ตลาด Long Stay ลักชัวรีบูม La Clef Bangkok อัตราเช่าพุ่ง 30% ชี้ช่องว่างตลาดเหนือคอนโดเช่า
ตลาดที่พักระยะยาว (Long Stay) ระดับอัลตราลักชัวรีในกรุงเทพฯ ขยายตัวต่อเนื่องจากดีมานด์หลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ (Expatriates) และคนทำงานอิสระ (Digital Nomads) ที่มองหาที่พักพร้อมบริการครบวงจรในทำเลทองหล่อ ส่งผลให้โครงการใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะนี้ทำผลงานได้ดี
ทั้งนี้ตลาดที่พักระยะยาว (Long Stay) ในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่หลากหลายของกลุ่มลูกค้าที่ไม่ใช่เพื่อการท่องเที่ยวระยะสั้น แต่เพื่อการอยู่อาศัย ทำงาน และลงทุนในประเทศไทย ลูกค้ากลุ่มหลักประกอบด้วย:
- Digital Nomads และ Freelancers: ที่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นในการทำงานและพื้นที่ส่วนตัว
- Expatriates และครอบครัว: ที่ย้ายถิ่นฐานเพื่อการทำงาน การศึกษา หรือการรักษาพยาบาล (Wellness)
- กลุ่มเกษียณอายุ: ที่ต้องการย้ายมาใช้ชีวิตระยะยาวในประเทศไทย
กลุ่มเหล่านี้ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ห้องพัก แต่ต้องการ "บ้าน" ที่มาพร้อมมาตรฐานความหรูหราและการบริการระดับพรีเมียม ซึ่งแตกต่างจากประสบการณ์โรงแรมทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านที่มีดีมานด์สูงอย่างทองหล่อ ซึ่งเป็นจุดหมายหลักของทั้ง Digital Nomads และ Expatriates
“ตลาด Long Stay เป็นตลาดที่ค่อนข้างยั่งยืนและมีความผันผวนต่ำ เนื่องจากไม่ผูกติดกับ "วงจรการท่องเที่ยวทั่วไป" เช่น Low Season - High Season และได้รับผลกระทบจำกัดจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดนักท่องเที่ยวระยะสั้น เช่น การหายไปของนักท่องเที่ยวจีน”
สิ่งที่น่าสนใจคือตลาด Service Apartment ระดับ Ultra-Luxury ยังคงมีช่องว่าง เนื่องจากคู่แข่งหลักที่เป็น "คอนโดปล่อยเช่า" มักมีข้อจำกัดด้านสัญญาเช่าที่กำหนดระยะเวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไป ขณะที่ผู้ประกอบการ Service Apartment สามารถนำเสนอความยืดหยุ่นในการเข้าพักเริ่มต้นที่ 1 เดือน ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่ม Medium Stay (3-4 เดือน) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ล่าสุด La Clef Bangkok by The Crest Collection ซึ่งเป็นลักชัวรีเซอร์วิส เรสซิเดนซ์ มูลค่าลงทุน 5,000 ล้านบาทได้เปิดตัวบนทำเลทองหล่อ โดยเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างแรบบิท โฮลดิ้งส์ ในกลุ่มบีทีเอส กรุ๊ปฯ และอนันดาฯ โดยแบ่งส่วนการพัฒนาเป็น 2 ส่วนหลัก:
- เซอร์วิสเรสซิเดนซ์ (La Clef Bangkok): จำนวน 115 ยูนิต ตั้งอยู่บนชั้น 12 – 23 ขนาดห้องเริ่มต้น 38 ตารางเมตร ราคาเช่าต่อเดือนเริ่มต้นที่ 120,000 - 130,000 บาทต่อเดือน บริหารโดย The Ascott Limited
- คอนโดมิเนียมขายขาด (THE RESIDENCES 38): จำนวน 56 ห้อง ตั้งอยู่บนชั้น 24 – 36 รูปแบบห้องสตูดิโอ - เพนต์เฮ้าส์ ราคาขาย 22.9 - 246 ล้านบาทต่อยูนิต
นายแอนดรูว์ คอร์เนลิโอ ผู้จัดการทั่วไปของ La Clef Bangkok by The Crest Collection เปิดเผยว่า ตั้งแต่แรกเจ้าของโครงการตั้งใจทำเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ตั้งแต่ต้น โดยเลือกแบรนด์ที่ไม่เคยมีในประเทศไทยเข้ามาเปิดตลาด
“เจ้าของมองเห็นโอกาสในตลาดอัลตราลักชัวรีและลองสเตย์ ซึ่งเป็นตลาดที่ไม่เกี่ยวข้องกับ “วงจรการท่องเที่ยวทั่วไป” เช่น Low Season - High Season หรือการหายไปของตลาดนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งไม่ค่อยมีผลกระทบมากนักกับตลาดลองสเตย์ ซึ่งไม่ได้เข้ามาเพื่อเหตุผลในการท่องเที่ยว แต่เข้ามาเพื่อทำงาน อยู่ยาว หรือเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะฉะนั้นจึงเป็นตลาดที่ค่อนข้างยั่งยืน”
