ทั้งที่ต้องไม่มีสิ่งใดอยู่บนถนน ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน ทั้งนำรถตู้ไปจอดปิดถนน นำกำลังยืนขวางถนน ทำให้ประชาชนสับสนกับภารกิจของตำรวจ โดยสภาพแล้วไม่ใช่การพร้อมรับเสด็จ

ส่วนที่โจทก์อ้างว่า พยานโจทก์ที่เป็นประชาชนที่มารับเสด็จนั้น กลับไม่มีคนใดทราบว่าขบวนเสด็จจะผ่านบริเวณถนนพิษณุโลกในเวลาดังกล่าวเลย ทั้งพยานอาสาหน่วยแพทย์กู้ชีวิตวชิรพยาบาล รวมถึงผู้กล่าวหา ได้แก่ ศรายุทธ สังวาลย์ทอง, สมาชิกกลุ่ม ศปปส., และประชาชนที่มาเป็นพยานโจทก์อีกหนึ่งราย ต่างก็ไม่มีใครทราบว่าจุดดังกล่าวจะมีขบวนเสด็จผ่านและบังเอิญผ่านไปในเส้นทางนั้น โดยมีประชาชนที่มารับเสด็จส่วนใหญ่รอที่ถนนราชดำเนินนอก ประชาชนทั่วไปรวมถึงจำเลย จึงไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าเส้นทางดังกล่าวจะมีขบวนเสด็จผ่าน และจะเป็นขบวนเสด็จของพระราชินี

ประเด็นที่ 2 ที่โจทก์อ้างว่าในบางจังหวะ ผู้ชุมนุมแถวหน้าที่ผลักดันกับตำรวจควบคุมฝูงชนสามารถมองผ่าน เห็นขบวนเสด็จที่อยู่ด้านหลัง โดยอ้างถึงความสูงของจำเลย 3 ราย เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ ของโจทก์เอง ตามคลิปวิดีโอหลักฐานในคดี ที่มีการถ่ายจากด้านหลังจำเลยที่ 2 เข้าหาแนวตำรวจ ก็ยังไม่สามารถมองเห็นด้านหลังได้ เมื่อแนวตำรวจเดินหน้ามาเผชิญหน้า จำเลยก็สนใจแต่เหตุการณ์กับตำรวจ เพราะเข้าใจว่าจะมีการสลายการชุมนุม จนผ่านไปสองนาที จำเลยที่ 2 ก็ถูกผลักถอยร่นไปเรื่อย ๆ จนถึงเชิงสะพานที่มีพื้นที่สูงขึ้น จึงเห็นว่าด้านหลังเป็นรถยนต์พระที่นั่ง แต่ไม่ทราบว่าเป็นพระองค์ใด จำเลยจึงพยายามลุกออกไปทางด้านซ้าย และใช้โทรโข่งตะโกนบอกผู้ชุมนุมให้หลบขบวน

นอกจากนั้นยังมีคลิปขณะเกิดเหตุ ที่จำเลยที่ 2 ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวข่าวสดภาคภาษาอังกฤษผ่านช่องทางการไลฟ์สด ทั้งจำเลยที่ 2 และผู้สื่อข่าวต่างก็ไม่ทราบว่าจะมีขบวนเสด็จ ผู้สื่อข่าวรายดังกล่าวได้มาเบิกความถึงความผิดปกติต่างๆ ที่ต่างไปจากเวลามีขบวนเสด็จตามที่เคยพบเห็นมา โดยเหตุการณ์นี้ไม่มีประกาศว่าจะมีขบวนเสด็จ

