เข้าสู่โลกนิยายเพื่อเป็นดาวนำโชคของตัวร้ายกับลูกชายแฝดสาม (จบแล้ว)
ข้อมูลเบื้องต้น
เข้าสู่โลกนิยายเพื่อเป็นดาวนำโชคของตัวร้ายกับลูกชายแฝดสาม
Illust : Mao Chan
ว่ากันว่าพลังของแสงจันทร์จะนำพาซึ่งปาฏิหาริย์บางอย่างมาให้กับใครบางคนที่มีชะตาต้องกันจริงๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของใครคนนั้นให้มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองและสุขสบายตลอดไป
คืนนี้เป็นคืนที่พระจันทร์ทรงกลด ซูเหยียนถิงออกมาอ่านหนังสือนิยายที่ริมระเบียงเพื่ออาบแสงจันทร์ไปพร้อมๆ กัน
อีกฝั่งของโลกคู่ขนาน เด็กน้อยแฝดสามในวัยเจ็ดขวบก็กำลังตั้งจิตอธิษฐานต่อดวงจันทร์ที่ลานเปล่าหน้าเรือน เพื่อขอพรให้มารดาที่แสนร้ายกาจ ที่ชอบทุบตีพวกเขาเป็นประจำ รวมถึงกำลังสวมคิดหมวกเขียวให้กับท่านพ่อของพวกเขาคนนั้น หลงอยู่ในป่าบนเขาจนไม่อาจหาทางกลับมา
ทว่าในระหว่างที่เด็กน้อยทั้งสามกำลังตั้งจิตอธิษฐานอยู่นั้น จู่ๆ เสี่ยวเป่าน้องเล็กของกลุ่มก็เกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"ข้าสามารถขอท่านแม่คนใหม่ได้ไหมนะ ท่านแม่ที่ดีกับพวกเราจริงๆ ท่านแม่ที่จะอยู่กับพวกเราและท่านพ่อตลอดไป"
ท่านแม่ที่ไม่ต้องการ
ณ หมู่บ้านจิ่วลู่ ที่มีการออกตามหาหญิงหลงป่าคนหนึ่งมาตลอดทั้งคืน
แสงไฟจากคบเพลิงและตะเกียงของชาวบ้านยังคงส่องสว่างไปตลอดทาง แม้ว่าการค้นหาจะยังไม่พบคนก็ตาม
หลีตงผู้ใหญ่บ้านจิ่วลู่ นำพาลูกบ้านส่วนหนึ่งออกตามหาภรรยาของหลินเฉาเซินที่ขึ้นเขาไปหาของป่ามาตั้งแต่บ่าย จนตะวันลับขอบฟ้าไปแล้วนางก็ยังไม่กลับลงมา ทำให้ลูกชายคนโตของนางต้องมาคุกเข่าขอร้องให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยออกตามหานางทันที เนื่องจากหลินเฉาเซินในตอนนี้กลายเป็นอัมพาต พิการติดเตียงไปเสียแล้ว ไม่สามารถเดินเหินได้อีกต่อไป
หลังการค้นหาบนเขามาเกือบทั้งคืนก็ยังไม่พบซูเหยียนถงภรรยาของหลินเฉาเซินคนนั้น หลายคนต่างพากันคิดไปว่านางอาจโชคร้ายมากกว่าโชคดี ยังดีที่ค่ำคืนนี้เป็นคืนที่พระจันทร์เต็มดวง ไม่ใช่คืนเดือนมืด ทำให้การออกค้นหาคนไม่ได้ลำบากมากนัก แม้จะยังไม่พบนางก็ตาม
ในขณะที่ทุกคนกำลังช่วยกันตะโกนชื่อของซูเหยียนถงออกมา สตรีร่างอวบคนหนึ่งที่กำลังนอนหงายอยู่ในพงหญ้าก็พลันลืมตาขึ้นมาเช่นกัน
ซูเหยียนถงจำได้ว่าก่อนหน้านี้ตัวเองกำลังนั่งอ่านนิยายเรื่องใหม่ที่เพิ่งซื้อมาอยู่ที่ระเบียงห้องตามลำพัง เพื่ออาบแสงจันทร์ในคืนที่พระจันทร์ทรงกลด จู่ๆ ก็ต้องมานอนกลางป่ากลางเขาในสภาพที่ไม่มีแรง แม้แต่กระทั่งจะลืมตาก็ยากเต็มที
หญิงสาวอยากตะโกนออกไปว่าให้คนเหล่านั้นช่วยหยุดเรียกชื่อของนางเสียที นางอยู่ตรงนี้และอยากนอนพักเป็นอย่างมาก เสียงของพวกเขากำลังรบกวนการนอนของนาง
หลีตงกำลังแหวกพงหญ้าสูงเดินมาทางนี้ ในที่สุดเขาก็ได้พบกับภรรยาของหลินเฉาเซินที่ออกตามหากันมาทั้งคืน
"เจอตัวแล้ว ดูเหมือนว่านางจะพลัดตกลงมาจากเนินตรงนั้น ท่านหมอฉู่อยู่ไหน รีบมาดูอาการของนางเร็วเข้า"
หมอฉู่ที่อาสาออกมาช่วยตามหาซูเหยียนถงอีกคนรีบเข้ามาดูอาการให้กับนางทันที
"มีบาดแผลที่ศีรษะเล็กน้อย คงกระแทกเข้ากับก้อนหินตรงนั้นจนสลบไปในขณะที่ตกลงมา ข้าดูอาการให้แล้ว นางไม่ได้เป็นอะไรมาก วันนี้ก็คงไม่ได้กินอะไรมาเลยทั้งวัน ร่างกายขาดน้ำ จึงยังไม่ฟื้นขึ้นมาเสียที"
"เช่นนั้นพวกเราสามารถเคลื่อนตัวของนางกลับไปยังหมู่บ้านในตอนนี้ได้เลยหรือไม่" หลีตงก้มลงมองคนตรงหน้าที่กำลังปิดตาสนิทและไม่รับรู้สิ่งใดทั้งนั้น
"ให้พวกผู้หญิงมาช่วยกันหามนางกลับไปก็แล้วกัน ป่านนี้เด็กๆ ที่บ้านของอาเซินคงขวัญเสียแย่แล้ว ปล่อยนางเอาไว้ที่นี่ ดีไม่ดีนางอาจป่วยตาย"
หลายคนอยากให้ซูซื่อตายๆ ไปเลยเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีในหมู่บ้านที่เฝ้ามองมาตลอดว่าผู้หญิงคนนี้ได้ทำสิ่งใดกับสามีและลูกชายแฝดสามของนางเอาไว้บ้าง
