โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่เป็นตัวร้าย ที่เหล่าตัวเอกคอยจดจ้อง!

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 18 พ.ค. 2567 เวลา 10.51 น. • ARACINN
ตายแล้วเกิดใหม่เป็นตัวร้ายในนิยายแล้วยังไง? เขาย่อมไม่คิดท้อถอย! เข้าสู่วิถีออกห่างจากเหล่าตัวเอก ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข! แต่เหมือนเหล่าตัวเอกจะไม่ยินยอมให้เขาทำแบบนั้น…ทำไมเขามาอยู่บนเตียงพระเอกได้นะ?

ข้อมูลเบื้องต้น

เฮ่อมู่เฉินโดนรถชนตายในโลกเดิมเป็นที่เรียบร้อย ก่อนจะทะลุมิติเข้ายังนิยายที่น้องสาวของเขาเคยอ่าน

นี่คือเรื่องราวที่มีเกลื่อนกลาดในโลกนิยาย เป็นเซ็ตติ้งย้อนยุคอันแสนยอดนิยม

พระเอกที่ถูกทรยศจนมิไว้วางใจให้แก่ผู้ใด นางเอกที่ถวายใจให้แก่พระเอก และพระรองที่ทำทุกสิ่งเพื่อคว้าใจนางเอก

ส่วนตัวร้าย…จะต้องถูกกำจัด เพื่อสังเวยให้ความรักอันมากล้นของพวกเขาเหล่านั้น

ใช่แล้ว ด้วยความอัปโชคที่เคยมีมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของเฮ่อมู่เฉิน เขาได้เข้ามาอยู่ในร่างของตัวร้ายที่ต้องถูกกำจัดเสียแล้ว…

เขาจะปฏิรูป! ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับพวกตัวเอก! อยู่ให้ห่างจากคนพวกนั้นเสีย! เขาจะหนีออกจากวงจรอุบาทของตัวร้ายที่ต้องตายให้จงได้!

แล้วเพราะเหตุใด…

หลี่จื่อหยวน : เจ้าคิดจะหนีไปที่ใด? เจ้าเป็นของข้า เฮ่อมู่เฉิน!

ทำไมพระเอกจึงเอ่ยกับเขาเช่นนั้นกัน?

เหวินอี้หาน : เรามิใช่เคยสัญญากันหรอกหรือว่าจะอยู่ด้วยกัน? ที่ผ่านมาเจ้าคิดหลอกลวงข้างั้นหรือ?

แล้วทำไมพระรองถึงเป็นแบบนั้นไปกับเขาด้วยล่ะ?

ลู่หนิงเหอ : เฮ่อมู่เฉิน! เจ้าใช้อวิชชาทำให้ทุกสิ่งที่เคยเป็นของข้า กลายมาเป็นของเจ้าใช่หรือไม่?!

แล้วนี่นางเอกกล่าวถึงเรื่องอันใดอีก?

พี่ชาย! ตัวร้ายที่พยายามเป็นคนดีแบบเขา ทำไมถึงต้องโดนเหล่าตัวเอกจดจ้องมาอย่างน่ากลัวถึงขนาดนั้นด้วย?!

เขาจะฟ้องกรมแรงงาน! ยมโลกมีกรมแรงงานให้ฟ้องไหม?!

*สปอยบางส่วนจากเนื้อเรื่อง*

ร่างสูงใหญ่ราวกับสูญเสียสติสัมปชัญญะไปอีกครั้ง ยามเมื่อดวงตาสีอ่อนแสนงดงามตรงหน้าสะท้อนความเว้าวอนออกมาบางเบา

เขายกขึ้นแตะตรงต้นขาเฮ่อมู่เฉิน ก่อนไล่ลูบไล้ไปหยุดอยู่ตรงหน้าท้อง และกดลงไป เพื่อให้คนตรงหน้าได้รับรู้ถึงสิ่งที่เขาแนบชิดประสาน

ทันใดนั้นตรงหน้าท้องแบบราบเรียบของเฮ่อมู่เฉิน ก็คล้ายถูกแท่งร้อนภายในดุงดันขึ้นมา ปรากฎเป็นเนินโค้งภายใต้ผิวขาวผ่องเรียบเนียน

“ให้เจ้ารับรู้ไว้ ว่ามีแค่ข้าที่สามารถอยู่ภายในตัวของเจ้าได้” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงหอบกระเส่าคำราม

.

.

.

พระเจ้าช่วย ทำไมเขาถึงมาอยู่บนเตียงพระเอกได้?!