ประเด็นที่ 3 พยานหลักฐานที่เป็นคลิปต่างๆ ล้วนไม่ปรากฏว่า มีเสียงประชาสัมพันธ์ของเจ้าหน้าที่ที่แจ้งว่าบนถนนพิษณุโลกเป็นเส้นทางเสด็จเลย มีเพียงคลิปเสียงจากรถกรุยทาง ซึ่งแจ้งเพียงว่า “เปิดครับ เปิดครับ ขออนุญาตขบวนผ่านสักครู่นะครับ” โดยไม่ได้แจ้งว่าเป็นขบวนเสด็จ แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน 2 ปากที่มาเบิกความ ต่างก็เบิกความสอดคล้องกันว่าไม่ได้รับทราบภารกิจอารักขาขบวนเสด็จมาก่อน ขณะยืนแถวรอก็ยังไม่ทราบ มาทราบก่อนระยะเวลาเสด็จเพียง 5 นาที

ประเด็นที่ 4 ในส่วนของจำเลยที่ 3 ที่โจทก์อ้างว่ามีพฤติการณ์บอกให้ผู้ชุมนุมนั่งลงนั้น ไม่ใช่การทราบว่าจะมีขบวนเสด็จผ่านพื้นที่ดังกล่าว แต่เข้าใจว่าจะตำรวจตั้งแถวเพื่อสลายการชุมนุม เมื่อมีการผลักดันกัน จึงเห็นว่าการนั่งลง เป็นมาตรการที่จะช่วยลดการปะทะและความรุนแรงจึงบอกให้ผู้ชุมนุมนั่งลง ไม่ได้มีเจตนาขัดขวางขบวนเสด็จ อีกทั้งกว่าที่จำเลยจะรับทราบว่าเป็นขบวนเสด็จของพระราชินีก็เมื่อเดินทางกลับถึงที่พักแล้ว

ประเด็นสำคัญในชั้นอุทธรณ์

คดีนี้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งหมด 2 ประเด็น ได้แก่

ประเด็นที่ 1 จำเลยทราบหรือไม่ว่าขบวนที่ผ่านเป็นขบวนเสด็จ

จากพยานโจทก์หลายปาก เช่น พ.ต.ท.พิทักษ์ ลาดล่าย ผู้กล่าวหา เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ช่วงเวลาเกิดเหตุเป็นช่วงที่มักจะมีการถวายพระราชกุศล ประชาชนทั่วไปอาจทราบจากการฟังข่าว วิทยุ และสื่อต่างๆ และประกาศผ่านราชกิจจานุเบกษา แต่ไม่ได้ประกาศว่าจะเลือกเส้นทางใด ปกติแล้วขบวนเสด็จใช้เวลาประมาณ 1 นาที ซึ่งวันเกิดเหตุใช้เวลานานกว่านั้น แต่จำไม่ได้ว่านานเท่าไร

พ.ต.ท.พิทักษ์ มีภารกิจหลักคือการถวายอารักขาและดูแลกลุ่มผู้ชุมนุม โดยมีหน้าที่สืบสวน ติดตาม เฝ้าระวังกลุ่มผู้ชุมนุม และยังเบิกความว่า ในวันดังกล่าว ประชาชนผู้รับเสด็จใส่เสื้อสีเหลือง ในขณะที่ผู้ชุมนุมสวมเสื้อหลากสี และก่อนเกิดเหตุ ผู้ชุมนุมอยู่ฝั่งทำเนียบรัฐบาล

พยานปากอาสาหน่วยวชิรพยาบาลเบิกความว่า ในช่วง 17.00 น. มีกลุ่มผู้ชุมนุมและประชาชนผู้รับเสด็จเพิ่มมากขึ้น จึงไปเตรียมช่วยเหลือ เพราะกลัวจะเกิดความรุนแรง มีผู้ชุมนุมด่าทอขบวนเสด็จและมีคนไม่ทราบว่าเป็นใครตะโกนว่าไม่ให้ผ่านเส้นทางนี้ ดึงดันกันประมาณ 10 นาที ขณะเกิดเหตุพยานจำจำเลยที่ 1 (เอกชัย) ได้ ว่าพูดว่า ขบวนเสด็จ ชูสามนิ้ว แล้วผู้ชุมนุมหลายคนพูดตามว่า ชูสามนิ้ว

