‘Voice of Baceprot’ วงเมทัลของ 3 สาวมุสลิม ที่สวมฮิญาบเล่นดนตรีบีตหนัก และสื่อสารถึงเรื่องไม่แฟร์ที่ผู้หญิงทั่วโลกเผชิญ
ท่ามกลางการตั้งคำถามเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศในศาสนาอิสลาม และขนบธรรมเนียมในสังคมที่เชพให้ผู้หญิงมุสลิมควรจะอยู่ในกรอบอันแข็งเกร็ง Voice of Baceprot คือวงดนตรีเมทัลร็อก นำโดย 3 สาวชาวอินโดนีเซีย ที่หาญกล้าสวมฮิญาบร้องเพลงว่าด้วยสิทธิสตรี และเปล่งเสียงเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศอย่างตรงไปตรงมา มาพร้อมกับจังหวะดนตรีบีตหนักๆ มันๆ จากกีตาร์ เบส และกลอง ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายภาพขนบความเป็นหญิงของคนในศาสนาไม่น้อยเลยทีเดียว แต่พวกเธอทั้งสามก็ยังยึดมั่นและขอเป็นตัวเองต่อไป เพราะความซ่า ความร็อกนั้นเป็นตัวตนที่มาจากข้างใน และเรื่องความไม่แฟร์ที่ทั้งพวกเธอ และผู้หญิงทั่วโลกเจอก็เป็นเรื่องจริงที่อยากตะโกนออกมาดังๆ ผ่านผลงานเพลง
Voice of Baceprot เป็นการรวมตัวตัวของวัยรุ่นหญิง ประกอบด้วย Firdda Kurnia นักร้องและมือกีตาร์ Eusi Siti Aisyah มือกลอง และ Widi Rahmawati มือเบส ซึ่งล้วนเป็นลูกสาวของเกษตรกรท้องถิ่น พวกเธอก่อตั้งวงขึ้นมาในปี 2014 หลังจากที่ Ahba Erza ครูในโรงเรียนมัธยมของพวกเธอแนะนำให้รู้จักดนตรีเมทัล Marsya และ Rahmawati ได้ค้นพบวงร็อกชื่อดังอย่าง System of a Down ในคอมพิวเตอร์ของครู แน่นอนมันโดนเส้นพวกเธอเต็มๆ และ Marsya ก็ได้บอกว่า “เราตกหลุมรัก! อะดรีนาลีนพลุ่งพล่านเลยค่ะ!” ซึ่งครูคนนี้ก็ยังคอยดันหลัง ช่วยให้พวกเธอได้เรียนรู้การเล่นดนตรีอีกด้วย
แม้ว่า Kurnia จะบอกว่า “ฉันค้นพบตัวเองในเพลงเมทัล” แต่เส้นทางการทำตามฝันของตัวเองไม่ได้ราบรื่นซะทีเดียว เพราะด้วยความที่เป็นสาวมุสลิมสวมฮิญาบ พวกเธอต้องผ่านหลายด่าน และต้องมีจิตใจเข้มแข็งพอสมควรเพื่อที่จะลุยต่อ
“พวกเขาบอกว่าดนตรีของฉันถูกสั่งห้ามโดยศาสนาของฉัน” Kurnia กล่าว ซึ่งพ่อแม่ของเธอเองก็ห้ามไม่ให้เล่นในตอนแรก และด้วยความที่เป็นสาวมุสลิม ที่มีประเพณีการแต่งงานแบบคลุมถุงชนอยู่ พ่อแม่ของพวกเธอก็ต่างกดดันให้พวกเธอเดินตามรอยประเพณีเดิมนี้ แต่พวกเธอก็รวบรวมความกล้าปฏิเสธมัน แม้จะเสี่ยงก็ตาม
“มันยากมากจริงๆ ที่จะพูดว่า ‘ไม่’ กับพ่อแม่ เมื่อพวกเขาบอกให้เราแต่งงาน” Marsya กล่าว ทว่า “แต่เรามีความสุขดีเพราะดนตรี มันทำให้เราเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่แท้จริง เฮฟวี่เมทัลทำให้เรากล้าที่จะพูดว่า ‘ไม่! ฉันจะเล่นเมทัลจนกว่าจะเล่นไม่ได้อีก!’” นับเป็นความกล้าหาญ และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงอีกหลายคนลุกขึ้นมากำกับชีวิตของตัวเองมากๆ ซึ่งตัว Kurnia ก็บอกว่า แม้ตอนแรกพ่อแม่จะไม่ได้สนับสนุน แต่เมื่อวงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น มันก็ทำให้พวกเขาภูมิใจและให้การสนับสนุนอยู่ดี