"พวกเจ้าอย่าเพิ่งรังเกียจนางเลย ถือเสียว่าเห็นแก่เด็กน้อยทั้งสามและอาเซินก็แล้วกัน"
ในเมื่อเป็นคำสั่งของผู้ใหญ่บ้าน ผู้หญิงที่อาสาออกมาตามคนก็ไม่อาจขัดขืนแม้ว่าจะไม่พอใจ
ซูเหยียนถงถูกหามลงมาจากเขาเพื่อมาส่งที่บ้านของนาง
ฝาแฝดทั้งสามจ้องมองท่านแม่ของพวกด้วยความตกตะลึง คิดไม่ถึงเลยว่าคำขอพรของพวกเขาจะไม่เป็นจริง แม้ว่าพวกเขาจะตั้งใจอธิษฐานขอพรเป็นอย่างมาก ถึงขั้นนำเนื้อที่มีอยู่แค่เพียงชิ้นเดียวในบ้านออกมาเพื่อเป็นเครื่องไหว้พระจันทร์ในคืนนี้เสียด้วยซ้ำ
พวกเขาทั้งสามตกลงกันแล้วว่าจะช่วยกันขอพรจากพระจันทร์ ในค่ำคืนที่พระจันทร์ทรงกลดซึ่งพบเห็นได้ยาก ไม่ให้ท่านแม่ที่ใจร้ายและชอบทุบตีพวกเขาคนนี้ได้กลับมาที่บ้านอีกครั้ง เพื่อทำร้ายพวกเขาและท่านพ่อได้อีกต่อไป
"พวกเจ้าทั้งสามเฝ้าแม่ของพวกเจ้าเอาไว้ให้ดี หากนางตื่นขึ้นมาก็ต้มยาห่อนี้ให้นางก็แล้วกัน" หมอฉู่ให้ยาสมุนไพรห่อหนึ่งกับต้าเป่าเอาไว้ก่อนที่เขาจะจากไป
ชาวบ้านทุกคนเมื่อมาส่งซูเหยียนถงเสร็จแล้วก็ได้จากไปทันที พวกเขาเหน็ดเหนื่อยมาแล้วทั้งคืน อยากกลับไปพักผ่อนเสียที ไม่มีใครอยากรู้ว่าหลังจากนี้ไปซูเหยียนถงจะรอดหรือไม่
เด็กทั้งสามคนวิ่งไปดูท่านแม่ของพวกเขาที่ห้องของนาง ก่อนที่จะวิ่งไปยังห้องของบิดาที่อยู่ตรงข้ามกันทันที
"นางกลับมาแล้วขอรับท่านพ่อ แต่ข้าไม่อยากเฝ้านาง" ต้าเป่ารายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้หลินเฉาเซินฟัง ก่อนที่จะนอนลงข้างเตียงของเขาที่กำลังนอนนิ่งอยู่บนนั้น หลังจากที่ท่านลุงสามมาช่วยอุ้มท่านพ่อออกไปขับถ่ายและเช็ดตัวให้เขาก่อนที่จะกลับบ้านใหญ่ไป
"ข้าก็เหมือนกัน ข้าก็ไม่อยากเฝ้านางจึงให้เสี่ยวเป่าเฝ้าแทน" เอ้อเป่าเอ่ยบ้างก่อนที่จะนอนลงบนพื้นที่ปูผ้าผืนบางเอาไว้ข้างๆ กับพี่ชายคนโต
หลินเฉาเซินแม้ไม่อาจขยับร่างกายได้ แต่เขาก็ไม่อยากให้ซูเหยียนถงกลับมาเช่นกัน
"ไปบอกเสี่ยวเป่าให้มานอนกับพวกเจ้า แล้วปล่อยนางไว้ไม่ต้องสนใจ" น้ำเสียงของเขาทั้งเยือกเย็นและเย็นชา สำหรับหลินเฉาเซินแล้วนั้นเขาไม่เคยคิดว่าซูเหยียนถงก็คือภรรยาของเขา ทั้งสองคนไม่ได้เป็นอะไรกัน
เสี่ยวเป่าถูกตามมานอนที่ห้องของหลินเฉาเซินอีกคน ทั้งสี่คนข่มตานอนในตอนรุ่งสางโดยไม่สนใจว่าซูเหยียนถงจะเป็นอย่างไร
สามวันต่อมา
นี่เป็นเวลาสามวันแล้วที่ซูเหยียนถงได้เข้ามาอยู่ในนิยายเรื่องนี้ นิยายที่นางเพิ่งซื้อมาอ่านในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง
หญิงสาวพยายามทบทวนเนื้อหาในนิยายว่าเนื้อเรื่องในตอนนี้กำลังดำเนินมาถึงเนื้อหาในบทใด
ทันทีที่ตื่นขึ้นมาในวันแรก ซูเหยียนถงตกใจเป็นอย่างมาก ทั้งยังคิดไม่ถึงว่าเรื่องราวของการทะลุมิติจะมีอยู่จริงและเป็นตัวของนางเองที่ได้เข้ามาในโลกของนิยายเสียด้วยซ้ำ ซูเหยียนถงได้มาอยู่ในร่างของคนที่มีชื่อเหมือนกันกับนาง เป็นภรรยาคนแรกของตัวร้ายที่พลัดตกจากเนินบนเขา ถูกปล่อยทิ้งไว้ในป่าทั้งคืนจนกระทั่งถูกงูกัดตาย
ในนิยายเรื่องนี้ซูเหยียนถงถูกบังคับให้ต้องแต่งงานกับชายขาพิการเพื่อมาดูแลลูกชายแฝดสามของเขาแลกกับเงินแค่เพียงสามตำลึงเท่านั้น ทุกคนรู้เพียงว่าซูเหยียนถงก็คือลูกสาวของท่านป้าซูที่อยู่หมู่บ้านข้างๆ กัน ไม่มีใครรู้ว่าความจริงเลยว่านางก็คือลูกสาวคนโตของจวนตระกูลซูในเมืองหลวงที่ห่างไกล ส่วนท่านป้าซูก็คือแม่นมของนางเอง
ซูเหยียนถงได้แต่ยอมรับชะตากรรม ทั้งยังต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยนี้ตลอดระยะเวลาสามวันที่ผ่านมา
ตัวประกอบแค่เพียงฉากเดียวในนิยายเรื่องนี้มีรูปร่างที่ค่อนข้างอวบอัดเนื่องจากเป็นคนชอบกิน ซูมามาก็ปล่อยให้นางได้กินเสียจนรูปร่างเปลี่ยนไป ก่อนที่จะขายนางออกมาเพื่อรับเงินสามตำลึงไปใช้จ่ายเอง ทันทีที่จวนตระกูลซูที่อยู่ในเมืองหลวงไม่ยอมส่งเงินมาเลี้ยงดูบุตรีคนโตอย่างซูเหยียนถงอีกต่อไป
คุณหนูใหญ่ตระกูลซูถูกแม่นมของตัวเองหักหลัง ทั้งยังต้องมาแต่งงานกับชายขาพิการที่มีลูกชายฝาแฝดถึงสามคนด้วยกัน
