โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ในไทยที่เกิดจากสนธิสัญญากับฝรั่ง ใช้เวลาถึง 68 ปี จึงสิ้นสุด

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 27 ส.ค. 2568 เวลา 05.19 น. • เผยแพร่ 26 ส.ค. 2568 เวลา 09.42 น.
เซอร์ จอห์น เบาว์ริง ผู้มีส่วนสำคัญในการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ฉากหลังเป็นภาพวัดปทุมวนาราม ในสมัยรัชกาลที่ 4 (ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุ)

“สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” เกิดจากการที่อังกฤษต้องการจะมีอภิสิทธิ์พิเศษเรื่อง “สถานะ” สำหรับพ่อค้าอังกฤษในประเทศจีน โดยอ้างว่ารัฐบาลจีนกีดกันสิทธิเสรีภาพและสถานะของชาวตะวันตก ทำให้พวกเขาถูกกดขี่ข่มเหง ทั้งยังเจรจากับรัฐบาลจีนเรื่องที่ดิน “เขตสัมปทาน”

นั่นคือต้นทางของ “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต”

ไฟไหม้ฟาง

ในเขตสัมปทานดังกล่าว กงสุลอังกฤษคือผู้มีอำนาจเต็มในการว่าราชการ, มีอำนาจออกโฉนดขายหรือให้เช่าแก่คนของตน, เป็นผู้พิพากษาตุลาการชำระคดีข้อพิพาทต่างๆ ฯลฯ ขณะที่รัฐบาลจีน, กฎหมายจีน ไม่มีอำนาจใดๆ ในพื้นที่นั้น

เมื่อได้สิทธินอกอาณาเขตจากจีนแล้ว อังกฤษก็เริ่มเรียกร้องจากรัฐบาลประเทศอื่นๆ

พ.ศ. 2398 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงตระหนักว่า ไม่ช้าอังกฤษก็คงจะเข้ามาขอทำสนธิสัญญากับสยามเช่นกัน จึงทรงเป็นฝ่ายเชื้อเชิญให้เซอร์จอห์น เบาริ่ง ข้าหลวงใหญ่อังกฤษ ณ ฮ่องกง เข้ามาเจรจาทำสัญญากัน ด้วยทรงเชื่อว่าจะดีกว่าถูกบังคับขู่เข็ญในภายหลัง

หากอังกฤษเห็นว่า กิจการศาลของไทยและกฎหมายของไทยที่ใช้อยู่ในสมัยนั้นล้าหลังและทารุณ เช่น ในการพิพากษาคดี ถ้าต้องพิสูจน์ความผิดแล้ว ต้องกลืนตะกั่ว, ลุยไฟ ฯลฯ ขณะที่การพิพากษาลงโทษก็รุนแรงไม่แพ้กัน เช่น ถ้าหญิงมีความผิดฐานเป็นชู้ให้โกนศีรษะ, เอาขึ้นขาหยั่งประจานตระเวนรอบตลาด ฯลฯ

นั่นทำให้สุดท้ายไทยก็ปฏิเสธไม่ได้

สิทธิสภาพนอกอาณาเขต

เมื่อไทยกับอังกฤษลงนามในสนธิสัญญาเบาริ่ง ในมาตราที่ 2 ของสนธิสัญญาดังกล่าวเขียนว่า

ถ้าคนอยู่ในบังคับอังกฤษจะเกิดวิวาทกันขึ้นกับคนอยู่ในบังคับไทย กงสุลกับเจ้าหน้างานฝ่ายไทยจะปฤกษาชำระตัดสิน คนอยู่ในบังคับอังกฤษทำผิด กงสุลจะทำโทษตามกฎหมายอังกฤษ คนอยู่ในบังคับไทยทำผิด ไทยจะทำโทษตามกฎหมายเมืองไทย ถ้าคนอยู่ในใต้บังคับไทยเป็นความกันเอง กงสุลไม่เอาเป็นธุระ คนอยู่ใต้บังคับอังกฤษเป็นความกันเอง ไทยไม่เอาเป็นธุระ

หากคำว่า “คนในบังคับอังกฤษ” ไทยหมายถึงคนอังกฤษ ซึ่งเกิดในประเทศอังกฤษ แต่อังกฤษ (รวมถึงฝรั่งเศสในเวลาต่อมา) ยืนยันว่า หมายถึงชาวเอเชียที่มาจากดินแดนอาณานิคม และรัฐในอารักขาที่อยู่ในบังคับด้วย เช่น อินเดีย, พม่า, ฮ่องกง ฯลฯ

ในขณะเดียวกัน ยังขยายสิทธิดังกล่าวไปยังลูกจ้างของตน และครอบครัวเครือญาติของลูกจ้างด้วย โดยไม่คำนึงถึงว่าจะเป็นคนไทยโดยกำเนิดหรือไม่ ทำให้มีคนไทยและคนจีนในเมืองไทยนิยมไปจดทะเบียนที่สถานกงสุล เป็น “คนในบังคับ” ต่างชาติมากขึ้น เพื่อจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องรับราชการทหาร, ไม่ต้องถูกลงโทษตามกฎหมายไทยเมื่อกระทำผิด ฯลฯ