ความโดดเด่นของ Voice of Baceprot นอกจากดนตรีร็อกสุดมันแล้ว ที่ถูกพูดถึงมากไม่แพ้กันคือเนื้อเพลงที่เน้นย้ำประเด็นสังคม ซึ่งหลายคนอาจไม่คุ้นชินกับการที่สาวมุสลิมจะออกมาพูดเรื่องเหล่านี้ขณะสวมฮิญาบมากเท่าไรนัก แต่พวกเธอก็เด็ดเดี่ยวในการทำ อย่างซิงเกิลเดบิวต์ของพวกเธอในปี 2018 กับเพลง School Revolution ก็เล่าเกี่ยวกับความล้มเหลวของระบบการศึกษา ซิงเกิลในปี 2021 อย่าง God Allow Me (Please) to Play Music ซึ่งเป็นเพลงแนว alternative metal ให้กลิ่นอายยุค 90s ที่เนื้อเพลงเป็นการขอพระเจ้าเล่นดนตรี ทำไมผู้หญิงสวมฮิญาบจะเล่นดนตรีไม่ได้ล่ะคะท่าน อะไรทำนองนี้ นอกจากนี้ ยังมีเนื้อเพลงที่พูดเรื่องเฟมินิสม์ ความรุนแรงทางเพศ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นสังคมทั้งนั้น
อีกเพลงหนึ่งที่เราอยากพูดถึงของพวกเธอ คือเพลง (Not) Public Property ที่สะท้อนปัญหาสังคมที่ผู้หญิงต้องเผชิญในปัจจุบัน โดยเพลงนี้ถูกเผยแพร่ในวันสตรีสากล และเป็นจุดเริ่มต้นในการทำแคมเปญบริจาคเงินช่วยเหลือเหยื่อความรุนแรงทางเพศ
“ดูเหมือนอินโดนีเซียจะสะท้อนความเป็นอันโหดร้ายที่ผู้หญิงและเด็กๆ ในส่วนต่างๆ ของโลกนี้ต้องเผชิญ พวกเขายังคงต้องทนทุกข์ทรมานจากความรุนแรง บ่อบครั้งก็ถูกปกปิดไม่ให้สาธารณชนรับรู้ พวกเราจะมุ่งมั่นในการสร้างพื้นที่ปลอดภัย และต่อสู้กับความรุนแรง และการล่วงละเมิดทางเพศไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน รวมถึงผ่านบทเพลงที่พวกเรานำเสนอออกมาค่ะ” นี่เป็นสปีชอันทรงพลังของ Marsya
Marsya อธิบายว่า “เพลงนี้เริ่มต้นด้วยบทสนทนาว่า ทำไมการสูญเสียอำนาจเหนือร่างกายและชีวิตของเราถึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ ไม่เฉพาะในอินโดนีเซีย แต่ในตะวันออกกลางและสหรัฐอเมริกา พวกเราเบื่อที่จะได้ยินผู้คนพูดเกี่ยวกับร่างกายผู้หญิง หากเกิดความรุนแรงทางเพศโดยผู้ชายต่อพวกเรา ร่างกายของพวกเราจะถูกกล่าวโทษ ทุกคนต้องการที่จะแทรกแซงสิ่งที่เราควรสวมใส่ หรือวิธีการที่เราควรจะปรากฏตัวในที่สาธารณะ พวกเราเลยเขียนเพลง [Not] Public Property ขึ้นมา”
Widi กล่าวเสริมว่า “สิทธิสตรีมักอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ที่มองว่าผู้หญิงเป็นภัย ปัญหาหลักคือผู้หญิงถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสอง ซึ่งมีไว้เพื่อเติมเต็ม (ผู้ชาย)”
เรียกได้ว่าพวกเธอมีจิตใจที่แข็งแกร่ง และรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่เพื่อสิ่งที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ในสังคมวงกว้าง โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่ยังถูกเลือกปฏิบัติในปัจจุบัน แม้ในช่วงแรกวัยรุ่นทั้งสาม ต้องเจอกับแรงกระแทกภายนอกอย่างไม่ยุติธรรม ครั้งหนึ่งพวกเธอก็ถูกกันซีน เพราะกลองของ Sitti ดังเกินไป Marsya ถูกขว้างก้อนหินใส่หัวของเธอ พร้อมกับข้อความแนบมาบอกให้เธอหยุดเล่น “เพลงปิศาจ” นี้ซะ