หญิงสาวไม่อาจรับความจริงในเรื่องนี้ได้ เมื่อไม่พอใจขึ้นมาก็จะทุบตีฝาแฝดทั้งสามคนเพื่อเป็นการระบายความแค้นในใจของนาง ท้ายที่สุดยังคิดหนีไปกับบัณฑิตตกยากคนหนึ่งโดยอ้างว่าจะขึ้นเขาไปหาของป่ามาให้ทุกคนได้กิน สุดท้ายก็ยังถูกบัณฑิตคนนั้นผลักตกจากเนินเขา เพื่อแย่งชิงเงินก้อนสุดท้ายของนางไป
ตลอดสามวันที่ผ่านมา ซูเหยียนถงคนใหม่ได้รับสายที่แสนเย็นชาจากสามีรวมทั้งความห่างเหินจากลูกชายทั้งสามมาตลอดทั้งวัน หญิงสาวพยายามทำดีกับพวกเขา แม้ทุกคนไม่ได้ขับไล่ให้นางออกไป แต่ก็ไม่มีใครเลยสักคนที่เข้ามาพูดคุยกับนางอยู่ดี
วันนี้ซูเหยียนถงคิดได้แล้วว่าจะพูดทุกเรื่องกับพวกเขาตามตรง บอกว่านางสำนึกผิดได้แล้วจริงๆ และจะไม่ทำตัวให้เป็นที่น่ารังเกียจอีกต่อไป
นางจะดูแลลูกชายแฝดสามที่น่ารักให้ดี ดูแลสามีด้วยความจริงใจ หวังว่าพวกเขาจะยอมรับฟัง
เช้านี้ทุกคนยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง โชคดีที่นางยังมีมิติติดตัวมาด้วย ทำให้ไม่ลำบากนักในเรื่องของอาหารการกิน เพราะในมิติของนางมีทั้งของคาวของหวานและพืชผักผลไม้สดใหม่มากมาย
ซูเหยียนถงมีความคิดที่จะทำอาหารให้ทุกคนกิน หญิงสาวจึงลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเท้าตรงไปยังห้องครัวทันที
ในขณะที่นางเดินไปยังห้องครัว ฝาแฝดทั้งสามที่แอบมองนางอยู่แล้วก็รีบวิ่งไปยังห้องของท่านพ่อพร้อมกัน
"นางกำลังเข้าครัวขอรับ ท่านพ่อคิดว่านางจะทำสิ่งใด" ต้าเป่าคิดว่าท่านแม่คงหิวจนตาลายไปแล้วเพราะในครัวไม่มีของกิน
"หรือนางจะแอบซ่อนของกินเอาไว้ นางจะแบ่งให้เราหรือไม่ขอรับ ข้าอยากกินไข่ไก่ของนาง" ก่อนหน้านี้ซูเหยียนถงเคยแอบซ่อนไข่ไก่เอาไว้ในห้องของนาง เอ้อเป่าที่ได้กินแค่เพียงน้ำต้มข้าวกับมันเผาครึ่งลูกมาตลอดทั้งสามวัน อยากกินไข่ต้มบ้าง แต่ก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปขโมยมันออกมา เพราะท่านพ่อเคยบอกว่าคนขี้ขโมยไม่ใช่คนดี
"นางบอกว่าจะทำอาหารให้พวกเรากิน ท่านพ่อว่าคำพูดนี้ของนางเชื่อได้หรือไม่" เสี่ยวเป่าคือคนที่จับตามองซูเหยียนถงเอาไว้ตลอดเวลา ตั้งแต่ที่นางลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากเขายังไม่ได้บอกกับทุกคนเลยว่าในค่ำคืนนั้นเขาได้อธิษฐานสิ่งใดเอาไว้บ้าง
เสี่ยวเป่าขอท่านแม่คนใหม่ที่จะมาดูแลท่านพ่อกับพวกเขา สามวันที่ผ่านมานี้เสี่ยวเป่าสังเกตเห็นว่าท่านแม่มีหลายอย่างที่เปลี่ยนไป
อย่างแรกคือนางอาบน้ำทุกวัน เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็สะอาดสะอ้าน ห้องของนางก็ถูกปัดกวาดเช็ดถูเสียจนน่านอน
"พวกเจ้าอดทนอีกนิด อย่าเพิ่งคิดเหลวไหล ไม่นานท่านลุงสามของพวกเจ้าก็คงมา" ทุกวันหลินว่านจงจะนำอาหารง่ายๆ มาให้สี่พ่อลูกได้กิน เป็นอาหารที่เขากับภรรยาแอบเก็บเอาไว้ในตอนที่ภรรยาของเขาต้องเข้าครัวไปทำอาหารให้กับทุกคนที่อาศัยอยู่ในบ้านใหญ่ได้กิน
หลินว่านจงจะมาช่วยน้องห้าของเขาในการเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ทุกวัน วันละสองครั้ง รวมถึงอุ้มเขาไปขับถ่ายที่นอกเรือนที่ก่อนหน้านี้ภรรยาของหลินเฉาเซินไม่เคยสนใจ
ไม่นานหลังจากนั้นหลินว่านจงก็เดินเข้ามา
เด็กๆ รีบวิ่งไปหาท่านลุงสามของพวกเขา หลินว่านจงรีบเข้าไปอุ้มน้องห้าของเขาออกมา เพราะรู้ว่าหลินเฉาเซินอยากออกไปขับถ่ายที่ได้อดกลั้นมาแล้วทั้งคืน
กินได้แน่นอน
ทางด้านซูเหยียนถงนางเองก็พร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในโลกใบนี้
อาหารมื้อเช้าสำหรับคนหกคนควรเป็นอาหารง่ายๆ ที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วเพราะในครัวมีหม้อแค่เพียงใบเดียวเท่านั้น
ซูเหยียนถงนำข้าวสารที่อยู่ในมิติของนางออกมา มิติของนางเป็นห้วงอากาศขนาดประมาณสามหมู่ ในนั้นมีข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นมากมาย ต่อให้ถูกไล่ออกจากบ้านไปนางก็คงไม่ต้องอดตายแน่นอน