ทั้งนี้ La Clef Bangkok by The Crest Collectionเริ่มเปิดให้บริการกลางเดือนมิถุนายน 2568 และได้รับการตอบรับที่ดี ปัจจุบันมีอัตราการเช่าอยู่ที่ประมาณ 30% จากจำนวน 115 ห้อง ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้โดยสัดส่วนผู้เช่าหลักมาจาก “ชาวอเมริกัน” และ กลุ่มรอง: ชาวเอเชีย-อเมริกัน (จีนและเกาหลี), ญี่ปุ่น, ยุโรป และตะวันออกกลาง ส่วนใหญ่เป็นการเช่าแบบ Medium Stay (3-4 เดือน) โดยมีสัดส่วนสัญญาเช่าระยะยาว 1 ปี อยู่ที่ประมาณ 15%
“ถ้าเทียบกับโรงแรมที่อยู่ในระดับเดียวกันราคาของเราจะถูกกว่า เช่น โรงแรมระดับ 5-6 ดาวราคาที่พักต่อคืนอยู่ที่ราว ๆ 8,000 - 10,000 บาท หรือราว ๆ 300,000 บาทต่อ 30 วัน ของเราแพงที่สุดอยู่ที่ประมาณ 220,000 บาทต่อเดือน เมื่อหารออกมาก็อยู่ที่ราว ๆ วันละ 7,000 บาท ราคาเริ่มต้นปกติตอนนี้โปรโมชันอยู่ที่ 115,000 บาท หรือราว ๆ 3,500 บาทต่อวัน ซึ่งสำหรับชาวต่างชาติที่เคยอยู่โรงแรมก็เป็นทางเลือก (Option) ที่ดีกว่าและมีคุณค่า (Value) มากกว่า”
ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่าจุดสำคัญคือในละแวกทองหล่อยังไม่มี Service Apartment ที่อยู่ในกลุ่มอัลตราลักชัวรีเหมือน La Clef ซึ่งมีราคาสูงกว่า Service Apartment ระดับพรีเมียมหรือลักซัวรี่ในละแวกนี้ประมาณ 1.5-2 แสนบาท แต่ La Clefนำเสนอ (Offer) วัสดุ อุปกรณ์ของใช้ สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งภายในและภายนอกห้องเป็นของลักชัวรีหรือท็อปแบรนด์ระดับโลกทั้งหมด เช่น ก๊อกน้ำ Axor, ที่นอน Omaz ซึ่งลูกค้ายินดีจ่าย นอกจากนี้ลูกค้าส่วนใหญ่ยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อให้ได้ห้องใหญ่กว่า ปัจจุบันห้องไทป์1 ห้องนอนและ 2 ห้องนอนมีสัดส่วนการเช่าใกล้เคียงกัน
“ตั้งแต่ประมาณปี 1970 กว่า ๆ Ascott เป็นผู้ริเริ่มคอนเซ็ปต์Service Apartment เพราะเห็นความต้องการของตลาดที่ต้องการอยู่แบบอพาร์ตเมนต์ยาว ๆ แต่ต้องการบริการแบบโรงแรม ดังนั้นในเซกเมนต์ อัลตราลักชัวรี มาร์เก็ต (Ultra-Luxury Market) เราสามารถให้บริการแบบโรงแรม แต่ความสามารถในการรองรับ (Capacity) ในห้องเหมาะสำหรับอยู่ยาว
และอีกหนึ่งจุดแข็งคือ บัตเลอร์เซอร์วิส (Butler Service) ซึ่งเป็นผู้ช่วยในการจองบริการต่าง ๆ เช่น ห้องอาหาร ออนเซ็น ทัวร์ ร้านตัดเสื้อต่าง ๆ เพราะชาวต่างชาติอาจไม่คุ้นเคยกับประเทศไทย
หลังจากตลาดรู้จักกับ La Clef เราคาดว่าจะมีลูกค้าพัก Long Stay เป็นรายปีเพิ่มมากขึ้น เพราะโอกาสของเราคือคู่แข่งที่เป็น “คอนโดปล่อยเช่า” มักจะมีข้อจำกัดสัญญาเช่ามากกว่า 1 ปีขึ้นไป แต่เราสามารถเข้าพักได้ตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป แต่เพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ เราก็ตั้งเป้าว่าจะหาลูกค้าที่ Long Stay”
ทั้งนี้ La Clef Bangkok ตั้งเป้าหมายเพิ่มอัตราการเช่าเป็น 60% ภายในสิ้นปี 2569 โดยเน้นกลยุทธ์การทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อขยายฐานลูกค้า Long Stay ได้แก่
- การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ: กับสถานทูต, ศูนย์เวลเนส, โรงพยาบาล และสมาคมต่าง ๆ เพื่อประชาสัมพันธ์และเข้าถึงกลุ่ม Expatriates และผู้มารับบริการทางการแพทย์
- การใช้ช่องทางเอเจนซี: ทำงานกับเอเจนซีที่ช่วยในการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติ
- การใช้เครือข่าย Ascott: ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการจอง (Booking Network) ของ Ascott ทั่วโลก
สำหรับส่วนของคอนโดมิเนียมขายขาด (THE RESIDENCES 38) ปัจจุบันสามารถปิดการขายไปได้มาก โดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนที่ซื้อเพื่อปล่อยเช่า ซึ่งลูกค้าของทั้งสองส่วนสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกที่ใช้ร่วมกันในชั้น 10 ได้แก่ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส บาร์ และออนเซ็น