รวมถึงพยานปากอื่นก็เบิกความสอดคล้องกัน และยังเบิกกความถึงความสูงของจำเลยว่าจำเลยส่วนใหญ่มีความสูงอยู่ที่ 180-190 ซม. มีเพียงจำเลยที่ 4 สูง 170 ซม. แต่ทั้งหมดสามารถมองผ่านข้ามศีรษะของเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนมองเห็นขบวนเสด็จฯ ได้ จึงเชื่อได้ว่า จำเลยทั้งหมดทราบว่ามีขบวนเสด็จของสมเด็จพระราชินีผ่าน

ประเด็นที่ 2 ข้อต่อสู้ของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่

จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่า ไม่ทราบว่ามีขบวนเสด็จฯ เขาเพียงเคลื่อนตัวไปตามประกาศของแกนนำ และยืนคล้องแขนกับจำเลยคนอื่นๆ และผู้ชุมนุม เพราะคิดว่าเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนจะผลักดันพื้นที่เพื่อเตรียมสลายการชุมนุม แต่เมื่อเห็นว่าเป็นขบวนเสด็จฯ ผู้ชุมนุมก็ถอยร่นและจำเลยที่ 1 ก็ตะโกนบอกให้ผู้ชุมนุมทราบว่า มีขบวนเสด็จฯ

จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่า ในวันเกิดเหตุไม่มีเจ้าหน้าที่แจ้งว่า การชุมนุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเจ้าหน้าที่สั่งให้เลิกการชุมนุม และไม่มีเจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะมีขบวนเสด็จฯ ผ่าน เมื่อจำเลยเห็นว่ามีขบวนรถผ่าน แต่ไม่ทราบว่าเป็นขบวนอะไร จึงใช้โทรโข่งประกาศกับฝ่ายผู้ชุมนุมว่ามีขบวนรถผ่าน

จำเลยที่ 3 ต่อสู้ว่า เห็นตำรวจยืนคล้องแขน ทำให้นึกว่าจะสลายการชุมนุม และเห็นว่ามีคนถูกเจ้าหน้าที่ผลักล้ม จึงให้ผู้ชุมนุมนั่งลงเพื่อให้ตำรวจหยุดการกระทำดังกล่าว รวมถึงจำเลยไม่เห็นขบวนเสด็จด้านหลังตำรวจควบคุมฝูงชน

จำเลยที่ 4 ต่อสู้ว่า ไปที่เกิดเหตุเพื่อถ่ายภาพการชุมนุมเพื่อจะขายผลงานภาพถ่ายจำเลยเห็นรถยนต์สีแดง และเห็นผู้ชุมนุมยืนชูสามนิ้วไม่ทราบว่าเป็นขบวนเสด็จฯ เนื่องจากเห็นเพียงว่ามีตำรวจนั่งในรถดังกล่าว

จำเลยที่ 5 ต่อสู้ว่า ไปร่วมการชุมนุมเนื่องจากอยากลองไปสักครั้ง ไม่ทราบข้อเรียกร้องของการชุมนุม ได้ยินจากผู้ชุมนุมพูดต่อๆ กัน ว่าจะกระชับพื้นที่การชุมนุม และเห็นผู้ชุมนุมชูสามนิ้ว จึงไปร่วมชูสามนิ้วด้วย

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยอ้างถึงคลิปหลักฐานแห่งคดีและเห็นว่า เหตุการณ์ตามฟ้องเกิดขึ้นก่อนมีขบวนเสด็จเพียงเล็กน้อย ในคลิปปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เดินมาประกบจำเลยที่ 2 ที่ยืนประชันหน้ากับตำรวจ จำเลยที่ 2 ถือโทรโข่งและพูดประกาศหันไปทางตำรวจ เห็นว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 มีเจตนาขัดขวางขบวนเสด็จฯ อย่างชัดเจน ยากที่จะปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 3 ที่อ้างว่าให้ผู้ชุมนุมนั่งเพื่อลดความรุนแรง แต่กลายเป็นการทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานยากมากขึ้น จึงเห็นว่าจำเลยที่ 3 จึงมีเจตนาขัดขวางขบวนเสด็จฯ