โชคดีที่เมื่อสี่ปีก่อน ซูเหยียนถงสอบชิงทุนได้เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่ประเทศไทย ทำให้นางสามารถก่อกองไฟและใช้เตาถ่านเป็น เพราะที่มหาวิทยาลัยมักไปออกค่ายตามชนบทเป็นประจำ
อาหารไทยหลายอย่างซูเหยียนถงก็ทำได้อย่างเชี่ยวชาญ คนไทยมีวิธีการทำอาหารที่หลากหลาย อะไรที่กินได้ก็สามารถนำมาทำอาหารให้อร่อยได้ทั้งสิ้น
สิ่งที่ซูเหยียนถงทำเป็นอย่างแรกก็คือข้าวต้มน้ำใส เป็นข้าวต้มที่มีเม็ดข้าวอวบๆ ขาวๆ ลอยอยู่มากมาย
อย่างแรกนางต้องทำน้ำซุปกระดูกหมูก่อน ซูเหยียนถงใช้วิธีการง่ายๆ โดยการหยิบซุปกระดูกหมูที่เป็นก้อนสำเร็จออกมาจากในมิติของนาง
เมื่อน้ำซุปเดือดได้ที่ดีแล้ว หญิงสาวก็ล้างข้าวสารก่อนที่จะใส่มันลงไป
กลิ่นหอมของน้ำซุปกระดูกหมูอบอวลไปทั่วห้องครัว กระทั่งแฝดสามที่กำลังนั่งคุยอยู่กับท่านพ่อของพวกเขาก็ยังได้กลิ่นเช่นกัน
หลินว่านจงที่ช่วยน้องห้าแต่งตัวเสร็จแล้ว เขากลับไม่กล้ามองไปทางหลานชายทั้งสามคน เพราะวันนี้ท่านลุงสามอย่างเขาไม่มีอะไรมาให้เด็กๆ กับน้องห้าได้กิน
"พวกเด็กๆ คงหิวมากแล้ว รบกวนพี่สามพาพวกเขาไปกินอะไรสักหน่อยก็แล้วกัน" หลินเฉาเซินคิดว่าพี่สามคงวางอาหารเอาไว้ที่ในห้องโถง ยังไม่ทันคิดว่าวันนี้จะไม่มีสิ่งใดให้กิน
"คืออย่างนี้นะน้องห้า" หลินว่านจงมองสบตาเขาก่อนที่จะถอนหายใจออกมา "ข้ากับภรรยาถูกน้องสี่จับได้ว่าแอบซ่อนอาหารมาให้พวกเจ้า นางจึงไปบอกท่านแม่ทันที ท่านแม่จึงไม่ให้เหนียงจื่อเป็นคนทำอาหารอีกต่อไป"
ก่อนหน้านี้น้องห้าคือความหวังของครอบครัวเพราะเขาเป็นคนเดียวที่เรียนเก่งมาก ทั้งยังสอบผ่านได้เป็นซิ่วไฉตั้งแต่อายุแค่เพียงสิบหกปีเท่านั้น
ท่านพ่อกับท่านแม่หวังพึ่งหลินเฉาเซินเพราะเชื่อว่าอีกไม่นานเขาก็จะต้องได้เป็นขุนนาง ดังนั้นในตอนที่น้องห้าอุ้มทารกน้อยแฝดสามกลับมาพวกเขาก็ไม่ว่าอันใด
กระทั่งหลินเฉาเซินประสบอุบัติเหตุระหว่างขึ้นเขาไปหาสมุนไพรมารักษาไข้ให้กับพี่รอง ทุกอย่างก็ได้เปลี่ยนไปทันที
หลินเฉาเซินพลัดตกหน้าผาจนขาหักทั้งสองข้าง ในบ้านมีเงินเหลืออยู่ไม่มาก ท่านพ่อกับท่านแม่ไม่อยากเสียเงินรักษาขาให้กับเขา เพราะหลงคารมพี่รองที่บอกว่าตัวเขาเองก็จะสอบผ่านและได้เป็นซิ่วไฉเช่นกัน
ท่านพ่อกับท่านแม่จึงปรึกษากันว่าจะให้น้องห้าแต่งงานออกไปเพื่อแยกบ้านกัน พี่ใหญ่จึงรีบไปหาสะใภ้ห้ามาให้หลินเฉาเซินทันที
หลังจากแต่งงาน บ้านใหญ่ก็มอบเงินให้กับน้องห้าเป็นจำนวนห้าตำลึงเพื่อออกมาสร้างบ้านหลังใหม่กับภรรยาด้วยกัน หลินเฉาเซินใช้เงินสามตำลึงในการสร้างบ้าน อีกสองตำลึงใช้เป็นค่ายาให้กับตัวเอง แม้จะสามารถรักษาแผลภายนอกให้หายดีได้ ทว่าขาที่หักไปแล้วก็ไม่อาจต่อติดได้อีกต่อไป
หลินเฉาเซินกลายเป็นคนพิการ ภรรยาที่เพิ่งแต่งมาก็ไม่สนใจที่จะดูแลเขา ฝาแฝดทั้งสามก็ไม่มีคนเลี้ยงดู ท่านพ่อถึงกับประกาศให้ทุกคนในหมู่บ้านได้รับรู้ว่าเด็กทั้งสามคนไม่ใช่คนของตระกูลหลินเสียด้วยซ้ำ
ในตอนแรกท่านแม่คิดที่จะขายเด็กทั้งสามคนออกไป ทว่าน้องห้าเป็นตายอย่างไรก็ไม่ยินยอม ถึงขั้นคลานลงจากเตียง ทิ้งความหยิ่งผยองเพื่อปกป้องเด็กทั้งสามคนเอาไว้
ผู้ใหญ่บ้านจึงตัดสินให้เด็กทั้งสามคนกลายเป็นลูกชายของหลินเฉาเซินอย่างถูกต้อง บันทึกชื่อเอาไว้ในทะเบียนของตระกูลหลิน นอกจากหลินเฉาเซินก็ไม่มีใครที่สามารถขายพวกเขาออกไปได้ทั้งสิ้น
"เช่นนั้นหรอกหรือ ไม่ทราบว่าพี่สามพอจะมีเงินให้ข้าหยิบยืมบ้างหรือไม่" ในยามปกติหลินเฉาเซินเป็นคนที่หยิ่งในศักดิ์ศรีมาก หากไม่เพราะเด็กๆ ทั้งสามคนเขาก็คงไม่ยอมก้มหัวขอร้องใครเป็นอันขาด ทั้งยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการยืมเงิน เพราะคนอย่างเขาไม่ทำแน่นอน
ทว่าตอนนี้เด็กๆ ต้องการอาหาร เงินเดือนซิ่วไฉของเขาก่อนหน้านี้จะถูกส่งมอบให้กับท่านแม่ทุกครั้ง แต่หลังจากนี้เป็นต้นไปเขาจะรับไว้เองเพื่อเลี้ยงดูแฝดสามต่อไป
"เจ้าก็รู้ว่าข้ากับพี่สะใภ้สามของเจ้าไม่ค่อยมีเงินมากนัก เช่นนั้นประเดี๋ยวข้าจะไปขอยืมผักป่ามาจากท่านป้าหวังมาสักกำก็แล้วกัน"
