เศร้า สามี ล้มหมดสติ ห่างจากรพ.300ม. สายด่วนบอกรถไม่พร้อม ก่อนดับ
ครอบครัวเศร้า สามี ล้มหมดสติ ลิ้นจุกปาก ห่างจากโรงพยาบาล 300 เมตร โทรแจ้งสายด่วน บอก รถไม่พร้อม รอ 30 นาที ก่อนสิ้นใจสลด อึ้งซ้ำ หลังฟังคำชี้แจง จี้ ตอบ3ข้อ
วันที่ 17 ก.ย.2568 ที่วัดเจริญร่มเมือง ต.กะลาเส อ.สิเกา จ.ตรัง ซึ่งเป็นสถานที่จัดตั้งบำเพ็ญกุศลศพ นายเจริญ หรือ ลุงเริญ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 60 ปี อาชีพพนักงานดูแลโรงแรมแห่งหนึ่ง ภายหลังจากญาติให้ข้อมูลว่า ทีมแพทย์ลงความเห็นระบุว่า เสียชีวิตลงด้วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยงานบำเพ็ญกุศลจะมีกำหนดฌาปนกิจขึ้นในวันที่ 20 ก.ย.นี้
ซึ่งการเสียชีวิตลงของนายเจริญ สร้างความเคลือบแคลงใจและสงสัยให้กับภรรยา บุตร ญาติพี่น้อง รวมถึงคนสนิท ถึงการปฏิบัติหน้าที่ของศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการนเรนทรตรัง (1669) และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จ.ตรัง รวมทั้งระบบการปฏิบัติในการรับแจ้งเหตุผู้ป่วยฉุกเฉินในภาวะวิกฤต
ครอบครัวเศร้า สามี ล้มหมดสติ ลิ้นจุกปาก ห่างจากโรงพยาบาล 300 เมตร โทรแจ้งสายด่วน บอก รถไม่พร้อม รอ 30 นาที ก่อนสิ้นใจสลด อึ้งซ้ำ หลังฟังคำชี้แจง จี้ ตอบ3ข้อ
เนื่องจากนายเจริญ มีอาการหมดสติและลิ้นจุกปาก โดยทางญาติซึ่งมีเพียงภรรยาวัย 61 ปี และหลานวัย 11 ปี ซึ่งไม่มีใครสามารถขับรถยนต์นำพาไปส่งโรงพยาบาลได้ รวมทั้งไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากคนข้างเคียงได้ทันทีในขณะนั้น
โดยภรรยาได้ประสานกับนายจ้างให้โทรสายด่วน 1669 เพื่อให้รถฉุกเฉินโรงพยาบาลหรือรถหน่วยกู้ชีพกู้ภัยข้างเคียง เข้ามารับตัวนำส่งโรงพยาบาล แต่ปรากฏว่าในห้วงระยะเวลาประมาณ 30-40 นาที ไม่มีรถเข้ามารับผู้ป่วย
ก่อนจะมีพลเมืองดีมาช่วยขับรถยนต์นำพาไปส่งโรงพยาบาล จนต่อมานายเจริญได้เสียชีวิตลง ทั้งที่ระยะทางของที่เกิดเหตุอยู่ห่างกับโรงพยาบาลวังวิเศษ ประมาณ 200-300 เมตรเท่านั้น จนทำให้บรรดาญาติได้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมผ่านสื่อมวลชน
นายอาทิตย์ อายุ 45 ปี นายจ้างของนายเจริญ กล่าวว่า ตนไว้วางใจนายเจริญและภรรยา เนื่องจากเป็นคนดี คนขยัน ไม่คดโกง จึงได้จ้างให้เป็นผู้ดูแลโรงแรม ซึ่งอยู่ห่างจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน อ.วังวิเศษ 200-300 เมตร ส่วนตนอยู่บ้านใน อ.ห้วยยอด
วันเกิดเหตุวันที่ 12 ก.ย. ภรรยาของนายเจริญได้โทรเข้ามาหาตน ช่วงเวลาประมาณ 04.38 น. ด้วยความตื่นตกใจว่าสามีล้มหมดสติ ศีรษะฟาดพื้น เลือดออกเยอะ และแน่นิ่งไปแล้ว ตนจึงวางสายและโทรหาสายด่วน 1669 ทันทีในเวลา 04.39 น.