ส่วนจำเลยที่ 4 เมื่อจำเลยที่ 1 พูดว่าขบวนเสด็จฯ จำเลยที่ 4 ก็เดินเข้าไปและถ่ายภาพ แสดงว่าจำเลยที่ 4 ก็ร่วมขัดขวางขบวนเสด็จฯ ด้วย

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ข้อกล่าวอ้างของจำเลยทั้งหมดฟังไม่ขึ้น จึงไม่เห็นพ้องด้วยที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เชื่อได้ว่าจำเลยทั้ง 5 ทราบว่าเป็นขบวนเสด็จของสมเด็จพระราชินี ทั้ง 5 มีพฤติการณ์ขัดขวางขบวนเสด็จ การกระทำความผิดสำเร็จแล้วแต่ไม่บรรลุผลเพราะขบวนเสด็จเคลื่อนผ่านไปได้ จึงเป็นการพยายาม และกลุ่มผู้ชุมนุมมั่วสุมกันมากกว่า 10 คน โดยมีจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สั่งการให้กีดขวางการจราจร

ศาลอุทธรณ์จึงมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งหมดมีความผิดในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 ประกอบมาตรา 80 มาตรา 215 มาตรา 385 และกีดขวางทางจราจร โดยฐานกีดขวางทางจราจรให้ปรับทางพินัย

เห็นว่าการกระทำของทั้ง 5 ผิดกฎหมายหลายบท จึงลงโทษบทที่หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 จำคุกคนละ 16 ปี ส่วนเอกชัยเพิ่มโทษตามคำขออัยการโจทก์ 1 ปี 3 เดือน รวมจำคุกเอกชัย 21 ปี 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ

ลงชื่อองค์คณะผู้พิพากษาในชั้นอุทธรณ์ ได้แก่ รังสิชัย บรรณกิจวิจารณ์, ทิวิบูลย์ ปราการพิลาศ และ วีรพงษ์ ศิริกานต์นนท์

หลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ศาลอาญามีคำสั่งส่งคำร้องประกันตัวให้ศาลฎีกาวินิจฉัย โดยทั้ง 5 คนต้องถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อมาในวันที่ 8 กันยายน 2568 นายประกันได้รับแจ้งคำสั่งของศาลฎีกา ซึ่งมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ลงวันที่ 6 กันยายน 2568 ระบุเนื้อหาว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับศาลอุทธรณ์ พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ให้จำคุกและเพิ่มโทษ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 21 ปี 4 เดือน และลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีกำหนดคนละ 16 ปี หากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยอาจจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยทั้ง 5 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง”

ลำดับเหตุการณ์ เกิดอะไรขึ้น ก่อน-หลัง การชุมนุมในวันที่ 14 ตุลาคม 2563

8 ตุลาคม 2563 แนวร่วมกลุ่มนักศึกษาและประชาชนกว่า 30 องค์กรที่รวมตัวโดยใช้ชื่อว่า "คณะราษฎร 2563" แถลงข่าวประกาศแผนชุมนุมใหญ่ในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 เวลา 14.00 น. ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อกดดันรัฐบาลและรัฐสภา ให้ทำตามข้อเรียกร้อง 3 ข้อของกลุ่มผู้ชุมนุม ได้แก่ 1. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และองคาพยพ ลาออก 2. รัฐสภาต้องเปิดประชุมวิสามัญทันทีเพื่อรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และ 3. ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งทางผู้จัดชุมนุมได้แจ้งจัดชุมนุมกับทางตำรวจและมีการรับทราบว่าจะมีการชุมนุมเรียบร้อยแล้ว