ซูเหยียนถงที่เข้าครัวทำอาหารมื้อเช้าเสร็จแล้วเดินผ่านมาได้ยินประโยคนั้นพอดี โชคดีที่วันนี้นางทำกับข้าวเอาไว้สามอย่าง เพียงพอต่อคนทั้งหกคน ทั้งยังสามารถให้พี่สามนำกลับไปให้พี่สะใภ้สามได้อีกด้วยซ้ำ
"พี่สามอยู่ทานมื้อเช้ากับพวกเราก่อนเถิดเจ้าค่ะ วันนี้ข้าเข้าครัวด้วยตัวเอง หวังว่าพวกท่านจะกินมันได้แม้จะเป็นแค่เพียงอาหารง่ายๆ ก็ตาม"
เด็กๆ ตกใจมากเมื่อได้เห็นข้าวต้มที่เรียงเม็ดสวยอยู่ในชามที่ซูเหยียนถงกำลังเดินถือเข้ามาพร้อมกับปลาทอดอีกจานที่แกะก้างมาแล้วเป็นอย่างดี
สามแฝดไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้เห็นท่านแม่คนนี้ไปนำอาหารมาจากที่ใด
หรือก่อนหน้านี้นางซ่อนอาหารเอาไว้มากมาย ต้าเป่าหันไปสบตากับบิดาทันที เพราะทั้งสองคนมีความคิดที่แยบคายและลึกซึ้งเหมือนกัน
"รบกวนพี่สามป้อนข้าวให้กับอาเซินด้วยนะเจ้าคะ ข้าจะพาลูกๆ ออกไปกินอาหารที่ด้านนอกก่อน ประเดี๋ยวพี่สามก็ออกมากินกับพวกเรา" ซูเหยียนถงรู้ว่าหากให้นางเป็นคนป้อนหลินเฉาเซินก็คงไม่กิน นางรู้ตัวดี
"พวกเจ้าออกไปกินอาหารกันก่อน ไม่ต้องเป็นห่วงพ่อ ท่านลุงสามจะดูแลพ่อเอง" หลินเฉาเซินหรี่ตาลง มองซูเหยียนถงด้วยสายตาที่เย็นชา พลางคิดว่าผู้หญิงคนนี้คิดที่จะทำอะไร
ชายหนุ่มไม่เชื่อว่าคนเราจะเปลี่ยนนิสัยได้ในทันที ดังนั้นนางจะต้องมีลูกไม้แน่นอน
หรือนางอยากวางยาพิษพวกเขาทุกคน!!
ซูเหยียนถงถูกหลินเฉาเซินจ้องมองจนแทบจะหยุดหายใจ
"หากเจ้าไม่ต้องการพวกเราก็แค่จากไปเท่านั้น เหตุใดจึงต้องวางยาให้เสียเวลา" เมื่อเขาพูดจบ สีหน้าของแฝดทั้งสามก็ได้เปลี่ยนไป เสี่ยวเป่าคือคนแรกที่กำลังร้องไห้ออกมา ก่อนที่จะวิ่งไปหลบอยู่ข้างหลังท่านลุงสามพร้อมกับพี่ชายอีกสองคน
เด็กทั้งสามคนชะโงกหน้าออกมามองซูเหยียนถงปราดหนึ่งแล้วค่อยๆ หันไปมองท่านพ่อของพวกเขาพร้อมๆ กัน
ซูเหยียนถงรู้ว่าสถานการณ์ตรงหน้ากำลังแย่ลง ทว่านางเองก็ยังไม่หมดหวัง ได้แต่พยายามต่อไป
"เช่นนั้นข้าก็จะกินให้พวกเจ้าได้ดูก่อนก็แล้วกัน" หญิงสาวตักข้าวต้มเข้าปาก ก่อนที่จะวางชามข้าวต้มเอาไว้ที่ข้างเตียงพร้อมกับปลาทอดที่แกะก้างออกจนหมดแล้วก่อนที่จะเดินออกจากห้องของชายหนุ่มไป
หลินเฉาเซินได้แต่ถอนหายใจออกมา เขารู้ว่าเขาคือคนผิด ทว่าเขาก็ไม่สามารถเอาชีวิตของทุกคนมาล่อเล่นได้เช่นเดียวกัน
"พวกเจ้าออกไปกินข้าวที่ห้องโถงก่อน พี่สามก็ด้วยขอรับ ท่านวางชามข้าวเอาไว้เถิด ข้าจะกินเอง" หลินเฉาเซินแค่เป็นอัมพาตที่ขาเท่านั้น กระดูกที่แตกละเอียดทั้งสองข้างยังไม่ติดกันจึงไม่อาจเดินเหินได้อีกต่อไป
หลังจากมื้อเช้าผ่านพ้นไป ซูเหยียนถงก็มอบปลาทอดให้กับพี่สามไปอีกสองตัวเพื่อนำกลับไปให้พี่สะใภ้สามได้กิน
"เจ้าไปหาของพวกนี้มาจากที่ใดกัน" หลินว่านจงมองน้องสะใภ้ห้าด้วยสายตาที่หวาดระแวงเพราะกลัวว่านางจะแอบไปขโมยของของผู้อื่นมา
ซูเหยียนถงได้แต่กลอกตามองบน เมื่อครู่นี้ใครกันที่กินข้าวต้มของนางไปตั้งสองชาม ทั้งยังกินปลาทอดไปอีกครึ่งตัว
"ข้าไปขอซื้อมาจากชาวบ้านเจ้าค่ะ ข้ายังพอมีเงินเก็บติดตัวอยู่บ้าง ข้าสำนึกผิดได้แล้วจริงๆ หลังจากนี้ไปจะดูแลอาเซินและลูกๆ ทั้งสามให้ดี"
ผู้ชายในชนบทส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นคนที่มีความคิดเรียบง่าย ขอเพียงนางไม่ได้ไปขโมยของของใครมา นางจะใช้วิธีการใดก็ได้ทั้งสิ้น
"เช่นนั้นก็ขอบใจน้องสะใภ้ห้ามาก ข้ากลับก่อนนะ ตอนเย็นจะมาเช็ดตัวให้น้องห้าอีกครั้ง" ในบรรดาพี่น้องทั้งหกคน หลินว่านจงที่คนซื่อที่เรียบง่ายและจริงใจต่อหลินเฉาเซินอย่างแท้จริง แม้ว่าตอนนี้หลินเฉาเซินจะตกต่ำก็ตาม
"พี่สามต้องระวังของกินด้วยนะเจ้าคะ อย่าให้คนอื่นเห็นเข้า ประเดี๋ยวพี่สะใภ้สามจะไม่ได้กิน" ภรรยาของหลินว่านจงเองก็เป็นคนซื่อไม่ต่างกัน
