โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ทับหลังนารายณ์" สู่ "เสาติดผนังพระกฤษณะ" ย้อนรอยสถาบันศิลปะชิคาโกคืนโบราณวัตถุกลับไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 มิ.ย. 2567 เวลา 07.03 น. • เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2567 เวลา 07.03 น.
ภาพจาก มติชน

สืบเนื่องจาก “สถาบันศิลปะแห่งนครชิคาโก” (The Art Institute of Chicago) สหรัฐอเมริกา แจ้งความประสงค์ส่งคืนโบราณวัตถุให้กับกรมศิลปากรจำนวน 1 รายการ ได้แก่ “ชิ้นส่วนเสาติดผนังรูปพระกฤษณะยกเขาโควรรธนะ” (Fragment of a Pilaster with Krishna lifting Mount Govardhana) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสถาปัตยกรรมประเภทปราสาทหิน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 17 หรือประมาณ 900 ปี ของปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนย้อนรอยเรื่องราวการส่งคืนโบราณวัตถุจากสถาบันศิลปะชิคาโก ที่เคยเป็นเหตุการณ์สุดโด่งดังในหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อครั้งการส่งคืน “ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ปราสาทพนมรุ้ง” ใน พ.ศ.2531 จนกระทั่งเสาติดผนังรูปพระกฤษณะกำลังจะได้กลับสู่มาตุภูมิ

เบื้องหลังส่งคืนเสาติดผนังพระกฤษณะ

“ดร.ทนงศักดิ์ หาญวงษ์” นักวิชาการอิสระด้านโบราณคดี และคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย เผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถาบันศิลปชิคาโก เป็นแห่งเดียวที่คณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุฯ ยังไม่ได้ส่งรายการติดตามทวงคืน เนื่องจากไม่มีข้อมูลโบราณวัตถุที่ต้องทวงคืนจากสถาบันศิลปะชิคาโกอยู่ใน 133 รายการทวงคืน ที่กรมศิลปากรรวบรวมให้คณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุฯ พิจารณา ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าแปลกใจไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม แม้ไม่มีรายชื่อสถาบันศิลปะชิคาโกปรากฏในรายการทวงคืนที่กรมศิลปากรรวบรวม แต่สถาบันศิลปะชิคาโกได้แจ้งความประสงค์ส่งคืนเสาติดผนังสลักรูปพระกฤษณะ จากปราสาทพนมรุ้ง กลับสู่ประเทศไทย

ดร.ทนงศักดิ์ สันนิษฐานว่า อาจมีการติดตามทวงคืนโดยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐ (United States Department of Homeland Security) และอัยการในแต่ละรัฐที่ดำเนินงานร่วมกันในการฟ้องร้อง พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ให้ส่งคืนโบราณวัตถุกลับไปยังประเทศต้นทาง

เมื่อเกิดกรณีฟ้องร้องขึ้น พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ จึงยินดีส่งคืนโบราณวัตถุคืนให้กับประเทศต้นทางก่อนที่คดีจะสิ้นสุดลง หรือตกลงยอมความนั่นเอง คล้ายกับกรณี “Golden Boy” ที่เพิ่งหวนคืนสู่ประเทศไทย แม้ประเทศไทยมีมติให้ทวงคืน แต่ยังไม่ทันได้ส่งเรื่องดำเนินการ “พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิทัน” หรือ เดอะ เมท (The Metropolitan Museum of Art : The MET) นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก็โดนอัยการรัฐนิวยอร์กใต้สั่งฟ้องเสียก่อน จึงจำเป็นต้องส่ง Golden Boy คืนให้กับประเทศไทย