ภายหลัง 1669 รับเรื่อง ก็ได้โทรหาภรรยานายเจริญว่าให้ตั้งสติ ใจเย็น ๆ แจ้ง 1669 แล้ว ต่อมาเจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุโทรเข้ามาแจ้งว่า โรงพยาบาลไม่มีรถกู้ชีพประจำอยู่ เนื่องจากรถได้ออกไปรีเฟอร์ที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง แต่เดี๋ยวจะประสานให้อีกครั้งว่าจะนำรถอะไรออกไปรับ
ตนจึงโทรหาสายด่วน 191 อีกทาง ว่าให้ช่วยประสานหารถฉุกเฉินมารับผู้ป่วย โดยทาง 191 ก็ได้ช่วยประสานให้ ก่อนจะแจ้งกลับมาว่า รถกู้ชีพกู้ภัยไม่พร้อมที่จะออก ตนก็ไม่ทราบว่าเพราะสาเหตุอะไร
กระทั่งเวลา 04.53 น. ภรรยานายเจริญโทรกลับมาหาตนว่า นายเจริญมีอาการลิ้นจุกปาก ตนจึงบอกให้ภรรยาของนายเจริญช่วยปั๊มหัวใจ เพราะตอนนั้นไม่มีใครที่จะช่วยได้ ตนจึงโทรไปแจ้ง 1669 อีกครั้งในเวลา 05.05 น. ว่าผู้ป่วยลิ้นจุกปากแล้ว ซึ่งขณะนั้นเวลา 05.06 น. ตนก็ได้ดูกล้องวงจรปิดในโรงแรม เห็นว่ามีคนเข้ามาช่วยพยุงนายเจริญออกจากที่พักแล้ว
และตอนนั้นนึกขึ้นได้ว่ามีคนรู้จักเป็นกู้ชีพ อบต. ที่ใกล้ที่สุด ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร จึงได้รีบโทรหาบอก 1669 ว่าช่วยประสานให้หน่อย โดย 1669 ก็ประสานให้ จนเจ้าหน้าที่กู้ชีพที่รู้จักคนนั้นโทรกลับมาว่าได้ออกมาแล้ว ขณะนั้นเวลาประมาณ 05.08 น. ภรรยาของนายเจริญได้ขอช่วยพลเมืองดีขับรถนำไปส่งถึงโรงพยาบาลแล้ว ซึ่งเวลาทั้งหมดหลังโทรแจ้งใช้เวลา 30-40 นาที
"ผมรู้สึกว่า เรื่องแบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น และไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะโรงแรมผมอยู่ห่างกับ โรงพยาบาลแค่ 200-300 เมตร แต่ทำไมถึงทำงานช้าขนาดนี้ จริง ๆ ผมมองว่านายเจริญไม่น่าเสียชีวิต ถ้าไปถึงโรงพยาบาลทัน หรือมีรถฉุกเฉินมารับได้ทันท่วงที เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ภายหลังจากนี้ก็จะช่วยเหลือครอบครัวให้ถึงที่สุด และจะช่วยดำเนินการหากญาติจะเดินเรื่องนี้ต่ออย่างไร" นายอาทิตย์ กล่าว
ด้าน นางปรีดา อายุ 61 ปี ภรรยานายเจริญ เล่าทั้งน้ำตาว่า ตนขับทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไม่เป็น ตอนเกิดเหตุสามีได้ไปเปิดห้องให้ลูกค้า กลับมาก็ได้หมดสติล้มลง ตนตกใจมาก ช่วยกันอุ้มสามีมาไว้ข้างในกับหลานที่ไปปลุกจากหลับอยู่ และโทรขอความช่วยเหลือจากนายจ้างให้ช่วยในทันที
