โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จดหมายก็เป็นนิยายได้เหรอ? รู้จัก ‘Epistolary Novel’ เมื่อตัวละครเล่าเรื่องผ่านการเขียนจดหมาย

Dek-D.com

เผยแพร่ 20 ก.ค. 2567 เวลา 23.00 น. • DEK-D.com
ทำความรู้จัก Epistolary Novel หรือนวนิยายจดหมาย พร้อมแนะนำ 6 นิยายจดหมายน่าอ่าน!

Dear ชาว Dek-D ทุกคน, สบายดีกันหรือเปล่าครับ? เชื่อว่าสมัยนี้คงมีน้อยคนนักที่จะเขียนจดหมายเพื่อติดต่อกันและเปลี่ยนมาพิมพ์แชตในช่องทางโซเชียลต่างๆ บ้างก็ส่งอีเมล หรือโทรหากันซึ่งง่ายและสะดวกมากกว่า แต่ในอดีตนั้นวัฒนธรรมการเขียนจดหมายนับเป็นวิธีสื่อสารยอดฮิต แล้วก็มีนักเขียนหลายคนเลือกเขียนนิยายโดยใช้จดหมายในการเล่าเรื่องเป็นหลักซึ่งเราเรียกกันว่า ‘Epistolary Novel’ หรือ ‘นิยายจดหมาย’ นั่นเอง

วันนี้พี่น้ำพุเลยขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับนิยายประเภทนี้ให้มากขึ้น พร้อมกับแนะนำ 6 นิยายจดหมายตั้งแต่ยุคอดีตจนถึงปัจจุบันให้ได้ตามไปเลือกอ่านกันด้วย จะมีเรื่องอะไรน่าสนใจบ้าง รีบตามมาดูเลยย~

……………….

Epistolary Novel คืออะไร?

คำว่า ‘Epistolary’ (อ่านว่า อีพิส’เตอะเรลี) มาจากรากศัพท์ภาษาโรมันคำว่า ‘Epistola’ ที่หมายถึง ‘จดหมาย’ ดังนั้น Epistolary Novelจึงเป็นนิยายที่ดำเนินเรื่องด้วยการบอกเล่าของตัวละครผ่านจดหมายนั่นเอง

และแม้จะได้ชื่อว่านวนิยายจดหมาย แต่อาจมีการนำสื่อประเภทอื่นๆ เข้ามาร่วมใช้ในการบอกเล่าเรื่องราวด้วย ยกตัวอย่างเช่น สมุดไดอารี เอกสาร สมุดจดบันทึก หนังสือพิมพ์ และสื่อกลางทั้งหลายที่มนุษย์สามารถขีดเขียนลงไปได้และแน่นอนครับ ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตเราอย่างเต็มตัว ก็จะปรากฏการใช้อีเมล แชต หรือโพสต์บนโซเชียลมีเดียสอดแทรกในซีนต่างๆ ของนวนิยายร่วมสมัยอยู่หลายเรื่อง

ความเป็นมาของนวนิยายจดหมาย

ต้องบอกว่างานนวนิยายประเภทจดหมายมีประวัติศาสตร์และความเป็นมาอย่างยาวนานพอๆ กับที่คำว่า ‘นวนิยาย’ ถือกำเนิดขึ้นในทวีปยุโรป เนื่องจากนักเขียนสมัยนั้นมักจะสอดแทรกจดหมายเข้าไปเป็นตัวช่วยดำเนินเรื่องในนวนิยาย แล้วต่อมาก็เป็นองค์ประกอบที่เด่นชัดขึ้นมาเรื่อยๆ ครับ

แต่นิยาย Epistolary นี้เพิ่งจะมาบูมในแถบยุโรปช่วงศตวรรษที่ 18เพราะมีนักเขียนหลายคนเริ่มใช้จดหมายมาดำเนินเรื่องเป็นหลักตั้งแต่ต้นจนจบ ยกตัวอย่างเช่นเรื่อง ‘Pamela’ ของ Samuel Richardsonที่ผู้อ่านจะได้เรียนรู้เรื่องราวชีวิตของพาเมลาผ่านสมุดบันทึกของเธอ และจดหมายที่เธอส่งหาพ่อแม่ ถือเป็นนวนิยายแนวจดหมายเรื่องแรกๆ ที่ประสบความสำเร็จและจุดกระแสให้เกิดงานเขียน Epistolary ตามมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันนี้

