ดู “พระยาช้างตกมัน” กิจกรรมชาวบ้านย่านพระนครยุค ร.7 สนุกสนานประหนึ่งชมกีฬา
เป็นที่ทราบกันดีว่าช่วงช้างตกมันคือสถานการณ์ที่มนุษย์ไม่ควรเข้าไปรุ่มร่าม แต่ชาวบ้านย่านท่าช้างในอดีตกลับเห็น “พระยาช้างตกมัน”เป็นสิ่งบันเทิงอย่างหนึ่ง ถึงขั้นติดตามดูว่าช้างนั้นจะไปก่อความวินาศสันตะโรอะไรบ้าง !?
เรื่องนี้หม่อมเจ้าหญิงดวงจิตร จิตรพงศ์ ทรงเล่าไว้ในหนังสือ “อาม”ระบุว่า เมื่อครั้งวังท่าพระเป็นวังที่ประทับสมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ถึง รัชกาลที่ 7 ช่วงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ชาวบ้านร้านตลาดบริเวณท่าช้างและวังท่าพระซึ่งอยู่ติดกัน มักมีโอกาสได้ชมพระยาช้างตกมันเป็นเรื่องราวสนุกสนานกันอยู่หลายครั้ง ดังว่า
“ชาวท่าช้างมีโอกาสได้ดูกีฬาที่สนุกตื่นเต้นอีกอย่างหนึ่ง คือ ดูพระเศวตตกมัน”
พระเศวตในที่นี้คือ “พระยาช้าง” หรือช้างสำคัญ (ช้างเผือก) คู่พระบารมีพระมหากษัตริย์ โดย “พระเศวต”ที่หม่อมเจ้าหญิงดวงจิตรทรงเอ่ยถึงคือ “พระเศวตรุจิราภาพรรณ”ช้างสำคัญในรัชกาลที่ 5 ซึ่งอยู่มาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 7 เป็นช้างพลายเผือกเอก ลูกเถื่อน (ลูกช้างป่า) คล้องได้ที่แขวงระแด เจ้ายุติธรรมธร เจ้านครจำปาศักดิ์นำถวาย และสมโภชขึ้นระวางเมื่อ พ.ศ. 2428
ทรงเล่าถึงช้างสำคัญช้างนี้ว่า “พระเศวตรุจิราภาพรรณ แกเป็นเพื่อนเล่นของชาวท่าช้างทุกคน เวลาที่อารมณ์ดีเมื่อมีคนเตรียมกล้วย อ้อย มะพร้าวอ่อนไว้ให้เวลาออกมาอาบน้ำ แกจะยกงวงขึ้นรับของจากมือคนโดยเรียบร้อย แต่บางทีถูกพรายกระซิบก็ตั้งตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ยื่นงวงไปล้วงหยิบขวดเหล้าในร้านไปกำนัลควาญเอาดื้อ ๆ เจ้าของก็เพียงแต่โมโหแกมเอ็นดูไม่ถือสาอะไร
แต่ถึงเวลาที่ตกมันก็หงุดหงิด ทำอะไรแผลง ๆ ต่าง ๆ ผู้คนแตกตื่นห้อมล้อมดูกันสนุกสนาน”
โดยทั่วไปไม่ว่าช้างพลายหรือช้างพัง เมื่อเจริญวัยจนร่างกายสมบูรณ์และพร้อมผสมพันธ์ุสามารถตกมันได้ทั้งสิ้น อายุในเกณฑ์ตกมันจะอยู่ระหว่าง 20-40 ปี เมื่อตกมันครั้งแรกแล้วจากนั้นก็จะตกมันทุกปี ปีละครั้ง ส่วนช้างที่ไม่ตกมันคือช้างอ่อนแอหรือเป็นโรค
อาการตกมันของช้างสังเกตได้ไม่ยาก คือมีอาการซึม และบางครั้งก็เกเร ดุร้าย ทำร้ายช้างอื่นหรือแม้กระทั่งคนเลี้ยง ต่อมน้ำมันที่ขมับทั้งสองข้างจะบวม และมีน้ำมันกลิ่นเหม็นรุนแรงไหลออกมา อาการดังกล่าวจะเป็นอยู่ราว 2-3 สัปดาห์แล้วค่อย ๆ หายไป
