โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘มิเรียน อัคเซลการ์ด’ ไม่ปิดบัง อยู่กับ ‘พีเค’ ตลอดเวลา ใช้คำว่าแฟนได้

The Bangkok Insight

อัพเดต 10 มิ.ย. 2567 เวลา 11.17 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2567 เวลา 11.14 น. • The Bangkok Insight

‘มิเรียน อัคเซลการ์ด’ ไม่ปิดบัง อยู่กับ ‘พีเค’ ตลอดเวลา ใช้คำว่าแฟนได้ พร้อมเล่าจุดเริ่มต้นที่รู้จักกัน ในรายการ โต๊ะหนูแหม่ม

เป็นอีกหนึ่งคนที่ถูกจับตาความรักครั้งใหม่ไม่น้อย สำหรับพีเค-ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร ที่มูฟออนเดินสานสัมพันธ์กับมิเรียน-สุเดชา อัคเซลการ์ด สาวลูกครึ่งไทย เดนมาร์ก วัย 32 ปี เป็นนักธุรกิจส่งออกสินค้าแปรรูปมะพร้าวไปต่างประเทศ และดูว่ารักครั้งนี้จะลงตัวไม่น้อยเลย

‘มิเรียน อัคเซลการ์ด’ ไม่ปิดบัง อยู่กับ ‘พีเค’ ตลอดเวลา ใช้คำว่าแฟนได้

ล่าสุด (7 มิ.ย.)สาวมิเรียน ได้มานั่งพูดคุยในรายการ โต๊ะหนูแหม่ม พร้อมเปิดใจถึงความรักกับ หนุ่มพีเค พร้อมเล่าจุดเริ่มต้นที่รู้จักกัน ในรายการ

ใจเด็ดมาก พร้อมเล่นกับไฟ ?
ก็ไม่ใช่ไฟนะคะ

คอนเฟิร์มในรายการเลยว่า มิเรียน เป็นอะไรกับ พีเค ?
จริง ๆ ก็อยู่กับเขาตลอด ใช้คำว่าแฟนก็ได้

จริง ๆ รู้จักกันมานานแล้ว ?
ใช่ค่ะ รู้จักกันผ่านคุณแม่กับพี่หนุ่ม ตอนนั้นคุณแม่ไปพักผ่อนที่เชียงใหม่ เขาก็บอกว่าลูกชายเขาเป็นพิธีกร เผื่อมีงานแล้วก็ชวนไปกินข้าว ก่อนหน้านี้ก็มีเคยร่วมงานกัน เขาเคยมาทำงานให้ ประมาณ 6-7 ปีที่แล้วค่ะ

ณ ตอนนั้นเราก็ต่างคนต่างไม่ได้ว่าง ในช่วงนั้นมีการติดต่อพูดคุยกันบ้างไหม ?
ไม่เคยเลยค่ะ ไม่ค่อยได้ทักทายเลย ต่างคนต่างอยู่ แต่ช่วงที่เราเสียสามีไป เขาก็ทักมาถามบ้าง

เริ่มต้นพูดคุยกันจริงในช่วงที่ ดีเจพีเค เจอกับวิกฤตในชีวิต ?
ใช่ค่ะ ก็ตามที่ให้สัมภาษณ์เลย เราเห็นข่าวเลยทักไปถามเขาตามปกติว่า ไหวไหมเป็นอะไรหรือเปล่า คือถ้าเพื่อนเรามีปัญหาเราก็ทักไปถามแบบนี้ เราก็ถามเขาไปว่า Are You OK ? เขาก็ตอบว่า ไม่โอเค แล้วเขาก็ถามว่าอยู่กรุงเทพฯ ไหม กินข้าวกันไหม เราก็บอกว่าตอนนั้นเราลงไปประชุมที่กรุงเทพฯ พอดี ก็ว่างประมาณ 4-5 โมง ก่อนขึ้นเครื่องบิน ก็เลยมีไปกินข้าวกับเขา แล้ววันนั้นเขาก็ร้องไห้ สรุปเราก็ไม่ได้กลับ หลังจากนั้นพอเรากลับเชียงใหม่เขาก็ไปด้วย

ตอนที่เราเห็นเขา ณ วันนั้น เรารู้สึกยังไงบ้าง ?
จริง ๆ เราไม่เคยเห็นเขาในสภาพปกติ หรือไม่ปกติ เราเคยเจอเฉพาะตอนที่ทำงาน หรือตอนกินข้าว เขาก็อยู่ในโหมดปกติดี แต่วันนั้นเจอตอนเจอก็เหมือนปกติ แต่พอคุยไปเรื่อย ๆ ก็คงมีอะไรไปสะกิดเขา เขาก็เริ่มดิ่ง