"ข้ารู้แล้วน่า เจ้ากลับไปดูลูกๆ ของเจ้าเถิด ข้าจะระวังตัวให้ดี" อาหารที่น้องสะใภ้ห้าทำรสชาติดีมาก เมื่อครู่นี้นอกจากปลาทอดกับข้าวต้มที่มีข้าวมากกว่าน้ำแล้ว เขายังได้กินผัดผักบุ้ง ไข่ต้ม และองุ่นอีกด้วย เรียกได้ว่ากินดีกว่าที่บ้านใหญ่เสียด้วยซ้ำ
"ข้าฝากองุ่นพวกนี้ไปให้อาซวงด้วยก็แล้วกัน" อาซวงคือลูกสาวของหลินว่านจง ปีนี้อายุได้หกขวบ อ่อนกว่าลูกๆ ของนางแค่เพียงปีเดียว
"เช่นนั้นข้าขอข้าวต้มของเจ้าไปให้นางอีกสักถ้วยได้หรือไม่" หลินว่านจงค่อนข้างเขินอายเพราะรู้ดีว่าเขาขอมากไป
ซูเหยียนถงได้แต่คลี่ยิ้มออกมา ก็แค่ของกินเท่านั้นจะเทียบกับสิ่งที่พี่สามทำให้กับสามีของนางได้อย่างไรกัน
"ข้าเตรียมเอาไว้ให้แล้วเจ้าค่ะ ข้าไม่มีทางลืมอาซวงที่น่ารักของพวกเราแน่นอน" หญิงสาวโบกมือให้พี่สาม รอจนกระทั่งเขาเดินหายไปลับตา ก่อนที่จะกลับเข้าบ้านไป
วันนี้ถือได้ว่านางสามารถเข้าใกล้พวกเขาได้อีกนิด อย่างน้อยพ่อลูกทั้งสี่ก็ไม่ได้มองนางด้วยสายตาที่จับผิดเหมือนกับตอนแรก แม้คนเป็นพ่อจะยังเย็นชากับนางก็ตาม
หลินเฉาเซินเป็นตัวร้ายที่เห็นชีวิตคนเป็นแค่ผักปลาเท่านั้น ขอเพียงเขาไม่สังหารนางในตอนสุดท้าย เพียงเท่านั้นนางก็พอใจ
สิ่งต่อไปที่ซูเหยียนถงต้องทำก็คือตามหาท่านหมอเฉียว หมอเทวดาชื่อดังมารักษาขาของเขาให้หายดี และสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการหาเงินเอาไว้ให้มากพอ ก่อนที่จะขอหย่าจากเขาเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ของนางต่อไป
หลินเฉาเซินยังมีภรรยาคนที่สองรอเขาอยู่ที่เมืองหลวง นางไม่อยากขัดขวางความรักของทั้งสองคน ทางที่ดีก็ควรจะแยกจากกัน
ท่านแม่ที่ะปลี่ยนไป
เช้าวันต่อมา
ซูเหยียนถงตื่นนอนตั้งแต่ตอนฟ้ายังไม่ทันสาง วันนี้หญิงสาวตั้งใจทำอาหารให้กับทุกคนอีกครั้ง แสดงฝีมือของนางให้ทุกคนได้เห็นว่านางก็เป็นเสาหลักให้กับทุกคนในครอบครัวได้
แต่เดิมซูเหยียนถงก็ยังรู้สึกสงสารตัวร้ายในนิยายเรื่องนี้อยู่มาก เนื่องจากเขาได้รับความไม่เป็นธรรมมาโดยตลอดจากคนใกล้ชิดจนทำให้จิตใจค่อยๆ บิดเบี้ยวไป
เหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดที่ทำให้หลินเฉาเซินต้องกลายเป็นตัวร้ายที่จ้องแต่จะทำลายคนอื่นให้พินาศเริ่มจากการที่บุตรชายทั้งสามของเขาถูกคนฆ่าตายต่อหน้าเขาเอง
และคนที่สังหารฝาแฝดทั้งสามก็คือคนในครอบครัวเช่นเดียวกัน ทั้งยังเป็นคนที่เขาไว้ใจที่สุดอย่างหลินว่านจง คนที่คอยดูแลเขามาโดยตลอด ทั้งยังรักหลานชายนอกไส้ด้วยใจจริง
สิ่งที่ทำให้หลินว่านจงเปลี่ยนจากคนดีเป็นคนที่ร้ายกาจก็คือภรรยาของเขาคนนั้น หวังเหนียงจื่อหลงรักหลินเฉาเซินมานาน ยอมแต่งเป็นพี่สะใภ้สามของเขาก็เพื่อต้องการที่จะได้อยู่บ้านเดียวกันก็ยังดี
ความรู้สึกของหวังเหนียงจื่อไม่มีใครรู้จนกระทั่งวันหนึ่งที่แฝดทั้งสามถูกคนลักพาตัวไป
หวังเหนียงจื่อแอบตามโจรกลุ่มนั้นไปเพื่อคิดที่จะช่วยเด็กทั้งสามกลับมา ทว่านางเองก็ถูกจับไปอีกคน
ฝาแฝดทั้งสามคนถูกช่วยกลับมาได้ หวังเหนียงจื่อก็เช่นเดียวกัน
หลังจากนั้นหวังเหนียงจื่อก็ได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน กลายเป็นคนที่ชอบเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็จะไม่ยอมออกมา
ห้าปีให้หลังหมอเทวดาฉู่เดินทางผ่านมายังหมู่บ้านลู่จิ่วพอดี เขาสามารถรักษาขาที่พิการของหลินเฉาเซินให้กลับมาเดินเหินได้อีกครั้งได้สำเร็จ หลินเฉาเซินไม่ใช่คนไร้ค่าที่ต้องนอนติดเตียงอีกต่อไป
ทันทีที่หวังเหนียงจื่อทราบเรื่องนางก็เริ่มออกมานอกบ้านอีกครั้ง
ทุกครั้งนางจะนำอาหารมาให้ฝาแฝดทั้งสามคน ต้าเป่ารู้สึกผิดต่อนางมากจึงได้พลั้งปากพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมา
สิ่งที่ต้าเป่าได้พูดออกมา บังเอิญว่าหลินเฉาเซินกับหลินว่านจงก็เดินผ่านมาได้ยินทุกคำ
ต้าเป่าเกือบถูกหัวหน้าโจรสังหาร หวังเหนียงจื่อจึงเอาตัวนางเข้าแรกเพื่อให้หัวหน้าโจรยอมปล่อยเด็กไป
หวังเหนียงจื่อต้องสละเรือนร่างเพื่อรักษาชีวิตของต้าเป่าเอาไว้ หลินเฉาเซินตกตะลึงจนพูดไม่ออก ในขณะที่หลินว่านจงแทบจะตัดพี่น้องของกับหลินเฉาเซินทันที