จึงสันนิษฐานว่าอาจเป็นกรณีเดียวกันกับสถาบันศิลปะชิคาโก เนื่องจากประเทศไทยเองก็ไม่ได้รับคำชี้แจงจากสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน ว่าเพราะเหตุใดสถาบันศิลปะชิคาโกจึงแจ้งส่งคืนเสาติดผนังสลักรูปพระกฤษณะ กลับสู่ประเทศไทย ดร.ทนงศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม กรมศิลปากร ระบุว่า ก่อนหน้านี้ “ดร. Nicolas Revire” ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะและโบราณคดีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสถาบันศิลปชิคาโก ได้เดินทางมายังอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และพบหลักฐานที่เชื่อมั่นได้ว่าเสาติดผนังรูปพระกฤษณะที่สถาบันศิลปชิคาโกได้รับบริจาคเมื่อ พ.ศ. 2509 นั้นมาจากปราสาทพนมรุ้ง

สถาบันศิลปะแห่งนครชิคาโก จึงมีความห่วงกังวลว่าโบราณวัตถุดังกล่าวอาจมีที่มาที่ขัดต่อกฎหมาย จึงมีความประสงค์ส่งมอบคืนให้แก่รัฐบาลไทย โดยสถานะปัจจุบัน คณะกรรมการบริหารทรัพย์สิน (Board of Trustees) ของสถาบันศิลปชิคาโกได้อนุมัติให้ถอดโบราณวัตถุรายการนี้ออกจากทะเบียนของสถาบันแล้วตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา และได้ประสานกรมศิลปากรถึงขั้นตอนการเตรียมการส่งคืนสู่ประเทศไทย

ย้อนไทม์ไลน์ทวงคืนทับหลังจากชิคาโก

ย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันโด่งดัง เมื่อ พ.ศ.2531 สถาบันศิลปะชิคโกได้ทำการส่งคืนโบราณวัตถุทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ แห่งปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ กลับคืนสู่ประเทศไทย หลังจากถูกโจรกรรมไปนานร่วม 30 ปี

ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ปราสาทพนมรุ้ง มีลักษณะเป็นพระนารายณ์บรรทมตะแคงขวา (พระวิษณุอนันตศายินปัทมนาภา) เหนือพญาอนันตนาคราช ซึ่งทอดตัวอยู่เหนือมังกรอีกต่อหนึ่งท่ามกลางเกษียรสมุทร (ทะเลน้ำนม) โดยมีดอกบัวผุดขึ้นจากพระนาภี (สะดือ) ของพระองค์

นารายณ์บรรทมสินธุ์ในเกษียรสมุทร เป็นความเชื่อตามศาสนาพราหมณ์ไวษณพนิกาย ที่นับถือพระวิษณุหรือพระนารายณ์ว่าเป็นใหญ่เหนือเทพองค์ใด เชื่อกันว่าเมื่อถึงวันสิ้นโลกพระนารายณ์ที่เป็นเทพเจ้าแห่งการพิทักษ์ปกป้องและรักษาจะกลับไปพักผ่อน ณ เกษียรสมุทร จากนั้นดอกบัวจะกำเนิดขึ้นจากพระนาภีของพระองค์พร้อมพระพรหมผู้สร้างโลก และถือเป็นจุดเริ่มต้นของโลกกัปต่อไป

คลังข้อมูล ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้า สุภัทรดิศ ดิศกุล ระบุว่า เดิมทีทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์อยู่ทางมณฑปทิศตะวันออกของปราสาทพนมรุ้ง ก่อนตกลงมาที่พื้นและแตกออกเป็นสองส่วน หลักฐานแรกสุดเป็นรูปถ่ายในสมัยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อ พ.ศ. 2472 และ “นายมานิต วัลลิโภดม” จากกรมศิลปากรถ่ายรูปไว้อีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2503