อะไรที่ทำให้เราอยู่ และยอมตกเครื่อง ?
คนขับรถมาช้าค่ะ คือ ณ เวลานั้นเราไม่สามารถอ่านใจเขาได้ ตอนที่เราเจอเขา เขาก็พยายามพรีเซ็นต์ตัวเองว่าเขาโอเคนะ ตัดช่วงที่เขาเศร้าออกไป แต่พอคุยไปเรื่อย ๆ เขาก็เล่าเรื่งนั้นเรื่องนี้ขึ้นมา เราก็ฟังไปเรื่อย ๆ สนุกดี

ตอนนั้นเราคิดว่าเราจะช่วยเขาได้ไหม หรือแค่อยากฮีลให้เขาผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ ?
ไม่ได้คิดถึงจุดนั้นเลยค่ะ เหมือนแค่เป็นโมเมนต์บายโมเมนต์ ตอนนั้นเขาเศร้าอยู่ ด้วยความที่เราเลี้ยงลูกมา เรารู้ว่าเมื่อเด็กเศร้าก็ต้องหาวิธีเบี่ยงเบนความสนใจ ตอนเขาร้องไห้เราก็เลยใช้วิธีนี้กับเขา เพราะคิดว่าทุกคนก็เป็นเหมือนเราที่อยากทำให้คนที่เศร้าเปลี่ยนความสนใจ

เรื่องเขียนเสื้อยืดสีขาววันนั้น ถือเป็นทฤษฎีเบี่ยงเบนด้วยไหม ?
เบี่ยงเบนค่ะ วันนั้นที่ไปพัทยา แล้วก็มีข่าวออกมาว่าสาวหมวย แต่วันที่ไปไอคอนก็มีข่าวว่าสาวลูกครึ่ง ด้วยความที่เราเป็นคนตลก เราก็บอกเลยว่างั้นเป็นสาวอินเดียเลยไหม

เราก็เลยแต่งหน้าให้ดูเข้มขึ้น แล้วก็คุยเล่นกัน แล้วตอนนั้นคือทุกคนมองเรา ว่าเราใช่ โจลี่ หรือเปล่า เราก็บอกเขาว่าไม่ไหวแล้ว เพราะตอนนั้นที่คนมองคือเขามองพี่พีเคก็จะยิ้มให้ แต่พอมามองเราเขามองด้วยสายตาไม่โอเค เราก็เลยไปซื้อเสื้อแล้วเขียนว่า I'm not ชื่อเขา แล้วเขาก็หัวเราะ คือจริง ๆ ถ้าเดินอยู่ก็ดูไม่ค่อยออกว่าเขียนว่าอะไร

พอเขาลงสตอรี่ หลังจากนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ?
ตอนนั้นเขาก็พูดมาว่า สถานการณ์มันแย่มาก แต่เราก็บอกเขาว่ามันไม่ได้แย่ขนาดนั้น มันอยู่ที่มุมมองของเราว่าเราจะรับสิ่งที่เราเจอยังไง เขาบอกว่าไม่มีใครเข้าใจเขา เราก็บอกเขาว่า เดี๋ยวเราจะทำความเข้าใจว่าเขากำลังใจเจออะไรอยู่ คือต่อให้มีข่าวที่แย่ออกมา เราจะทำให้ดูว่าเรามีวิธีจัดการกับข่าวยังไง เราก็ไม่สนใจ เอนจอยไป

ได้อ่านข่าวหลังจากที่เขาลงรูปไปไหม ?
ก็มีเพื่อนทักมา แต่ส่วนตัวไม่ได้อ่านข่าวเลย

เกลายเป็นว่าเราต้องยืนให้เขาให้โลกเขาเปลี่ยนเป็นสีชมพู เป็นสีรุ้ง ใช้เวลานานไหม ?
ทำไปเรื่อย ๆ ค่ะ ไม่มีกำหนดว่ามันต้องเสร็จเมื่อไหร่ เราบอกเขาว่าขอเวลา 7 วัน จะทำให้เขาดีขึ้น คือเราก็พูดไปเรื่อย

แล้วเขาดีขึ้นไหม ?
ดีขึ้นค่ะ เขาก็แฮปปี้ขึ้นเรื่อย ๆ เห็นการเปลี่ยนแปลงทุก ๆ วัน เขาไม่ค่อยเครียดแล้ว