ภายหลังเมื่อหลินว่านจงตั้งสติได้แล้ว ชายหนุ่มก็ยอมเขียนหนังสือหย่าให้กับภรรยา ก่อนที่จะออกเดินทางออกจากหมู่บ้านลู่จิ่วไป โดยหวังเพียงว่าน้องชายคนตนจะรับหวังเหนียงจื่อเอาไว้เพื่อทดแทนคุณ
หวังเหนียงจื่อเองก็คิดเช่นนั้น นางแอบดีใจอยู่อย่างเงียบๆ ว่าในที่สุดนางก็ได้อยู่กับผู้ชายที่นางรักสมดังใจ
ทว่าหลินเฉาเซินกลับไม่ได้แต่งหวังเหนียงจื่อมาเป็นภรรยา เรื่องนี้ทำให้หวังเหนียงจื่อเสียใจมาก แอบไปกระโดดบ่อน้ำเพื่อฆ่าตัวตาย
ทันทีที่หลินว่านจงทราบข่าว เขาก็มาถามน้องชายว่าเป็นเพราะเหตุใด หลินเฉาเซินกลับตอบว่าเขาไม่อาจแต่งกับพี่สะใภ้ได้ ทำให้หลินว่านจงขาดสติจับแฝดทั้งสามมัดไว้ ภายหลังจึงได้สังหารเด็กทั้งสามคนต่อหน้าน้องชายทันที
หลินว่านจงถูกจับได้รับโทษประหาร ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ได้รู้สึกผิดหรือว่าเสียใจ
ซูเหยียนถงไม่อยากให้เรื่องราวต้องจบลงเช่นนั้น ดังนั้นนางจะต้องดูแลเด็กๆ ให้ดี ให้พวกเขาอยู่ในสายตาตลอดเวลา ป้องกันไม่ให้โจรป่าลักพาตัวพวกเขาไปได้
วันนี้นางตั้งใจหุงข้าวสวยเพื่อกินกับหมูพะโล้สูตรเด็ดของนาง ยังมีแกงจืดเต้าหู้ไข่ไว้กันกับซาลาเปาไส้เนื้อ กลิ่นหอมที่โชยออกมาจากในครัว ทำให้สามแฝดที่ตื่นนอนแล้วหันไปทางท่านพ่อของพวกเขาเป็นตาเดียวกัน
พวกเขาไม่เคยได้กลิ่นหอมที่ชวนให้น้ำลายไหลมาถึงขนาดนี้มาก่อน เดิมทีตอนที่อาศัยอยู่ในบ้านใหญ่พวกเขาก็แทบไม่ได้มีอะไรให้กินมากนัก นอกจากหมั่นโถวแข็งๆ กับมันเผาหรือน้ำข้าวต้มเท่านั้น
เมื่อได้แยกบ้านออกมาก็ได้พบกับท่านแม่ที่ใจร้าย โชคดีที่ได้ท่านลุงสามมาช่วยดูแล ไม่อย่างนั้นทั้งสี่คนก็คงอดตายไปตั้งนานแล้ว หรือไม่ก็ต้องขายตัวเองเป็นทาสเพื่อแลกเงินให้กับบิดา
แฝดทั้งสามได้กลิ่นอาหารก็แทบน้ำลายไหล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอ้อเป่าที่ติดใจในฝีมือการทำอาหารของซูเหยียนถงเป็นอย่างมาก และอยากให้นางเป็นท่านแม่ที่แสนดีเช่นนี้ตลอดไป
ไม่นานท่านลุงสามก็มาถึงบ้านของพวกเขาตรงเวลาเหมือนกับทุกวัน
ในห้องครัวซูเหยียนถงกำลังทำอาหารเพิ่มอีกสองอย่าง เลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของคนป่วยเป็นหลัก หลีกเลี่ยงอาหารที่มีความเลี่ยนและรสเค็มให้กับสามี ต่างจากอาหารของคนอื่นๆ ที่นางทำ
"ทุกคนกินข้าวได้แล้ว" ซูเหยียนถงเดินถือถาดอาหารของหลินเฉาเซินเข้ามา
แววตาของชายหนุ่มทอประกายแสงเยือกเย็นก่อนที่จะหลุบเปลือกตาลงเพราะยังคิดไม่ออกว่าผู้หญิงคนนี้กำลังต้องการสิ่งใด
ชายหนุ่มตรวจดูอาหารดูแล้ว ทุกอย่างล้วนทำมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ นั่นก็แสดงให้รู้แล้วว่านางเคยดูแลคนป่วยมาก่อน หรือไม่ก็เข้าใจว่าคนป่วยสามารถกินหรือไม่กินสิ่งใดได้บ้าง
"พวกเจ้าทั้งสามไปกินข้าวกันก่อนเถิด พี่สามช่วยพยุงข้าขึ้นมาที"
หลินว่านจงรีบเข้าไปประคองน้องห้าของตนขึ้นมา
หลินเฉาเซินนั่งพิงหลังกับข้างฝา ยกชามข้าวขึ้นมากินเองแล้วบอกให้พี่สามออกไปกินข้าวกับเด็กๆ พร้อมกัน
แฝดสามรีบเดินไปยืนข้างโต๊ะเล็กๆ ทันที ซูเหยียนถงอุ้มพวกเขาขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ทีละคน ทั้งสามคนรู้สึกตกใจในตอนแรก ก่อนที่จะแอบกลั้นยิ้มเอาไว้ด้วยความดีใจ
หลินว่านจงกินมื้อเช้าเสร็จเป็นคนแรกก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินเข้ามาในห้องของน้องห้าอีกครั้ง
"เจ้าอยากขับถ่ายหรือไม่ ข้าจะอุ้มเจ้าออกไปเอง"
"ตอนนี้ข้ายังไม่ปวดขอรับ คงต้องรบกวนพี่สามมาหาข้าในตอนเที่ยงสักครั้งก็แล้วกัน"
"เช่นนั้นข้าไปทำงานที่ในไร่ก่อนนะ เที่ยงๆ ข้าจะกลับมาช่วยเจ้าอีกที"
ทันทีที่ซูเหยียนถงรู้ว่าหลินว่านจงกำลังออกไปทำงานที่ไร่ หญิงสาวก็ได้หยิบอาหารหลานอย่างที่เก็บเอาไว้ในมิติของนางออกมาให้เขาได้นำไปกินในระหว่างวัน
"ขอบใจเจ้ามากน้องสะใภ้ห้า ข้าไปก่อนนะ ไว้ตอนเที่ยงจะกลับมาช่วยน้องห้าอีกที"