ปล. เรื่องนี้มีพระเอกคนเดียวครับ

ปล.2 ไม่มีนอกกาย ตัวเอกหลักไม่มีจูบหรือมีอะไรกับคนอื่นแน่นอนครับ

E-book อาจไม่ทัน 01/06/24 แต่คาดว่าไม่เกิน 08/06/24 ครับบ

หมายเหตุ 1 : นิยายเรื่องนี้มีฉาก NC 18+ ไม่ถึง 50% ของเนื้อเรื่อง มีเพียงบางฉากเท่านั้นครับ เป็นไปตามเงื่อนไขที่ Dek-D ให้ลงได้นะครับ ฉะนั้น ไม่ดราม่าเรื่องนี้น้า

ทุก 1 เม้นท์ ของคูมรีด คือกำลังใจของไรท์เตอร์เสมอครับ

รักน้า ♥

เรื่องวุ่นวายของตัวร้ายและเหล่าตัวเอก

ตอนที่ 1

‘เรื่องวุ่นวายของตัวร้ายและเหล่าตัวเอก’

เฮ่อมู่เฉินจำได้เพียงว่าตัวเองนั้นโดนรถชน

น้องสาวที่เขาสนิทสนมยิ่งกว่าใครโผเข้ามาปกป้องเขา ก่อนภาพทั้งมวลจะวูบดับลง

และยามเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา ก็พบกับทิวทัศน์ที่ไม่คุ้นชิน

นั่นคือเรื่องราวที่เพิ่งจะผ่านพ้นมาได้สักพัก

แน่นอนว่าในยามนี้เฮ่อมู่เฉินกำลังปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เรียกว่าการ ‘ทะลุมิติเข้ามาในนิยาย’

สิ่งนี้ดำเนินเข้ามาในช่วงปีที่สามแล้วสำหรับการที่เฮ่อมู่เฉินดำรงอยู่ในโลกใบนี้

ให้กล่าวสักประโยคโดยรวม สามารถเอ่ยได้ว่า นี่คือนิยายพล็อตเกลื่อนตลาดที่เป็นที่นิยมตลอดกาล

เขาในโลกเดิมอดไม่ได้ที่จะเบ้หน้า เพราะเฮ่อมู่เฉินมักจะต้องเตรียมหูของตัวเองไว้สักสองชั่วโมง เพื่อฟังน้องสาวสุดที่รักกล่าวพรรณนาถึงความรักที่ตนเองมีต่อนิยายเรื่องนี้อย่างพรั่งพรู

ฟังอย่างไร ก็เป็นเพียงเรื่องราวเซ็ตติ้งย้อนยุคเกี่ยวกับพระเอกที่มีชีวิตรันทดในวัยเด็ก โดนคนที่ไว้ใจหักหลัง

ก่อนที่เขาจะทะเยอทะยานพัฒนาตนจนมีวิชาที่แกร่งกล้า และล้างแค้นได้สำเร็จ ในระหว่างนั้น ก็จะมีนางเอกที่มีความนิยมอันดับหนึ่ง มาช่วยเหลือพระเอกอยู่ข้างกาย ท้ายที่สุดแล้วทั้งสองคนก็ฝ่าพันอุปสรรค กำจัดตัวร้าย และครองคู่กันอย่างมีความสุข

น้องสาวผู้น่ารักของเฮ่อมู่เฉินมักจะกล่าวสรรเสริญในความเก่งกล้าสามารถของพระเอกจนหูของเขาแทบจะชาไปสองสามวัน

มาคิดย้อนคิดดูแล้ว ในตอนนั้นเขาควรที่จะยอมฟังน้องสาวเล่าเรื่องราวให้ละเอียดมากกว่านี้ ถ้ารู้ว่าตัวเองจะได้ทะลุมิติเข้ามาในเรื่องราวพวกนั้น

และแน่นอนว่าคำว่า ‘ถ้า’ ย่อมไม่มีจริง

เฮ่อมู่เฉินถอนหายใจเหนื่อยหน่าย

“พี่มู่เฉิน ท่านอี้หานถามว่าสมุนไพรที่ขอให้แยกไว้ เสร็จหรือยังเจ้าคะ” สาวน้อยคนหนึ่งกระโดดพรวดเข้ามาใกล้เฮ่อมู่เฉิน หน้าตาของนางน่ารักยิ้มแย้มยิ่งกว่าใคร

