โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

'เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์' ขยับร่วมทุน 'เถ้าแก่น้อย' ลุยตลาดป๊อปคอร์น

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 10 ส.ค. 2568 เวลา 00.21 น. • เผยแพร่ 10 ส.ค. 2568 เวลา 07.21 น.

ปี 2567 เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกีด(มหาชน) ทำรายได้รวม 7767 ล้นาบาท ธุรกิจโรงภาพยนตร์ทำเงินสูงสุด 79% ที่เหลือเป็นธุรกิจโฆษณา โบว์ลิ่งและคาราโอเกะ ให้เช่าพื้นที่และบริการ รวมถึงธุรกิจสื่อภาพยนตร์

หลายปีที่ผ่านมาธุรกิจที่มีศักยภาพสร้างการเติบโตจนบริษัทต้องเดินเกมรุก คือการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม(Concession)บริเวณหน้าโรงหนังและ “ป๊อปคอร์น” กลายเป็นอีกโปรดักท์แชมป์เปียน

ทำให้ที่ผ่านมา เมเจอร์ฯ ผนึกพันธมิตรขนมขบเคี้ยว(สแน็ค)หมวดสาหร่ายเบอร์ 1 อย่าง “เถ้าแก่น้อย” ด้วยการที่เมเจอร์ฯ เข้าไปถือหุ้นสัดส่วน 10% ในเถ้าแก่น้อย สะท้อนการเอาจริงรุกตลาดสแน็กป๊อปคอร์น ต่อยอดที่บริษัทสร้างแบรนด์ “ป๊อปสตาร์” เจาะช่องทางใหม่ๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ

ล่าสุด เมเจอร์ฯขยับขยายความร่วมมือสู่การ “ร่วมทุน” กับเถ้าแก่น้อยด้วยการตั้ง บริษัท ทีเคเอ็น แอนด์ เมเจอร์ ป๊อบคอร์น จำกัด ภายใต้ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท ซึ่งบริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้งจำกัด(มหาชน) ถือหุ้นสัดส่วน 51% และบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ปจำกัด(มหาชน) ถือหุ้นสัดส่วน 49% ซึ่งบริษัทร่วมทุนดังกล่าวจะผลิต จัดซื้อ และจัดจำหน่ายสินค้าประเภทข่าวโพดคั่วแบบซองพร้อมรับประทานหรือป๊อปคอร์น ทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ปี 2567 รายได้ของ Consessio nหน้าโรงหนังมีสัดส่วนถึง 26% ซึ่งรายได้หลักมาจาก “ป๊อปคอร์น” และเครื่องดื่มอัดลมที่เสิร์ฟในภาชนะดึงดูดลูกค้า โดยเฉพาะออกแบบอิงกับหนังเรื่องโปรดที่เข้าโรงในแต่ละเดือน มีเมนูขายดีเป็นพระเอก เมเจอร์ฯ ยังเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า ด้วยการเสิร์ฟแซนวิช ฮอทดอก สแน็กอื่นๆ เช่น มันฝรั่งแผนกรอบ สาหร่ายอบกรอบ ลูกอม เพิ่มด้วย

ส่วนเกมรุก “ป๊อปคอร์น” ขายดีหน้าโรงหนังแล้วบริษัทต่อยอดสู่โมเดลใหม่อย่างการเปิด Kiosk ในพื้นที่ห้างค้าปลีกต่างๆ ซึ่งผลตอบรับดีสร้างยอดขายสัดส่วน 20% จากป๊อปคอร์นทั้งหมด และยังขายผ่านร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น

ย้อนช่วงเมเจอร์ฯถือหุ้น10%ในเถ้าแก่น้อยฯ “วิชา พูลวรลักษณ์” แม่ทัพใหญ่แห่งเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป เคยให้สัมภาษณ์กรุงเทพธุรกิจว่า การลงทุนดังกล่าวช่วย “ติดอาวุธ” ให้กับเมเจอร์ฯในการขยายและขายป๊อปคอร์นไปสู่ตลาดในและต่างประเทศเพราะ “เถ้าแก่น้อย” มีตลาดสแน็กในจีน รวมถึงการเข้าไปลงทุนมีฐานผลิตที่สหรัฐฯ สามารถ “ต่อจิ๊กซอว์” สแน็กไทยไปปักหมุดตลาดโลกได้มากขึ้น

ย้อนดูตลาดสแน็คในประเทศไทยมูลค่ารวมกว่า 4.4หมื่นล้านบาท โดยหมวดใหญ่ยังเป็นมันฝรั่งทอดกรอบ ขนมขึ้นรูป สาหร่าย ถั่ว ฯ ขณะที่ “ป๊อปคอร์น” กลับมีแบรนด์ปักหมุดไม่มากที่คุ้นชื่อมี “โตโร”(TORO) ทำให้ “เมเจอร์ฯ” ที่ลงสนามป๊อปคอร์นเต็มตัวมองโอกาสทำเงินก้อนโตถึงขั้นอยากให้“แซงโรงภาพยนตร์”ด้วย

อย่างไรก็ตามการลงสนามสแน็กด้วย “ป๊อปคอร์น” ในตลาดค้าปลีกเมเจอร์ฯ ได้เรียนรู้หลายอย่างทั้งการพัฒนารสชาติให้ตอบโจทย์ผู้บริโภครวมถึงการ “ตั้งราคาขาย” ที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายยอมควักเงินซื้อมีการประเดิมขายสินค้า 40 กรัม ราคา 35 บาท ภายหลังปรับเป็น 35 กรัม เพื่อขาย 28 บาท หา Magic Price ตัวเลขมหัศจรรย์เพื่อให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย

หลังการร่วมทุนต้องตามดูหมากรบ “เมเจอร์-เถ้าแก่น้อย” จะพาป๊อปคอร์นสัญชาติไทยไปได้ไกลและเติบโตมากเพียงใด

สำหรับภาพรวมผลประกอบการเมเจอร์ฯ ไตรมาส 2 สร้างรายได้รวม 1,940 ล้านบาท ลดลง 5% ส่วนกำไรสุทธิ 124 ล้านบาท ลดลง 46% เหตุผลเพราะไตรมาส 2 ปี 2567 มีหนังไทยทำเงินอู้ฟู่ เช่น หลานม่า อนงค์ เทียบกับปีนี้ที่ลดลง ส่วน “รายได้ป๊อปคอร์น” ก็อยู่ในภาวะ “ลดลง” ตามไปด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...