หลายคนมองว่า พีเค เป็นคนเจ้าชู้ ?
มองว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวที่การกระทำของเขาอาจจะทำให้คนอื่นมองว่าเขาเป็นคนเจ้าชู้ แต่เวลาที่เขาอยู่กับเรา เขาต้องการอยู่ด้วยตลอดเวลา เขาจะเอาเวลาไหนไปเจ้าชู้ มันแทบไม่มีเลย การที่เขาอยู่กับใครสักคน อยากใช้เวลากับคนนั้นตลอดไป กลับทำให้เราย้อนกลับมาคิดว่าถ้าเรามีผู้ชายที่ดูแลเราดีขนาดนี้ เราจะเก็บเขาไว้ยังไงดีกว่าการที่จะไปมองว่าเขาจะไปหาคนนั้นคนนี้

คนมองว่าเขาเจ้าชู้ พอมิเรียนเขาไปในนั้นเหมือนเราเป็นฝุ่นเข้าไปโดนลูกหลง ?
มองว่าเราเป็นคนให้คำปรึกษาเพื่อนมากกว่าค่ะ อย่างการให้สัมภาษณ์แบบนี้บางทีบางประโยคของเราอาจจะไปช่วยใครสักคน เราไม่โฟกัสคนที่เขาด่าหรือแซะเรา เราโฟกัสคนที่ได้อะไรจากเราไป ไปสะกิดเขาแล้วทำให้เขาแฮปปี้ขึ้น ไปแก้ไขสถานการณ์ตรงนั้นให้เขา เราจะดีใจแค่นั้นเลย

คนในครอบครัวและคนรอบข้างเราว่ายังไงบ้าง ?

ทุกคนไม่มีใครมาเตือนเลยสักคน มีแต่คนบอกว่าถ้ามิเรียนเลือกแล้ว เขามั่นใจในการตัดสินใจของเราว่าเราเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราแล้ว แม้กระทั่งคุณแม่ก็บอกว่าไม่ต้องไปสนใจ ดูแลพี่พีเคกับคุณแม่เขาให้ดี มองว่าเขาน่าจะอยู่กับปัจจุบันกันค่ะ ไม่ไดสนใจคำพูดของคนอื่น บ้านพี่พีเคก็น่ารัก ส่วนครอบครัวมิเรียนก็ซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไร เขาก็ซัพพอร์ต

เคยเล่าเรื่องของสามีให้ พีเค ฟังไหม ?
เล่าค่ะ อย่างตอนที่เขาดิ่งมาก ๆ เขาก็จะจมกับความทรงจำของเขา เราก็บอกเขาว่าเราก็มีความทรงจำของเรา แต่เราเลือกที่จะไม่ไปจมกับมัน เพราะเราอยู่กับปัจจุบัน เรามีกันและกันแล้ว ถ้าเราใช้เวลาปัจจุบันในการจมกับอดีต เราจะเสียเวลาปัจจุบันมาก ๆ

มองความรักครั้งนี้ยังไง ?
เป็นความรักที่ดีค่ะ เมื่อวานยังบอกเขาอยู่เลยว่า เราเคยรู้สึกดีกับความรักครั้งที่ผ่าน ๆ มา แต่ครั้งนี้ดีกว่าเดิม เพราะว่าเขาเติมเต็มเรา เราก็เติมเต็มเขา เมื่อเราให้เขาและเขาก็ได้รับ

ตอนเขาป่วยเป็นยังไงบ้าง บอกยากไหม ?
บอกยากกว่าลูกเราอีกค่ะ แต่เราก็บอกเขาว่าเราไม่อยากกลับไปอยู่ในจุดที่สูญเสียแล้ว ถ้าเขามีอยู่เพื่อรักคนอื่น งั้นถ้าเขารักเราก็ดูแลดี ๆ เราขอเขาให้ดูแลตัวเองดี ๆ หน่อย เพราะเราอยากใช้เวลาอยู่กับเขาไปนาน ๆ

คาดหวังกับความรักตรั้งนี้อย่างไรบ้าง
Day By Day เลยค่ะ เพราะเรามีแค่นี้ เราไม่รู้ว่าอนาคตเป็นยังไง ตราบใดที่เรามีเขาอยู่ตรงนี้ เราก็มีเขาอยู่ตรงนี้

ขอบคุณ : WorkpointOfficial

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...