เฮ่อมู่เฉินเหลือบตามองแวบเดียวก่อนเอ่ยตอบ “ได้แล้ว ข้ากำลังจะนำเอาเข้าไปให้”

เขาเอ่ยพลางยกตะกร้าสมุนไพรโอสถที่แยกไว้ขึ้นมา และเดินไปยังทิศทางที่เจ้าของร้านนี้ดูแลอยู่

เฮ่อมู่เฉินเดินเข้ามาตรงทางเชื่อม เคลื่อนตัวเข้าไปในห้องโถงกว้าง

กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นก็ลอยเข้ามาแตะจมูก พลันเบื้องหน้าพบร่างสูงโปร่งร่างหนึ่ง

เขากำลังนั่งหันหลังตัวตรงสง่า เป็นผู้ที่แม้จะยังไม่เห็นใบหน้า กลับสามารถสัมผัสได้ว่าไม่ธรรมดาทั้งรูปลักษณ์และความสามารถ

คล้ายจะได้ยินคำชื่นชม คนผู้นั้นจึงหยุดมือที่กำลังง่วนกับการผสมสมุนไพร และยามเมื่อร่างสูงโปร่งหันมาหา เฮ่อมู่เฉินก็พบว่าห้องที่มืดทึบแห่งนี้ก็คล้ายสว่างไสวขึ้นมาชั่วขณะ

ไม่ใช่เพราะแสงสว่างใด ๆ กลับเป็นเพราะใบหน้าของคนผู้นี้ต่างหาก

ไม่ว่าจะในโลกเดิม หรือในโลกใหม่ที่ตัวเขาได้ทะลุมิติเข้ามา เฮ่อมู่เฉินกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า ชายท่าทางสูงส่งคนนี้คือผู้ที่มีใบหน้าที่หาจับตัวได้ยาก

ถ้าอยู่ในโลกเดิมของฉันนะ พนันได้เลยว่าคงสามารถขึ้นแท่นเป็นดารายอดนิยมได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เขาอดไม่ได้ที่จะรำพึงในใจ

“แยกสมุนไพรเสร็จแล้วหรือ” ร่างสูงสง่าถามพร้อมรอยยิ้มบางเบา

“เสร็จแล้ว” เฮ่อมู่เฉินพยักหน้า ยกถาดที่ตนแยกสมุนไพรไว้วางลงตรงหน้าร่างสูง ก่อนจะเดินกลับไปที่เดิม แต่ก็มีเสียงเรียกรั้งเขาไว้

“เจ้าแยกสมุนไพรเก่งขึ้นนะ ไม่รวมกันมั่วเหมือนครั้งแรกที่เข้ามา ข้าเจอคนที่ประสาทรับกลิ่นไวแบบนี้ไม่บ่อยนัก” คนพูดกล่าวพลางใช้มือเรียวยาวลูบสมุนไพรที่แยกไว้ เมื่อพบว่าแยกได้ถูกต้อง เขาก็ยิ้มอย่างพอใจ

อยู่กับร้านยามาถึงสามปี หากการแยกของแบบนี้ยังทำไม่ได้ เฮ่อมู่เฉินจะสามารถเอาชีวิตรอดในโลกที่โหดร้ายนี้ได้อย่างไรกัน

“…ต้องขอบคุณท่านที่ในตอนนั้นรับข้าเข้ามาทำงาน ให้กล่าวตามตรง ท่านเป็นที่เดียวที่ยินยอมรับข้าเข้ามาทำงานด้วย” เฮ่อมู่เฉินพูดขึ้นก่อนถอนหายใจคล้ายปลงตก

เรื่องนี้ย่อมมีที่มาที่ไป

ไม่ทราบว่าบังเอิญหรืออย่างไร แต่เดิมชื่อของเขานั้นก็เหมือนกับตัวร้ายในนิยายเรื่องนี้อยู่แล้ว ยามเมื่อทะลุเข้ามาในนิยาย ก็พลันเข้ามาในร่างของตัวร้ายที่นามว่า ‘เฮ่อมู่เฉิน’ พอดิบพอดี

ย้อนกลับไปกล่าวถึงเรื่องราวแห่งความรันทดของพระเอก นี่คือเรื่องราวที่มีความเกี่ยวข้องกับยุทธภพเป็นส่วนมาก

ความเกี่ยวข้องของตัวร้ายและพระเอก เชื่อมโยงด้วยการที่ทั้งสองคนนั้นแต่เดิมเป็นเพียงเด็กขอทานตามถนน ทั้งสองไร้ซึ่งบิดามารดา พวกเขาเจอกันในตรอกซอยอันน่ารันทด มีชีวิตโดยการอาศัยรับจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามร้านค้าเพื่อแลกข้าวประทังชีวิต