หลังจากนั้นทับหลังก็หายไป โดยกรมศิลปากรสามารถติดตามคืนมาได้เพียงชิ้นเดียว (ชิ้นที่สองคือที่ทวงคืนจากสถาบันศิลปะชิคาโก) ดร.ทนงศักดิ์ ระบุว่า เนื่องจากช่วงเวลาที่ทับหลังหายไปตรงกับยุคสงครามเวียดนาม จึงเชื่อกันว่าการโจรกรรมเป็นฝีมือของทหารอเมริกันที่ใช้เฮลิคอปเตอร์เข้ามาขนย้ายออกไปจากปราสาทพนมรุ้ง แม้แต่วง “คาราบาว” ก็ได้แต่งเพลง “ทับหลัง” ซึ่งเนื้อเพลงก็พูดถึงการขนย้ายด้วยเฮลิคอปเตอร์เช่นเดียวกัน

แต่จากการลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์ชาวบ้าน พบว่า การโจรกรรมทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ทำโดยฝีมือคนไทยเองที่ไปรับจ้างชาวต่างชาติขนโบราณวัตุลงมาจากโบราณสถาน โดยใช้วิธีเอาไม้ไผ่พาด และมีรถบรรทุกรออยู่ด้านล่าง ดังนั้น เหตุการณ์ที่ว่าทหารอเมริกันเอาเฮลิคอปเตอร์มาขนย้ายจึงไม่เป็นเรื่องจริง

“ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาติดต่อให้พาขึ้นไปเที่ยวบนปราสาทหินพนมรุ้ง พอขึ้นไปถึงก็ถ่ายรูปปราสาทอย่างเดียว จากนั้น 2 เดือนให้หลังก็เอาอัลบัมรูปนั้นมาให้ชาวบ้านดู แล้วจ้างให้ไปขนโบราณวัตถุลงมา ซึ่งจะตีมูลค่าแตกต่างกันไป โดยทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์มีมูลค่าประมาณ 1 แสนบาท ในสมัยนั้นก็ถือว่าเยอะ”

พบทับหลังที่ชิคาโก

ผ่านไปหลายปี จนกระทั่ง พ.ศ.2519 “ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้า สุภัทรดิศ ดิศกุล” คณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ในสมัยนั้น ได้ไปบรรยายที่สถาบันศิลปะชิคาโก และได้เห็นทับหลังชิ้นนี้จัดแสดงอยู่ จึงได้รายงานกลับมายังกรมศิลปากรให้ดำเนินการติดต่อขอคืนใน พ.ศ. 2519 ซึ่งเรื่องเงียบหายไปนานกว่า 10 ปี

ดร.ทนงศักดิ์ กล่าวว่า การทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากสถาบันศิลปะชิคาโก เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากเป็นหน่วยงานเอกชน และไม่มีกฎหมายข้อใดในสมัยนั้นที่ระบุถึงการทวงคืนโบราณวัตถุ ตลอดจนกฎหมายที่ปราบปรามการค้าของโจรหรือของผิดกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่ได้ดำเนินการจริงจัง

เวลานั้น เป็นที่ทราบกันดีว่าพิพิธภัณฑ์ในลักษณะนี้เป็นของเอกชนที่เป็นนักสะสม โดยจะนำโบราณวัตถุส่วนหนึ่งไว้เพื่อการวิจัยและศึกษา ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สหรัฐฯ จึงเสียผลประโยชน์ด้านภาษี ตลอดจนการปราบปรามการทุจริตด้วยวิธีฟอกเงินโดยใช้โบราณวัตถุ

เนื่องจากต้องใช้หลายขั้นตอนในการติดตามทวงคืน ประเทศไทยจึงต้องยอมเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อโบราณวัตถุกลับสู่มาตุภูมิ เช่น กรณี พระพุทธรูปนาคปรก วัดทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขไทย ซึ่ง “นายธนินท์ เจียรวนนท์” และ “นายวัลลภ เจียรวนนท์” แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นผู้ให้การสนับสนุนค่าชดเชย ใน พ.ศ.2539 เป็นต้น

ต่อเมื่อสหรัฐฯ มีกฎหมายที่เกิดขึ้นมาเพื่อปราบปรามการกระทำดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยมีช่องทางสามารถติดตามทวงคืนโบราณวัตถุอื่น ๆ ได้สะดวกมากขึ้น ระยะหลังมานี้จึงปรากฏข่าวการส่งคืนโบราณวัตถุจากสหรัฐฯ สู่ประเทศต้นทางอยู่บ่อยครั้ง