9 ตุลาคม 2563 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่หมายกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2563 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันเสาร์ที่ 10 ถึงวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2563 โดยในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 มีทั้งหมด 2 กำหนดการได้แก่ กำหนดการแรก พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ แทนพระองค์ไปถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดราชโอรสารามและวัดอรุณราชวราราม และกำหนดการที่ 2 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ แทนพระองค์ไปทรงร่วมพระราชพิธี ณ วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร ทั้งนี้ ในหมายกำหนดการไม่ได้ระบุเส้นทางการเสด็จพระราชดำเนินของทั้ง 2 พระองค์

13 ตุลาคม 2563 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิตได้รับหมายกำหนดการขบวนเสด็จของพระราชินีมาจากกองบัญชาการตำรวจราชองครักษ์ และออกแผนรองรับขบวนเสด็จ ซึ่งอยู่ในคำสั่ง สน.ดุสิต ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2563

จากคำเบิกความของ พ.ต.ท.พิทักษ์ ลาดล่าย ตำรวจ สน.ดุสิต ซึ่งเป็นผู้กล่าวหาในคดีขัดขวางขบวนเสด็จ เบิกความว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับหมายกำหนดการมาก่อนล่วงหน้า โดยหมายขบวนเสด็จของพระราชินีมาจากกองบัญชาการตำรวจราชองครักษ์ ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2563 ซึ่งระบุเส้นทางเสด็จไว้ว่าสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินีและสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ จะเสด็จไปวัดราชโอรสารามและวัดอรุณราชวราราม โดยออกจากพระราชวังสวนอัมพร ผ่านลานพระราชวังดุสิต ออกถนนพิษณุโลก เพื่อไปขึ้นทางด่วนยมราช

14 ตุลาคม 2563 กลุ่มคณะราษฎร 2563 จัดการชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ผู้ชุมนุมเริ่มเข้าพื้นที่ตั้งแต่เวลา 7.00 น. โดยมี อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน ขึ้นปราศรัยในเวลาประมาณ 8.30 น. ระหว่างที่ผู้ชุมนุมปักหลักอยู่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีขบวนเสด็จ 2 ขบวนโดยไม่ทราบว่าเป็นขบวนเสด็จของใครเคลื่อนผ่านหน้าสหประชาชาติในเวลาประมาณ 9.00 น. และ 12.30 น. และเริ่มเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปยังทำเนียบรัฐบาลในเวลาประมาณ 14.30 น.

ในขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมหลักเดินทางมาถึงบริเวณแยกนางเลิ้ง และแกนนำอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อขอให้เปิดทางไปทำเนียบรัฐบาลในเวลาประมาณ 17.00 น. ผู้ชุมนุมบางส่วนล่วงหน้าไปรอกลุ่มผู้ชุมนุมหลักที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ถนนพิษณุโลก ต่อมาเวลาประมาณ 17.30 น. ขบวนรถยนต์พระที่นั่งของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินีและสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ เข้ามาในพื้นที่การชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า มีเพียงแถวเจ้าหน้าที่ตำรวจที่วิ่งขนาบรถพระที่นั่งเพื่อถวายอารักขา ขบวนรถพระที่นั่งเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ และมีผู้ชุมนุมบางคนชูสัญลักษณ์สามนิ้ว โดยไม่มีรายงานการขว้างปาสิ่งของ หรือมีบุคคลใดเข้าไปขัดขวางให้ขบวนเสด็จต้องหยุด

ทั้งนี้ จากบันทึกสืบพยาน พยานโจทก์ปากที่ 2 พ.ต.อ.วิวัฒนชัย บุญญานุพงศ์ ผู้กำกับการ สน.ดุสิต ระบุว่า วันเกิดเหตุ มีขบวนเสด็จผ่านพื้นที่บริเวณใกล้เคียงหลายขบวนในวันเดียวกัน จากรายงานที่พยานจัดทำส่งผู้บังคับบัญชาระบุว่า พื้นที่ สน.ดุสิต อยู่ในเส้นทางเสด็จของพระองค์ภาฯ หมายความว่า ตามเดิมแล้ว พระองค์ภาฯ ต้องเสด็จผ่านถนนพิษณุโลกเช่นกัน แต่เมื่อใกล้เวลาเสด็จ ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนเส้นทางไปใช้เส้นทางสำรอง เช่นเดียวกับขบวนเสด็จของสมเด็จพระเทพฯ ที่เปลี่ยนจากเส้นทางถนนพิษณุโลกไปใช้เส้นทางถนนสวรรคโลกแทน