สำหรับเหตุการณ์ ดูพระเศวตตกมันที่หม่อมเจ้าหญิงดวงจิตรทรงเล่าประทานไว้ ดังนี้
“วันไหนพระเศวตตกมันพอออกจากประตูวิเศษไชยศรี ก็มีเสียงตะโกนบอกต่อ ๆ กันว่า ‘พระเศวตตกมัน’ พวกแม่ค้าต้องรีบเก็บกระจาดหมด แอบไปเสียให้พ้นหูพ้นตา มิฉะนั้นแกก็รี่มาคว้าไปโยนไปขยี้หมด รถรางแล่นมาดี ๆ แกก็เกิดหมั่นไส้ขึ้นมาว่าทำไมถึงจะต้องแล่นในราง ก็จัดแจงเข็นออกมาเสีย เจ๊กลากรถมาท่าทางเก้กังไม่ถูกใจก็แย่งรถเจ็กมาลากเสียเอง พอเบื่อแล้วก็ยกไปโยนทิ้ง
พวกนักดูอยู่ถึงไหน ๆ พอรู้ข่าวก็พากันมา ที่เป็นนักกีฬาเก่งกล้าก็วิ่งตามดูกันเกรียวกราว เล่นเอาเถิดกับพระเศวต พร้อมทั้งตั้งตัวเป็นโฆษกไปด้วย พระเศวตกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหนประกาศรู้กันหมด พวกที่ไม่ชอบผจญภัยก็ตีตั๋วดูบนกำแพง บนต้นไม้ บางทีจนสายก็เอาเข้าโรงไม่ได้ยังวิ่งเล่นไล่คนอยู่แถวท้องสนามหลวง ร้อนจนถึงรถดับเพลิงต้องมาช่วยจัดการ
พอได้ช่องตอนแกเผลอ ๆ หันหน้าไปทางประตูวิเศษไชยศรี ก็ฉีดน้ำเข้าที่แถว ๆ หาง แกก็ตกใจวิ่งหนีเข้าโรงไปเอง”
วันที่พระเศวตรุจิราภาพรรณล้ม (ตาย) จึงเป็นเรื่องเศร้าสำหรับชาวท่าช้าง หม่อมเจ้าหญิงดวงจิตรทรงบันทึกว่า ค่ำวันนั้นทหารรักษาวังนับร้อยต้องลากตะเฆ่ (เครื่องลากเข็นของหนัก) ใส่พระเศวตฯ ออกจากประตูวิเศษไชยศรีไปทางท่าช้าง “สองข้างทางประชาชนย่านท่าช้างทุกคน รวมทั้งที่มาจากที่อื่นพากันมาคอยส่งยืนเงียบกริบ น้ำตาไหลด้วยแสนจะอาลัยแก…”
อ่านเพิ่มเติม :
- ช้าง-สินค้าส่งออก สมัยกรุงศรีอยุธยา
- “สุสานช้างหลวง” นิวาสสถานสุดท้ายของพระยาช้างสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งอยู่ที่ไหน?
- “ช้างพระเศวตฯ” ช้างเผือกคู่พระบารมีเพียงหนึ่งเดียว ล้มหลังรัชกาลที่ 7 สวรรคตได้ไม่นาน
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา, ดร. (2528). วังท่าพระ กรมช่างสิปป์หมู่ และเรื่องพิศดารอื่น ๆ. กรุงเทพฯ : หจก. ป.สัมพันธ์พาณิชย์. ที่ระลึกงานฌาปนกิจศพ หม่อมราชวงศ์หญิงทวีลาภา ปูรณะสุคนธ (ชุมสาย) พ.ศ. 2528.
สุทธิลักษณ์ อำพันวงศ์. (2537). ช้างไทย.พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 กันยายน 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดู “พระยาช้างตกมัน” กิจกรรมชาวบ้านย่านพระนครยุค ร.7 สนุกสนานประหนึ่งชมกีฬา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com