แต่แล้วพระเอกก็มาเข้าตาเจ้าสำนักอันดับหนึ่งในยุทธภพเข้า พร้อมตั้งใจจะเก็บพระเอกไปเลี้ยงที่สำนัก

พระเอกย่อมไม่ยินยอมหากตนได้เข้าไปเพียงคนเดียว เขาดื้อรั้นอ้อนวอนให้นำตัวร้ายเข้าสำนักไปพร้อมกับเขาด้วย

เจ้าสำนักอันดับหนึ่งจำใจรับตัวร้ายเข้ามาด้วยกัน ก่อนที่ทั้งสองคนจะฉายแววเด่นชัดในการฝึกวิชามากขึ้น
เรื่อย ๆ

เป็นฝ่ายตัวร้ายที่เริ่มมีความริษยาต่อพระเอก เขาเริ่มไม่ตอบรับความหวังดีของพระเอก ดวงตาเต็มไปด้วยเปลวเพลิงคุกรุ่น ยามเมื่อเจ้าสำนักกล่าวชื่นชมผู้ที่เคยกล่าวอ้อนวอนให้รับเขาเข้าสำนักมาด้วย

รวมไปถึงได้มีการรวมตัวกับพวกศิษย์ที่มีความริษยาต่อพระเอก เป็นการรวมตัวกันเพื่อเริ่มกลั่นแกล้งเขา เลวร้ายที่สุดคือการลอบวางยาพิสดารใส่พระเอกเพื่อปิดกั้นการโคจรพลังฝึกฝน พระเอกที่เป็นเพียงเด็กน้อยไหนเลยจะต้านทานได้

เหล่าชาวยุทธล้วนทราบดี หากเดินลมปราณสับสน สัมผัสตีย้อนกลับ อาจหมายถึงการที่ธาตุไฟเข้าแทรก ลมหายใจแตกซ่าน ไม่สามารถกลับมาโคจรพลังได้เป็นปกติ กลายเป็นคนไร้ประโยชน์ในหมู่ผู้ฝึกวิชาทันที

แต่แล้วเรื่องก็เข้าหูเจ้าสำนัก แต่ไหนแต่ไรเจ้าสำนักก็เอ็นดูพระเอกมากกว่าผู้ใดอยู่แล้ว ชะตากรรมของตัวร้ายผู้น่าชังจึงได้เริ่มต้นขึ้น เจ้าสำนักใช้เวลาไม่นานเพื่อจัดการเขา

หากแค่แผนการของเด็ก ๆ พวกนี้ เจ้าสำนักยังไม่สามารถรับรู้ได้ ก็สมควรที่จะเอาตำแหน่งอันสูงส่งและแสนทระนงนี้ทิ้งไปซะ!

จุดจบของตัวร้ายในช่วงแรกนี้คือการที่เฮ่อมู่เฉินคนเดิมถูกขับไล่ออกจากสำนักทันที

ในส่วนของพระเอก เขาได้รับการดูแลอย่างดีจากหมอเทวดาที่เจ้าสำนักทุ่มเทหามา ทำให้การเดินลมปราณสามารถกลับมาฝึกฝนได้เป็นปกติ

ทว่าสิ่งที่แปรเปลี่ยนไปคือแววตาที่เคยกระจ่างใสไร้กังวลดวงนั้น กลับเต็มไปด้วยความหม่นหมอง ประกายแวววาวที่เคยคงอยู่ในดวงตาคู่คมได้มอดดับไป ไร้ซึ่งแสงเจิดจรัส มันช่างเต็มไปด้วยความว่างเปล่า และไร้ความรู้สึก จนเจ้าสำนักสะเทือนใจยิ่ง

สหายที่คิดว่าไว้ใจที่สุด กลับริษยาจวบจนก่อให้เกิดการหักหลัง ทำให้พระเอกเกือบหมดอนาคตในการฝึกวิชาที่เขาทุ่มเทมาโดยตลอด สิ่งนี้คงเป็นแผลใจที่ยากจะรักษา

นัยน์ตาคมที่เริ่มเข้าสู่ช่วงวัยหนุ่มของพระเอกนั้นมืดขรึม ดุจโคมไฟอันงดงามที่ไร้ซึ่งแสงสว่าง

และแล้วเขาก็ไม่ยินยอมเปิดใจให้แก่ผู้ใดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

นี่คือเรื่องราวของพระเอกสุดหล่อแสนเย็นชาผู้เปิดใจให้แก่นางเอกคนเดียว ที่น้องสาวของฉันชอบมากจนต้องมาเพ้อใส่สามเวลาหลังอาหารอย่างนั้นสินะ?