กลับสู่มาตุภูมิ

ดร.ทนงศักดิ์ ระบุอีกว่า สำหรับทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ในตอนแรกสถาบันศิลปะชิคาโกไม่ยอมคืนให้ประเทศไทย โดยต่อรองว่าต้องการโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอื่น ๆ ของไทยไปแลกเปลี่ยน นั่นคือ “ใบเสมาพิมพาพิลาป” เมืองฟ้าแดดสวนยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น

เนื่องจาก ใบเสมาพิมพาพิลาปเป็นโบราณวัตถุสมัยทวารวดีที่สำคัญที่สุดอีกชิ้นหนึ่ง มีอยู่เพียงชิ้นเดียวในประเทศไทยหรืออาจเป็นชิ้นเดียวในโลก มีลักษณะเป็นรูปพระนางพิมพาสยายผมเช็ดพระบาทพระพุทธเจ้า ซึ่งไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน และอาจมีคุณค่ามากกว่าทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์เสียอีก

ต่อมา ชาวไทยในชิคาโก รวมทั้งชาวอเมริกันในหลายเมืองได้ลุกฮือเรียกร้องให้สถาบันศิลปะชิคาโกส่งทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์กลับคืนสู่ประเทศไทย กลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก จนมีส่วนทำให้สถาบันศิลปะชิคาโกต้องส่งทับหลังกลับสู่ประเทศไทย

โดยสถาบันศิลปะชิคาโกได้ส่งทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์กลับคืนสู่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2531 ในพระนามของศาสตราจารย์ หม่อมเจ้า สุภัทรดิศ ดิศกุล และถึงสนามบินดอนเมืองในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2531

อย่างไรก็ตาม ดร.ทนงศักดิ์ ระบุว่า ประเทศไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์กลับคืนมา ไม่ใช่เพราะการเดินขบวนและใช้มวลชนกดดันอย่างเดียว แต่ข่าวนี้ก็ถูกคัดค้านอยู่เสมอจากคณะผู้แทนที่รัฐบาลไทยส่งไปเจรจา

ทั้งนี้ แม้ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่กลายเป็นภาพจำของคนไทยเรื่องการทวงคืนโบราณวัตถุจากต่างแดน ไม่ใช่โบราณวัตถุชิ้นแรกที่ดำเนินการทวงคืนได้สำเร็จ ก่อนหน้านั้นมี ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์กู่สวนแตง จากปราสาทกู่สวนแตง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งได้ถูกขโมยไปเมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2507

ก่อนจะไปปรากฏในแคตตาล็อกของ “Mr.Avery Brundage” และนำไปจัดแสดงที่ “De Young Museum” ในซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งติดตามทวงคืนเป็นเวลานานเช่นกันก่อนที่ทับหลังกู่สวนแตงจะกลับสู่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2513 โดยปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

นับว่าเป็นอีกหมุดหมายสำคัญในการส่งคืนโบราณวัตถุของประเทศไทยในต่างแดน โดยเฉพาะกรณี เสาติดผนังสลักรูปพระกฤษณะ ซึ่งเป็นรายการล่าสุดในรอบเกือบ 40 ปี ตั้งแต่สถาบันศิลปะชิคาโกส่งทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ปราสาทพนมรุ้ง คืนสู่ประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.2531 ก็ไม่มีรายการใดอีกเลยที่ประเทศไทยได้รับการส่งคืนโบราณวัตถุจากสถาบันแห่งนี้ และมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีโบราณวัตถุชิ้นอื่น ๆ อีกที่จะถูกทยอยส่งคืนมายังประเทศไทย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ทับหลังนารายณ์” สู่ “เสาติดผนังพระกฤษณะ” ย้อนรอยสถาบันศิลปะชิคาโกคืนโบราณวัตถุกลับไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...