จุดเด่น Epistolary Novel

  • เล่าเรื่องผ่านมุมมองบุคคลที่ 1(First-person Narrative) ทำให้ผู้อ่านรู้สึกใกล้ชิดกับตัวละครเหมือนเข้าไปนั่งอยู่ข้างในหัวของพวกเขา ได้รับรู้มุมมอง วิธีคิด และความรู้สึกภายใน ทำให้ยิ่งอินกับเนื้อเรื่องมากกว่าเดิม
  • บางคนสงสัยว่าถ้ารู้ขนาดนั้นแล้วจะไม่หมดสนุกเหรอ? ไม่ครับ กลับกันคือยิ่งน่าตื่นเต้นด้วยซ้ำ! เพราะเราจะรู้แค่สิ่งที่ตัวละครคิด ไม่ได้รู้สิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างเหมือนกับการอ่านนวนิยายประเภทมุมมองพระเจ้า (Omniscient) ทำให้เวลาอ่าน เราก็จะรับรู้เรื่องราวต่างๆ ในนิยายไปแทบจะพร้อมๆ กับตัวละคร บางเรื่องต้องลุ้นตามจนตัวเกร็ง เหมือนกับเราได้รออ่านจดหมายอัปเดตเรื่องราวจากตัวละครในแต่ละ Chapter กันจริงๆ
  • แม้จะเป็นนวนิยายจดหมายแต่ก็ไม่ได้น่าเบื่อเหมือนอ่านจดหมายจริงๆเพราะส่วนใหญ่แล้วนักเขียนจะใส่บทสนทนาหรือฉากแอ็กชันต่างๆ เข้ามาให้ผู้อ่านได้จินตนาการเห็นภาพได้อยู่เสมอ ไม่ต่างจากการอ่านนวนิยายในมุมมองรูปแบบอื่นๆ เลยครับ
  • เนื้อเรื่องอาจดำเนินผ่านจดหมายของหลายตัวละคร ทำให้เรารู้จักแครักเตอร์ตัวอื่นๆ และเข้าถึงจิตใจยิ่งขึ้นมุมมองและความคิดหลากหลายด้านของพวกเขา

แนะนำนวนิยายจดหมาย

1. Frankenstein (1818) ของ Mary Shelley

เริ่มกันที่ นวนิยายคลาสสิกชื่อดังที่หลายคนคงเคยได้ยินชื่อแต่อาจจะยังไม่เคยได้อ่านกัน ‘Frankenstein’ เป็นเรื่องราวของ ‘วอลตัน’ กัปตันเรือที่ออกไปทำภารกิจที่ขั้วโลกเหนือ ทำให้เขาได้พบกับ ‘ดร.แฟรงเกนสไตน์’ นักวิทยาศาสตร์ผู้สร้าง ‘ปีศาจ’ หน้าตาอัปลักษณ์ตัวหนึ่งขึ้นมา ซึ่งตื่นขึ้นมาไล่ล่าและเอาชีวิตคนรอบตัว โดยหนังสือจะเล่าเรื่องราวของดร.แฟรงเกนสไตน์และเจ้าปีศาจ ผ่านจดหมายหลายฉบับที่วอลตันเขียนไปหาเล่าภรรยา นิยายเรื่องนี้ตั้งคำถามเกี่ยวกับปรัชญาการใช้ชีวิตมากมายโดยเฉพาะเรื่อง ‘ความน่ากลัวของธรรมชาติ’ และ ‘ความเป็นปีศาจ’ ในตัวมนุษย์

// บอกเลยเป็นหนึ่งในนิยายดีๆ ที่ทุกคนควรอ่านกันให้ได้สักครั้งในชีวิต รับรองว่าไม่ผิดหวังครับ!

2. The Tenant of Wildfell Hall (1848) ของ Anne Brontë

นิยายจดหมายชื่อดังจาก ‘แอน บรอนเต’ ดำเนินเรื่องผ่านสองตัวละครคู่พระนางอย่าง ‘กิลเบิร์ต’ และ ‘เฮเลน’ เรื่องมีอยู่ว่านางเอกได้ย้ายเข้ามาเป็นผู้เช่าในคฤหาสน์ไวลด์เฟล ฮอลล์พร้อมกับลูกชายหนึ่งคน บรรยากาศอบอวลไปด้วยปริศนาเพราะดผู้เป็นแม่ทำตัวลับๆ ล่อๆ และเด็กชายก็ไม่มีพ่อ จนชาวเมืองเริ่มเม้าท์มอยเกี่ยวกับเรื่องราวของเธอ มีเพียงพระเอกอย่างกิลเบิร์ตเท่านั้นที่ไม่เชื่อข่าวลือและเริ่มสนใจตัวนางเอก