พยานเบิกความว่า การเปลี่ยนแปลงเส้นทางขบวนเสด็จเป็นเรื่องของราชองครักษ์ และการเสด็จทุกครั้งจะใช้เส้นทางหลักเป็นสำคัญ เพราะเป็นเส้นทางที่กำหนดไว้แล้ว มักไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง ในวันเกิดเหตุ พยานไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดขบวนเสด็จของทั้งสององค์จึงเปลี่ยนเส้นทาง และไม่ทราบว่าทำไมขบวนเสด็จของพระราชินีไม่เปลี่ยนเส้นทาง แม้ในรายงานดังกล่าวจะมีข้อความที่รองผู้กำกับ สน.ดุสิต รายงานแจ้งว่า เส้นทางถนนพิษณุโลกไม่สามารถใช้เป็นเส้นทางเสด็จได้ ซึ่งต่อมาไม่นาน รองผู้กำกับ สน.ดุสิต ทั้งลำดับ 1 และ 2 ก็รายงานเข้าไปอีกครั้งว่าไม่สามารถใช้เป็นเส้นทางเสด็จได้ แต่ท้ายที่สุดขบวนเสด็จของพระราชินีก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางแต่อย่างใด

15 ตุลาคม 2563 เวลา 04:00 น. รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพฯ โดยเนื้อหาตอนหนึ่งของประกาศระบุว่า ผู้ชุมนุม "มีการกระทำที่กระทบต่อขบวนเสด็จพระราชดำเนิน มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล อันมิใช่การชุมนุมโดยสงบที่ได้รับการรับรอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย"

16 ตุลาคม 2563 ตำรวจแสดงหมายจับเข้าจับกุมเอกชัยในคดี ม.110 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่บุญเกื้อหนุนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ดุสิต ต่อมาบุญเกื้อหนุนได้รับการประกันตัววันที่ 17 ตุลาคม 2563

ส่วนสุรนาถถูกออกหมายจับและเข้ามอบตัวเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2563 ต่อมาในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 เอกชัยและสุรนาถได้รับการประกันตัวหลังพนักงานสอบสวนนำตัวไปขออนุญาตศาลฝากขัง

31 มีนาคม 2564 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้ง 5 ใน 4 ข้อกล่าวหา ได้แก่ ข้อหาประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 ข้อหามั่วสุมกันโดยใช้กำลังประทุษร้ายทำให้เกิดการวุ่นวายในบ้านเมืองฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 กีดขวางทางสาธารณะ และกีดขวางการจราจร

28 มิถุนายน 2566 ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา โดยเห็นว่าเหตุการณ์เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนของทุกฝ่าย เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนก็เพิ่งทราบเรื่องขบวนเสด็จฯ เมื่อใกล้ถึงที่เกิดเหตุ และเมื่อผู้ชุมนุมทราบว่าเป็นขบวนเสด็จฯ ก็ได้ล่าถอยไปและขบวนเสด็จก็ผ่านไปได้

5 กันยายน 2568 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษากลับ เห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง โดยลงโทษจำคุกสูงถึงคนละ 16 ปี ส่วนเอกชัย หงส์กังวาน ถูกเพิ่มโทษตามคำขออัยการโจทก์อีก 1 ปี 3 เดือน รวมจำคุกเอกชัย 21 ปี 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ แต่การต่อสู้คดีในชั้นฎีกา ทั้งหมดยังไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวแต่อย่างใด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...