ซึ่งนายจ้างก็ได้โทรประสาน 1669 ให้ จังหวะนั้นตนทำอะไรไม่ถูก จึงได้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดให้ พันหัว โดยมีลิ้นจุกปาก ตอนนั้นยังหายใจ แต่ไม่รู้สึกตัว และได้ไปเคาะเรียกลูกค้าทุกห้อง แต่เป็นช่วงหลับ ไม่มีใครเปิด
มี 1 ห้องบอกว่าขับรถเกียร์แบบนี้ไม่ได้ จนรู้สึกว่าระยะเวลานานมากแล้วไม่มีรถมารับ จึงได้ให้หลานวัย 11 ขวบ เดินออกไปข้างนอกโรงแรม เผื่อมีใครอยู่บ้างให้ช่วยมาขับรถยนต์ของสามีไปส่งสามีที่โรงพยาบาลหน่อย จนหลานไปเจอพลเมืองดีนั่งดื่มกินอยู่ร้านอาหาร มีอาการมึนเมา จึงได้ขอให้ช่วยจนมาขับไปส่งถึงโรงพยาบาล ระหว่างทางสามีมีอาการหายใจเฮือก 3 ครั้ง
"จนไปถึงโรงพยาบาลมีการปั๊มหัวใจได้ประมาณ 25 นาที มีเจ้าหน้าที่มาบอกว่าเสียใจด้วยนะ จึงคิดว่าถ้ามาถึงโรงพยาบาลได้เร็ว สามีอาจจะไม่เสียชีวิต ตอนนี้ก็ยังไม่มีใครออกมาชี้แจง เราเสียใจ การช่วยเหลือมันล่าช้า จึงอยากขอความเป็นธรรมให้ออกมาชี้แจง และให้ดูแลคนอื่น ๆ ให้ดีกว่านี้ อย่าให้เป็นเหมือนกรณีสามี ฉุกเฉินจริง ๆ ให้รีบมาหน่อย อย่าล่าช้า จนถึงขั้นต้องเสียชีวิต ที่ผ่านมาเคยได้ยินข่าวและมีการพูดผ่านหูจากหลายคนว่าโรงพยาบาลแห่งนี้ มักล่าช้าแบบนี้" นางปรีดา กล่าว
ขณะที่ นายสาโรจน์ อายุ 37 ปี บุตรชายคนโต กล่าวว่า พ่อมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับปอด พ่อมีลูก 3 คน ตนเป็นพี่คนโต ส่วนนางปรีดาเป็นภรรยาใหม่ของพ่อ ตนอาศัยอยู่ใน อ.เมืองตรัง หลังได้รับทราบเหตุการณ์ในเวลา 04.48 น. จึงได้โทรหา 1669 เวลาประมาณ 05.05 น. เพื่อแจ้งเหตุ
โดยเจ้าหน้าที่ผู้ชายแจ้งว่าได้รับแจ้งแล้ว แต่ให้เหตุผลว่าทีมแพทย์โรงพยาบาลไม่พร้อมออกปฏิบัติหน้าที่ จึงขอให้ประสานรถกู้ชีพกู้ภัยข้างเคียงให้ออกรับหน่อยได้หรือไม่ ซึ่งทาง 1669 ก็รับปากประสานให้
จังหวะนั้นตนก็รีบขับรถออกมาที่โรงพยาบาลทันที ก็มาเจอว่าพ่อกำลังถูกปั๊มหัวใจอยู่ และได้สอบถามอาการพ่อ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าได้ฉีดยากระตุ้นไป 2 ตัว 9 เข็มแล้วยังไม่มีสัญญาณชีพจร จนต่อมาพ่อเสียใจ เพราะปั๊มหัวใจก็ไม่ฟื้นแล้ว
ต่อมามีเจ้าหน้าที่ในห้องฉุกเฉินออกมาอธิบายสาเหตุที่โรงพยาบาลไม่ได้ออกไปรับ เพราะว่า ทางพยาบาลตั้งครรภ์อยู่ ไม่สามารถนั่งรถฉุกเฉินออกไปรับผู้ป่วยได้ ตนจึงถามกลับว่า แล้วทำไมไม่ให้เจ้าหน้าที่คนอื่นมาอยู่เวรแทน ทั้งที่รู้ว่าตั้งครรภ์และไม่สามารถออไปรับคนป่วยได้
เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวแจ้งว่า เพราะมีเจ้าหน้าที่พยาบาลไม่เพียงพอต่อการเข้าเวร จังหวะนั้นตนก็อึ้ง ต่อมาได้ไปสอบถามเจ้าหน้าที่คนอื่นก็แจ้งว่า รถฉุกเฉินจอดอยู่ ซึ่งขัดแย้งกับที่ 1669 แจ้งว่า รถออกไปรีเฟอร์ รถไม่พร้อมในการปฏิบัติหน้าที่
หากมีการแจ้งกู้ชีพข้างเคียงเร็ว ตนคงไม่ถึงโรงพยาบาลก่อนหน่วยกู้ชีพ อบต.วังมะปรางที่อยู่ห่างไป 2 กิโลเมตรทั้งที่ตนอยู่ไกลถึง 50 กิโลเมตร คับแค้นใจมาก พ่ออาจจะไม่เสียชีวิตก็ได้หากไปโรงพยาบาลทัน และทำไมต้องล่าช้าและไม่มีความพร้อมขนาดนี้
การประสานงานละเลยหรือไม่ ถ้าใส่ใจจริง ๆ มันคงไม่มีการเสียชีวิตเกิดขึ้น ถ้าอย่างนี้จะมีรถฉุกเฉินไว้ทำไม มีศูนย์ฯไว้เพื่ออะไร ถ้าชาวบ้านจะต้องไปส่งกันเอง จากวันนั้นจนถึงตอนนี้ไม่มีการโทรมาขอโทษ หรือชี้แจงอะไรเลย
จนตนต้องโทรไปหาคนรู้จักที่อยู่ 1669 จนหลังจากวางสาย เวลาประมาณ 16.00 น.ของวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ทางโรงพยาบาลเขาแจ้งว่า เป็น รอง ผอ. ได้โทรมาขอแสดงความเสียใจ และจะขอมาวางพวงหรีดไว้อาลัย
ภายหลังจากนี้ตนจะไม่ยอม จะต่อสู้จนถึงที่สุดให้เป็นเคสตัวอย่าง ตอนนี้ได้ร้องเรียนไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว พร้อมกับเตรียมยื่นร้องเรียนผ่านไปยัง สสจ.ตรัง และสิ่งที่ตนเรียกร้องให้ออกมาชี้แจงด้วยพยานหลักฐาน คือ
1.รถฉุกเฉินโรงพยาบาลได้ออกไปรีเฟอร์ผู้ป่วยที่โรงพยาบาลอีกแห่งตามที่แจ้งในห้วงเวลาดังกล่าว จริงหรือไม่อย่างไร หากจอดอยู่ แต่ไม่พร้อมในการออกปฏิบัติหน้าที่ตามที่แจ้งเพราะอะไรอย่างไร และทำไมถึงให้คำตอบย้อนแย้ง
2.การที่พยาบาลรายหนึ่งอธิบายว่า การที่พยาบาลห้องฉุกเฉินตั้งครรภ์อยู่ ไม่สามารถออกไปรับผู้ป่วยได้ แล้วทำไมถึงไม่ให้พยาบาลคนอื่นมาอยู่เวรแทน เนื่องจากบุคลากรมีไม่เพียงพอ จริงหรือไม่อย่างไร
3.หากโรงพยาบาลไม่สามารถออกปฏิบัติหน้าที่ได้ ทำไมเจ้าหน้าที่ 1669 ที่รับแจ้งเหตุและประสานในวันนั้น ถึงไม่ประสานให้หน่วยกู้ชีพ-กู้ภัยที่อยู่ข้างเคียงออกมารับผู้ป่วยแทน ซึ่งมีการประสานภายหลังจากที่มีการระบุจากผู้แจ้งให้ประสานกู้ชีพ อบต.วังมะปรางออก และแจ้งไปภายหลังจากมีการนำส่งผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการชี้แจง และข่าวคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เศร้า สามี ล้มหมดสติ ห่างจากรพ.300ม. สายด่วนบอกรถไม่พร้อม ก่อนดับ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th