ในครึ่งแรกของหนังสือ เราจะได้อ่าน ‘จดหมาย’ ที่กิลเบิร์ตส่งให้น้องเขย เพื่อเล่าเรื่องราวของเขากับเฮเลน ส่วนครึ่งหลังเราจะได้สลับไปอ่าน ‘สมุดไดอารี’ ของเฮเลน ซึ่งจะเปิดเผยเบื้องหลังความเป็นมาของเธอก่อนที่จะย้ายมาที่ไวลด์เฟล ฮอลล โดยหนังสือพูดถึงทั้งเรื่องศาสนา ศีลธรรม ความรัก การแต่งงาน และสิ่งที่ผู้หญิงชาววิกตอเรียนต้องเผชิญใครที่ชอบนิยายโรมานซ์ผสมดราม่าในรูปแบบของจดหมายต้องห้ามพลาดเลย~

3. Dracula (1897) ของ Bram Stoker

ต่อกันที่ ‘แดรกคูลา’ นวนิยายสยองขวัญสุดคลาสสิกที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังสือและภาพยนตร์เกี่ยวกับแวมไพร์หลายๆ เรื่องในปัจจุบัน เรื่องนี้เริ่มเมื่อตัวละครหลักอย่าง ‘ฮากเกอร์’ เดินทางไปที่ปราสาทของ ‘เคาต์แดรกคูลา’ เพื่อทำสัญญาซื้อขายที่ดิน แต่เขากลับพบว่าที่นั่นมีอะไรไม่ชอบมาพากล ต่อมาฮากเกอร์ก็ค้นพบว่าเป็นปราสาทของแวมไพร์ แต่พอจะหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะเขาถูกจับขังเป็นนักโทษเพื่อรอเวลาเป็นอาหารของผีดูดเลือด!

Dracula เป็นหนึ่งในนิยาย Epistolary ที่น่าสนใจเพราะรวมสื่อการเขียนทุกอย่างมาใช้ในการดำเนินเรื่องอย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นจดหมาย บทความจากหนังสือพิมพ์ และสมุดจดบันทึกจากหลากหลายตัวละครทั้งคู่หมั้นของฮากเกอร์ หรือ ‘แวนเฮลซิง’ นักล่าแวมไพร์ แต่เรื่องราวของทุกตัวละครกลับเชื่อมโยงกันได้เป็นอย่างดี ใครที่อยากรู้ว่าเรื่องราวจะเป็นยังไงต่อ ฮากเกอร์จะหนีจากปราสาทแวมไพร์ได้หรือเปล่า ต้องตามไปอ่านและเอาใจช่วยเขากันแล้ว~

4. The Perks Of Being a Wallflower (1999) ของ Stephen Chbosky

หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในนวนิยาย Coming of Age(นิยายที่ตัวเอกก้าวผ่านวัย) ที่พูดถึงความเป็นจริงเกี่ยวกับชีวิตวัยรุ่นไว้ได้ดีเล่มหนึ่ง ทั้งการสำรวจตัวเอง การพบเจอคนใหม่ๆ ความอึดอัดของวัยรุ่น รวมถึงการเป็น ‘Wallflower’ หรือ ‘ดอกไม้กำแพง’ ศัพท์ที่เอาไว้ใช้เรียกกลุ่มคนที่ไม่ถนัดในการเข้าสังคมหรือกลุ่มคนที่มักถูกทิ้งให้ยืนอยู่ติดกำแพงในงานเต้นรำเพราะไม่มีใครสนใจนั่นเอง ซึ่ง ‘ชาร์ลี’ ตัวเอกของเราก็เป็นหนึ่งในนั้น

เรื่องราวจะดำเนินผ่าน ‘สมุดจดบันทึก’ ของชาร์ลีที่บันทึกชีวิตของเขาในการก้าวเข้าสู่โลกของเด็กมัธยมปลาย การอ่านบันทึกของชาร์ลีก็เหมือนเป็นการอ่านใจของเขา เพราะคนเราล้วนทั้งเขียนเรื่องราวเพื่อตัวเอง ดังนั้นแต่ละสิ่งที่ถ่ายทอดลงบนกระดาษล้วนแล้วมาจากความคิดและความรู้สึกที่ซื่อตรงของเด็กวัย 15 ดังนั้นภาษาในเรื่องจึงไม่ได้อ่านยากมาก เรียกว่าเป็นหนังสือที่ครบรสและให้ข้อคิดทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้ดีมากๆ เลยครับ