"ข้าต้องขอบคุณพี่รองมาก ไว้เที่ยงนี้ข้าจะทำอาหารพิเศษให้พี่รองกิน พี่รองอยากกินอะไรหรือเจ้าคะ บอกข้ามาได้เลย ข้าจะทำอย่างสุดฝีมือแน่นอน"
"ข้าเป็นคนไม่ค่อยเลือกกิน น้องสะใภ้ห้าอยากทำสิ่งใดข้าก็จะกินเหมือนกับทุกคน" ไม่นานหลินว่านจงก็เดินจากไป
ซูเหยียนถงกลับเข้าไปในครัวเพื่อเก็บกวาดถ้วยชามไปล้างก่อนที่จะเดินออกมา "เที่ยงนี้พวกเจ้าอยากกินสิ่งใดบ้าง บอกแม่มาได้เลย แม่จะทำทุกอย่างที่พวกเจ้าอยากกิน"
ต้าเป่ายืนนิ่งไม่ขยับก่อนที่จะเม้มริมฝีปากเข้าหากัน
เสี่ยวเป่ามองไปทางบิดาที่ยังคงนั่งผิงผนังห้องมองมา เขามีของที่อยากกินแต่ก็ไม่กล้าพูดมันออกไป
เอ้อเป่าเป็นคนที่ชอบกินอยู่แล้วทั้งยังใจกล้ามากกว่าทุกคน "ต้าเป่าชอบกินแกงไก่ ข้าชอบกินขนมหวาน ส่วนเสี่ยวเป่าชอบกินปลา" พูดจบเอ้อเป่าก็รีบวิ่งไปหาท่านพ่อทันที ก่อนที่จะคิดขึ้นมาได้ว่าท่านพ่อก็มีของที่ชอบกินเช่นกัน
เอ้อเป่าคลานลงจากเตียงแล้ววิ่งมาหาซูเหยียนถงอีกครั้ง พูดอย่างฉะฉานว่าท่านพ่อชอบกินสิ่งใด
"ท่านพ่อชอบกินหมูผัดเปรี้ยวหวานขอรับ" พูดจบก็รีบวิ่งกลับไปหาท่านพ่อทันที
เสี่ยวเป่าเงินหน้าขึ้นมองท่านแม่ก่อนที่จะพูดออกมา "ต้าเป่าชอบกินขาหมู เอ้อเป่าชอบกินแกงหน่อไม้ ส่วนข้าก็ชอบขนมหวานเช่นกัน" พูดจบก็รีบวิ่งเข้าไปในห้องของหลินเฉาเซินอีกคน
ตอนนี้ในห้องโถงจึงเหลือแค่เพียงซูเหยียนถงกับต้าเป่าเท่านั้น
"เจ้าเล่าต้าเป่า ไหนลองบอกแม่มาสิว่าพวกเจ้าทั้งสามยังชอบกินอะไร"
"ข้าจะไปช่วยท่านพ่อให้นอนลง ท่านอยากทำอะไรก็ทำไปเถิด ข้าไม่เลือกกินมากถึงเพียงนั้น" ต้าเป่าเรียกนางว่าท่านแม่ไม่ออกจริงๆ ดังนั้นจึงรีบเดินไปหาท่านพ่อของเขาทันที
ซูเหยียนถงรู้ว่าเรื่องนี้นางสามารถรอได้ ไม่ต้องรีบร้อนจนเกินไป "เช่นนั้นแม่จะทำทุกอย่างที่เอ้อเป่ากับเสี่ยวเป่าบอกมา"
ต้าเป่าที่กำลังช่วยให้ท่านพ่อนอนลงยกยิ้มตรงมุมปากข้างขวาขึ้นมาเล็กน้อยจนแทบจะสังเกตไม่เห็น ในขณะที่หลินเฉาเซินก็กำลังทำเช่นนั้นเหมือนกัน
มื้อเที่ยงทุกคนได้กินอาหารที่แต่ละคนชอบทาน ซูเหยียนถงเก็บชามทั้งหมดไปล้างที่ในครัว ทั้งยังให้กับข้าวบางส่วนกับพี่สามไป เพื่อที่เขาจะได้นำกลับไปให้ภรรยาของเขากับลูกสาวกิน
หลังมื้อเที่ยงซูเหยียนถงก็บอกให้เด็กน้อยทั้งสามคนรีบไปนอนกลางวันที่ห้องของหลินเฉาเซิน เด็กๆ ไม่เคยได้นอนกลางวันมาก่อน เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาจะต้องทำงานบ้านทุกอย่างด้วยตัวเองเท่าที่เด็กน้อยจะทำได้ทั้งวัน
"หากไม่นอนกลางวันระวังจะไม่โต พวกเจ้าเห็นต้าโถวของบ้านติงหรือไม่ เขาตัวใหญ่มาก หรือพวกเจ้าอยากตัวเล็กเช่นนี้ตลอดไป" เด็กวัยนี้ต้องดื่มนมให้มากทั้งยังต้องพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโตสมวัย ในตอนนี้ภายในมิติของนางมีนมอยู่ด้วยก็จริง ทว่าหญิงสาวก็ไม่อาจนำออกมาให้ทั้งสามคนได้กินได้ เพราะจะทำให้พวกเขาสงสัยในตัวนาง
อย่างน้อยนางก็ต้องไปหาแหล่งขายนมในหมู่บ้านนี้ให้ได้เสียก่อน ขอซื้อมาจากพวกเขาบางส่วนเพื่อกลบเกลื่อนว่านางนำนมมากมายมาจากที่ใด
"ท่านเองก็ต้องพักผ่อนเช่นกัน ข้าได้ยินมาว่าที่ในเมืองตอนนี้มีหมอชื่อดังมารักษาคน พรุ่งนี้ข้าจะรีบไปดู ได้ยินว่าเป็นหมอเทวดาแซ่ฉู่ หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ขาของท่านก็อาจจะรักษาได้อีกครั้ง ดังนั้นท่านควรดูแลร่างกายให้ดี"
ทันทีที่หลินเฉาเซินรู้ว่าหมอเทวดาฉู่อาจรักษาขาของเขาให้กลับมาเหมือนเดิมได้ เขาก็ไม่ต้องต่อต้านนางอีกต่อไป
"ให้พี่สามไปกับเจ้าด้วยก็แล้วกัน เช่าเกวียนวัวของผู้ใหญ่บ้าน บอกว่าสิ้นเดือนข้าจะจ่ายเงิน จะได้ไม่ต้องเดินเท้าให้เสียเวลา" ทุกสิ้นเดือนทางการจะนำเงินเดือนของซิ่วไฉรวมถึงข้าวสารและธัญพืชมามอบให้ ครั้งนี้ชายหนุ่มคิดที่จะรับทุกอย่างเอาไว้เองโดยไม่ต้องผ่านมือของท่านแม่อีกต่อไป
"เช่นนั้นก็ดี" ซูเหยียนถงออกทำความสะอาดที่หน้าเรือนก่อนที่จะกลับไปยังห้องของตัวเองเพื่อพักผ่อนเช่นกัน