โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'พลิกโฉมวงการอาหาร' AI - IoT นำร่องลด Food Loss ดันธุรกิจสู่ความยั่งยืนเต็มรูปแบบ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 01 ก.ย 2568 เวลา 23.19 น. • เผยแพร่ 02 ก.ย 2568 เวลา 07.00 น.

ประเทศไทยที่ปัญหาขยะอาหารเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ประเทศไทยมีขยะอาหารจากภาคครัวเรือนสูงถึงประมาณ 5.5 ล้านตันต่อปี ตัวเลขที่น่าตกใจนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิวัติระบบห่วงโซ่อุปทานอาหารทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว เทคโนโลยีอัจฉริยะอย่าง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) ได้ก้าวเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจอาหารไทยสามารถลดการสูญเสีย เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดโลก

เทคโนโลยีแห่งอนาคต เปลี่ยน Food Loss ให้เป็นกำไร

รายงานล่าสุดจากเครือข่าย Circulars Accelerator Network ซึ่งเป็นการผนึกกำลังกันระหว่าง Accenture, UpLink และ World Economic Forum ได้เผยถึงผลการทดลองนำร่องที่น่าทึ่งในอุตสาหกรรมการขนส่งอะโวคาโด โดยใช้เทคโนโลยีจากสตาร์ทอัพสองบริษัท คือ Neolithics และ Dockflow

  • การตรวจสอบคุณภาพแบบอัจฉริยะด้วย AI ของ Neolithics: แทนที่จะใช้วิธีเดิมๆ ที่ต้องใช้แรงงานคนในการสุ่มตัดผลไม้เพื่อตรวจสอบคุณภาพ เทคโนโลยีนี้ใช้ระบบ AI-assisted non-destructive inspection หรือการประเมินคุณภาพแบบไม่ทำลายผลผลิต ซึ่งอาศัยการถ่ายภาพไฮเปอร์สเปกตรัม (hyperspectral imaging) และการประมวลผลด้วย AI เพื่อวิเคราะห์ลักษณะภายในและภายนอกของผลไม้ เช่น ปริมาณความหวาน (Brix sweetness) ความสุก และความเสียหายที่ซ่อนอยู่ภายใน ด้วยวิธีนี้สามารถลดเวลาการตรวจสอบคุณภาพลงได้ถึง 90% และเพิ่มความแม่นยำได้ถึง 15%ส่งผลให้การสูญเสียผลผลิตตั้งแต่ต้นทางลดลงอย่างมหาศาล

  • การติดตามการขนส่งแบบเรียลไทม์ด้วย IoT ของ Dockflow: ในระหว่างการขนส่ง ระบบจะติดตั้งเซ็นเซอร์ IoT เพื่อติดตามและเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อมที่สำคัญ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และระดับก๊าซเอทิลีนที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและความสดของผลไม้ หากข้อมูลที่เก็บได้แสดงถึงความผิดปกติ ระบบ AI-powered system จะส่งการแจ้งเตือนแบบทันทีทันใด ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งหรือการดูแลรักษาให้เหมาะสม ช่วยยับยั้งการเน่าเสียของสินค้าก่อนที่จะสายเกินไป

ผลลัพธ์จากการทดลองนำร่องนี้แสดงให้เห็นว่า การบูรณาการเทคโนโลยี AI และ IoT เข้าด้วยกัน สามารถลดการสูญเสียอาหารลงได้มากถึง 17% และช่วยเพิ่มรายได้จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นถึง 1.15% เนื่องจากมีสินค้าคุณภาพดีที่สามารถส่งถึงมือผู้บริโภคได้มากขึ้น

โอกาสและความท้าทายสำหรับภาคธุรกิจอาหารในประเทศไทย

ในปัจจุบัน ภาคธุรกิจอาหารในไทยกำลังก้าวสู่ยุคของการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอย่างจริงจัง หลายองค์กรเริ่มหันมาให้ความสนใจกับระบบ traceability หรือการตรวจสอบย้อนกลับที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ในหลายพื้นที่ของไทยเริ่มนำระบบเซ็นเซอร์มาใช้ในการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำ เพื่อวางแผนการเพาะปลูกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ขณะที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมห้องเย็นก็เริ่มติดตั้งระบบ IoT เพื่อควบคุมอุณหภูมิและความชื้นตลอดกระบวนการจัดเก็บและขนส่ง

อย่างไรก็ตาม การจะขับเคลื่อนให้เทคโนโลยีเหล่านี้เกิดผลลัพธ์ในวงกว้างจำเป็นต้องเผชิญกับความท้าทายบางประการ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการลงทุนที่อาจสูงในระยะแรก การขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ไปจนถึงความจำเป็นในการสร้างแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือและมุมมองที่เปิดกว้างจากทุกฝ่าย

การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องของการลดขยะหรือประหยัดต้นทุน แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและสร้างความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI และ IoT ประเทศไทยมีโอกาสที่จะเป็นผู้นำด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทานอาหารอย่างชาญฉลาดและยั่งยืนได้ หากผู้ประกอบการและภาครัฐร่วมมือกันอย่างจริงจัง ก็จะสามารถสร้างอนาคตที่อาหารมีคุณภาพสูงขึ้น การสูญเสียน้อยลง และสิ่งแวดล้อมดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

ที่มา : Accenture

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...