5. The Princess Diaries (2000) ของ Meg Cabot

ใครชอบความเป็นเจ้าหญิง สายแฟร์ ลูกคุณ ต้องห้ามพลาดกับนิยายเรื่องนี้! เพราะชีวิตของตัวเอกของเรื่องอย่าง ‘มีอา’ ต้องปั่นป่วนเมื่อเธอค้นพบว่าจริงๆ แล้วพ่อของตัวเองเป็นเชื้อพระวงศ์ประเทศ Genovia และทำให้เธอมีศักดิ์เทียบเท่าการเป็นเจ้าหญิง!

นิยายเรื่องนี้เล่าถึงชีวิตพลิกผันของเด็กสาวมัธยมที่จู่ๆ ก็ต้องเปลี่ยนไปเป็นเจ้าหญิงมีอาต้องปรับตัวและเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดก็จะเล่าผ่านไดอารีของเธอตามชื่อเรื่อง ‘The Princess Diaries’ นั่นเอง

นิยายในซีรีส์นี้ขายดีมากๆ แถมยังเคยนำมาทำเป็นภาพยนตร์จนปังสุดๆ ใครเป็นมือใหม่อยากเริ่มคนที่ฝึกภาษาอังกฤษจากการอ่านนิยาย พี่ก็ขอแนะนำให้ไปตำกันเลย~

6. On Earth We’re briefly Gorgeous (2019) ของ Ocean Vuong

ปิดท้ายด้วยนวนิยาย Epistolary ร่วมสมัยสุดไอคอนิกจากนักเขียนและกวีชาวเวียดนาม-อเมริกันอย่าง ‘โอเชียน วอง’ ตัวละครหลักของเรื่องชื่อ Little Dogเป็นเด็กหนุ่มชาวเวียดนามที่อพยพหนีสงครามมาที่อเมริกาพร้อมกับครอบครัว ดังนั้นเรื่องนี้จึงตีแผ่ American Dreamได้อย่างครบรส เล่าถึงสิ่งที่ผู้อพยพชาวเอเชียมักเผชิญเมื่อย้ายมาอยู่ในสังคมของอเมริกา รวมถึงเล่นประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ เชื้อชาติ เพศ และครอบครัวแบบหนักหน่วงด้วย

Little Dog จะเล่าถึงสิ่งที่เขาต้องเผชิญผ่านจดหมายที่เขาเขียนให้ ‘แม่’ ของเขา ทั้งเรื่องการค้นหาอัตลักษณ์ของตัวเอง การถูกเหยียดเชื้อชาติ และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนภายในครอบครัวของพวกเขาเอง แต่ความตลกร้ายนั่นคือแม่ของ Little Dog จะไม่มีวันรับรู้สิ่งที่เขาเขียนไปในจดหมาย เพราะเธออ่านหนังสือไม่ออก! นิยายเรื่องนี้เลยเปรียบเสมือนบันทึกคำพูดและความรู้สึกต่างๆ ที่ตัวละครหลักรู้สึกแต่กลับไม่สามารถถ่ายทอดออกไปให้แม่ของเขาฟังได้ และคนที่จะเป็นผู้รับรู้เรื่องราวและแบกรับความรู้สึกของเขาไว้ก็คือนักอ่านอย่างเราๆนี่เอง (ว้าวมากๆ ยิ่งอ่าน ยิ่งอิน!) ถือว่าเป็นการนำเทคนิคการเล่าเรื่องโดยใช้จดหมายมาประยุกต์กับการวางพล็อตเรื่องได้อย่างลงตัว ใครชอบอะไรแนวนี้รีบไปหามาอ่านด่วนๆ เลยครับ

……….

เป็นยังไงกันบ้างครับกับนิยายแต่ละเรื่องที่เลือกมา มีใครอยากอ่านเรื่องไหนกันบ้าง ต่อไปนี้ทุกคนคงจะเข้าใจนวนิยายประเภทจดหมายกันมากขึ้นแล้วเนอะ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของนิยายที่น่าสนใจและอ่านสนุกมากๆ ถ้าหากใครรู้จักหรือเคยอ่านนิยายประเภท Epistolary เรื่องอื่นๆ ก็สามารถนำมาแชร์กันได้ที่คอมเมนต์ข้างใต้นี้ได้เลย~

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...