ความพยายาม

ย้อนไป พ.ศ. 2397 หลังจากที่อังกฤษรบชนะพม่าเป็นครั้งที่ 2 ชาวอังกฤษและกิจการอังกฤษ เช่น บริษัทบริติชบอร์เนียว, บริษัทบอมเบย์เบอร์มา ฯลฯ เข้ามาดำเนินกิจการป่าไม้สักในภาคเหนือของไทย บริเวณเชียงใหม่, ลำปาง ฯลฯ ได้นำลูกจ้างชาวพม่า, กะเหรี่ยง และชาวพื้นเมืองอื่นๆ เข้ามาเป็นแรงงานมากขึ้น และถือว่าเป็นคนในบังคับอังกฤษ จนเกิดปัญหาโจรผู้ร้ายและปัญหากรณีพิพาทต่างๆ ระหว่างคนในบังคับอังกฤษกับเจ้าหลวงเชียงใหม่

กรณีพิพาทที่เกิดขึ้นในภาคเหนือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องหาทางกำจัดสิทธิดังกล่าวของชาวต่างชาติในประเทศ ขณะที่อังกฤษเองก็เกิดความห่วงใยในความปลอดภัยของคนในบังคับอังกฤษในภาคเหนือ

ประเด็นเหล่านี้นำไปสู่การลงนามร่วมกันของไทย-อังกฤษ ในสนธิสัญญาเชียงใหม่ (14 มกราคม 2417) โดยมาตราที่ 2 ของสนธิสัญญาเชียงใหม่ฉบับนี้ระบุว่า “…ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดมีหนังสือเดินทางตามสัญญาข้อ 4 ฤาไม่มีหนังสือเดินทางเป็นโจร ผู้ร้ายในเขตรแดนอังกฤษ เขตรแดนสยาม ถ้าจับตัวผู้ร้ายได้ไม่ต้องถามว่าเป็นคนชาติของผู้ใด ต้องชำระตัดสินทำโทษตามกฎหมายบ้านเมืองนั้น…”

ถือเป็นครั้งแรกที่อังกฤษยอมให้คนในบังคับของตน ซึ่งเข้ามาอยู่ในเชียงใหม่, ลำพูน และลำปาง ขึ้นศาลไทยเมื่อกระทำความผิดฐานปล้นสะดม ไม่ว่าผู้กระทำความผิดฐานปล้นสะดมจะมีหนังสือเดินทางหรือไม่ก็ตาม

ต่อมารัฐบาลอังกฤษและไทยได้ลงนามใน “สัญญาว่าด้วยการจดบาญชีคนในบังคับอังกฤษในกรุงสยาม” ที่กรุงเทพฯ (27 พฤศจิกายน 2442) เพื่อจำกัดสิทธิของชาวเอเชียที่เป็นคนในบังคับของอังกฤษ ตั้งแต่ พ.ศ. 2442 เป็นต้นไป ว่า สำหรับคนในบังคับซึ่งเป็นชาวเอเชียนั้น ลูกเท่านั้นจึงจะมีสิทธิลงทะเบียนเป็นคนในบังคับได้ รุ่นหลานต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย

68 ปีที่รอคอย

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติ (พ.ศ. 2461) ไทยที่อยู่ฝ่ายสัมพันธมิตร (คืออังกฤษ-ฝรั่งเศส-อเมริกา) ทำให้ดูเหมือนว่าชาติตะวันตกเริ่มมีท่าทีผ่อนปรนความได้เปรียบที่มีต่อไทยก่อนหน้านั้น นำสู่การเจรจาโดยเริ่มที่สหรัฐอเมริกาเป็นชาติแรก ประสบความสำเร็จจนเกิดการลงนามในสนธิสัญญาไทย-สหรัฐอเมริกา (16 ธันวาคม 2463) ทำให้สิทธิดังกล่าวของคนอเมริกันและคนในบังคับของอเมริกาสิ้นสุดลง กลายเป็นแนวทางให้ประเทศอื่นๆ

แต่การเจรจากับประเทศอื่นต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ สิ้นพระชนม์ (มิถุนายน 2466) พระโอรสของพระองค์คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศแทน ทรงร่วมกับ ดร. ฟรานซิส บี. แซร์ ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ หาทางแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาค

รัฐบาลไทยเริ่มเปิดการเจรจาขอแก้ไขสนธิสัญญากับทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส พร้อมๆ กับที่เจรจากับสหรัฐอเมริกา แต่ประเทศทั้งสองต่างพยายามประวิงเวลาไว้ เพราะเสียดายผลประโยชน์ที่จะต้องสูญเสียไป

พ.ศ. 2466 ไทยส่ง ดร. แซร์ เป็นผู้แทนไปเจรจากับรัฐบาลประเทศต่างๆ ในยุโรป ในที่สุดฝรั่งเศสก็เป็นประเทศแรกในยุโรปที่ยินยอมลงนามในสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส ใน พ.ศ. 2467 ส่วนอังกฤษ มีการลงนามในสนธิสัญญาระหว่างไทยกับอังกฤษ ใน พ.ศ. 2468

ทำให้ไทยพ้นจากข้อผูกมัดด้านการศาลและการศุลกากรจากสนธิสัญญาไม่เสมอภาค ที่ไทยทำไว้กับประเทศต่างๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2398 ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ ดร. แซร์ เป็น “พระยากัลยาณไมตรี”

อันเป็นการยุติสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่เกิดจากสัญญาเบาริ่ง เมื่อ พ.ศ. 2398 อย่างเสร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2466 หลังจาที่รอมานานถึง 68 ปี

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ไกรฤกษ์ นานา “ ‘สิทธิสภาพนอกอาณาเขต’ ตราบาปสนธิสัญญาเบาริ่ง สิ้นสุดลงเมื่อใด?” ใน, ศิลปวัฒนธรรม กันยายน 2566.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 สิงหาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ในไทยที่เกิดจากสนธิสัญญากับฝรั่ง ใช้เวลาถึง 68 ปี จึงสิ้นสุด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...