น่าเสียดายที่เฮ่อมู่เฉินไม่ได้ทะลุเข้ามิติมาในช่วงก่อนหน้านี้ที่ยังมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับพระเอก หากเป็นเช่นนั้นมีหรือที่เขาจะไม่ไถหน้าด้าน ๆ นี้ไปเกาะขาทองคำงาม ๆ คู่นั้น?

แต่น่าเสียดาย เขากลับได้ทะลุมิติเข้ามาในช่วงที่ผ่านการแตกหักที่สุดไปเรียบร้อยแล้ว

ดูจากสภาพหลังจากที่เขาฟื้นขึ้นมา ตามร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ทว่าความเจ็บปวดกลับไม่มี จะเป็นผลมาจากสิทธิ์พิเศษของการเป็นผู้สวมร่างหรือไม่เฮ่อมู่ฉินก็ไม่อาจทราบ

อย่างไรก็ตาม ตัวเฮ่อมู่เฉินผู้เป็นตัวร้ายดั้งเดิม อาจสิ้นใจไปพร้อมกับที่มาของรอยแผลนี่

ในช่วงเวลาที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมา นั่นคือช่วงเวลาหลังจากตัวร้ายถูกไล่ออกจากสำนัก

เป็นไปได้ว่าเฮ่อมู่เฉินจะถูกพวกศิษย์กากเดนที่เคยร่วมกันมือทำร้ายพระเอก กลับมารวมตัวกันมารุมกระทืบเจ้าของร่างเก่านี้ต่ออีกที คนพวกนั้นถูกไล่ออกจากสำนักมาพร้อมตัวร้าย และพกมาด้วยความโกรธแค้นอันเต็มเปี่ยม

หลังจากที่เฮ่อมู่เฉินคนเดิมจากไป ก็ได้เฮ่อมู่เฉินคนใหม่เช่นตัวเขา เข้ามารับกรรมแทนงั้นหรือ อดไม่ได้ที่มุมปากจะกระตุกกึก ๆ ด้วยความโมโห

“ฟังข้าอยู่หรือไม่?” ผู้กล่าวเอ่ยกับเขาซ้ำอีกครั้ง คิ้วเข้มเรียงเป็นเส้นตรงบนใบหน้าหล่อเหลางดงามเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างสงสัย เมื่อพบว่าเฮ่อมู่เฉินไม่ได้เอ่ยขานตอบรับ

เฮ่อมู่เฉินเหลือบมองคนตรงหน้าที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กันกับพระเอกนิยายในเรื่องนี้

นี่คือพระรองของเรื่องราว นาม ‘เหวินอี้หาน’ ศัตรูหัวใจของความรัก ที่จะพยายามแก่งแย่งนางเอกไปจากพระเอก

ตามต้นฉบับ เฮ่อมู่เฉินที่หลังจากถูกไล่ออกจากสำนักมาแล้ว ได้แต่ตระเวนไปขอรับจ้างทำงานตามร้านในตรอกซอย

แต่ดูภายนอก อย่างไรผู้คนมองปราดเดียวก็ทราบความจริง ว่านี่คือสภาพของศิษย์ที่ถูกไล่ออกจากสำนักมา จึงไม่มีใครกล้ารับผู้มีคดีติดตัวเข้าทำงาน

เว้นเสียแต่พระรองผู้อ่อนโยน ที่เขายอมรับตัวร้ายเอาไว้ เพราะเห็นแก่ผู้ลำบากที่จนตรอก เมื่อเห็นว่าเป็นอดีตศิษย์สำนักดัง ก็ให้มาทำหน้าที่คุ้มภัยในร้านโอสถที่พระรองนั้นรับดูแลสืบทอดมาจากปู่ของตนเอง

เนื่องจากน้องสาวของเขาไม่ได้เล่าชีวประวัติของพระรองให้ฟังบ่อยนัก เฮ่อมู่เฉินจึงไม่สามารถคาดเดานิสัยใจคอที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าหล่อเหลางดงามของคนผู้นี้ได้เลย