“มันน่ากลัวจริงๆ แต่ฉันชอบดนตรี ฉันเลยไม่แคร์ มันไม่เกี่ยวกับศาสนาหรอก มันเกี่ยวกับผู้คนรอบเรา” Marsya ยังคงไปต่อในเส้นทางที่เลือกแม้จะโดนกลั่นแกล้งก็ตาม
หรือจะเป็นในการทัวร์ยุโรปครั้งแรกของพวกเธอ ที่ Kurnia บอกกับผู้ชมคอนเสิร์ตว่า นักข่าวถามตลอดว่าทำไมพวกเธอถึงสวมฮิญาบ ถูกบังคับหรือเปล่า และ “มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนมาที่นี่เพื่อแฟชั่นโชว์”
เธออธิบายเพิ่มว่าเหตุผลที่ยังใส่ฮิญาบ เพราะมันเป็น “สัญลักษณ์แห่งสันติภาพ ความรัก และความงาม และถ้าคุณถามฉันว่า พวกเราทำอย่างไรหากมีคนถามเกี่ยวกับฮิญาบ นี่คือสิ่งที่เราทำค่ะ” และพวกเธอก็โชว์ทักษะการเล่นดนตรีให้ทุกคนฟังอย่างสง่างาม
Kurnia พูดต่อว่า “และถ้าคุณถามฉันอีกครั้งว่า แน่ใจไหมกับทางที่เลือก? และอะไรคือสิ่งที่เราทำกับฮิญาบของเรา นี่แหละค่ะคือสิ่งที่เราทำกับฮิญาบของเราจริงๆ” และพวกเธอก็เล่นดนตรีสุดมันต่อไป
ด้าน Rahmawati ได้เปิดเผยกับสื่อว่า การถูกถามด้วยแนวคำถามที่น่ารำคาญลักษณะนี้ทำให้พวกเธออึดอัด เพราะ “ดูเหมือนพวกเราจะดังเพราะแค่สวมฮิญาบ” ซึ่งจริงๆ แล้วพวกเธอก็มีความสามารถที่อยากให้ทุกคนได้มองเห็น
การสวมฮิญาบพูดเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศ และสิทธิในตัวผู้หญิง อาจทำให้เกิดตั้งคำถามในวงกว้าง แต่นั่นล้วนเป็นชอยส์ที่พวกเธอเลือก พวกเธอยังเชื่อในศาสนา พร้อมๆ กับความเท่าเทียมทางเพศที่พวกเธออยากให้เกิด และการจะเป็นอะไรก็ได้ของผู้หญิง ที่บางครั้งอาจไม่ใช่ศาสนาที่ขวางกั้นผู้หญิงเอาไว้ แต่เป็นค่านิยมสังคมมากกว่าที่ไม่ยอมเปิดใจให้กับผู้หญิงทุกเฉด ไม่ว่าจะสวมฮิญาบ หรือไม่สวมฮิญาบก็ตาม
อ้างอิง
https://www.newsweek.com/voice-baceprot-muslim-all-girl-trio-metal-1699044
https://www.spin.com/2022/06/voice-of-baceprot-interview/
https://www.theguardian.com/music/2023/jul/17/indonesian-muslim-women-metalheads-voice-of-baceprot
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ‘Voice of Baceprot’ วงเมทัลของ 3 สาวมุสลิม ที่สวมฮิญาบเล่นดนตรีบีตหนัก และสื่อสารถึงเรื่องไม่แฟร์ที่ผู้หญิงทั่วโลกเผชิญ
- อาโป DICE ไอดอล LGBTQ+ ผู้เคยต้องทำตัวแมนเพื่อให้อยู่รอดในวงการ จนถึงวันที่ยอมรับได้ว่า การเป็นตัวเองมันโอเคที่สุดแล้ว
- 6 บทเพลงทรงพลังในตำนานทั้งไทย ลูกทุ่ง และสากล ที่คอยอยู่เคียงข้าง LGBTQ+ เพื่อส่งเสียงบอกว่า เพศไหนๆ ก็มีสิทธิ์เป็นตัวเอง และมีสิทธิ์ที่จะรักทั้งนั้น
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com