กระนั้นให้เทียบไปถึงเรื่องราวที่ว่า พระรองก็มีแผนลับไม่น้อยที่จะช่วงชิงนางเอกไปจากพระเอก กล่าวคือนิสัยอาจไม่สามารถเชื่อมโยงความโยนที่แสดงออกมาให้เข้ากับรอยยิ้มที่แย้มไปไม่ถึงนัยน์ตาดวงนั้นได้

ฉันว่าเขาก็ร้ายกาจไม่เบาเหมือนกันนั่นแหละ

“ข้าฟังท่านอยู่”

ยามเมื่อค่อยๆ พิจารณาเรื่องราวที่อาจเกิดขึ้นต่อจากนี้ เฮ่อมู่เฉินยินยอมเป็นผู้โง่เง่าที่ทำตามทุกสิ่งตามที่
เหวินอี้หานต้องการจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นวันดีคืนดี ร่างอันน่าสงสารของตนอาจถูกโยนลงจมน้ำเพื่อไม่ให้ผู้ใดได้พบเห็นศพ

นั่นมันก็จะน่าอนาถเกินไปเสียหน่อย

คนในนิยายเหล่านี้ท้ายที่สุดก็จะหลงรักนางเอกหัวปักหัวปำ ตัวเขาที่ถูกชูคอว่าเป็นตัวร้ายไม่ต้องทายก็รับรู้ได้เลยว่าเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งในการถูกเหล่าตัวเอกผู้คลั่งรักทั้งหลายต้องการกำจัด

มันเป็นเพราะนิสัยปลิ้นปล้อนพร้อมทรยศได้ตลอดเวลาที่ตัวร้ายร่างเดิมเคยกระทำไว้

ถึงไส้ในจะทุกเปลี่ยนไปแล้ว แต่ความจริงที่ว่าตัวตนที่ครอบครองอยู่คือตัวร้ายของเรื่อง เป็นตัวตนที่มีมาเพื่อให้เหล่าตัวเอกชูชันความสามารถ

คล้ายบอสในเกมที่ต้องกำจัดเพื่อพิสูจน์ความฉลาดและความแข็งแกร่ง

เป็นตัวตนที่มีมาเพื่อให้นิยายสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ด้วยการที่ท้ายที่สุดแล้ว ต้องถูกกำจัดออกไป

เฮ่อมู่เฉินกระพริบตาเล็กน้อย อาจเพราะเหม่อลอยนานเกินไป ให้สังเกตอีกครั้ง ทุกช่วงการกระทำของเขา พบว่าเหวินอี้หานกำลังมองทุกการเคลื่อนไหวอยู่

“เหม่อลอยทั้ง ๆ ที่กำลังพูดคุยอยู่ ศิษย์จากสำนักดังไร้มารยาทเช่นนี้กันทุกคนหรือ?” เหวินอี้หานเอ่ยพร้อมรอยยิ้มเช่นเคย น่าแปลกที่กลับรู้สึกว่ามันช่างเป็นรอยยิ้มที่เย็นยะเยือกนัก

“ขออภัย บางทีข้าอาจผักผ่อนไม่เพียงพอ…” มีไม่กี่คนรับรู้ ว่าเหวินอี้หานมีนิสัยที่ค่อนข้างจะตรงข้ามกับใบหน้าที่หล่อเหลางดงาม ฝีปากของเขาถือเป็นเครื่องฟาดฟันได้เช่นเดียวกับพวกศาสตราวุธ

“เมื่อสักครู่ท่านเอ่ยว่าอย่างไรงั้นหรือ?”

เหวินอี้หานไม่ได้เอ่ยกล่าวต่อ ชายหนุ่มเพียงใช้นัยน์ตาคมที่คล้ายอัดแน่นไปด้วยหมอกปกคลุมกวาดตามองใบทั่วใบหน้าของเฮ่อมู่เฉิน และค่อย ๆ เอ่ยปาก

“ข้าถามว่า เร็วๆ นี้จะมีการย้ายที่ตั้งร้านยาไปเมืองอื่นที่ใกล้กับสำนักของข้า เจ้าจะติดตามไปด้วยหรือไม่”

พี่ชาย! พระรองน่ะ ถึงเขาจะหล่อเหลา! แต่ก็เป็นคนอันตราย! เพื่อนของฉันชอบเขามาก แต่ฉันรักพระเอกมากกว่า! ทำไมพี่ชายทำหน้าแบบนั้นล่ะ? ฟังนะ พระรองน่ะ ท้ายที่สุดเขาก็จะร่วมมือกับตัวร้าย เพื่อชิงนางเอกไปล่ะ! ฉันไม่ชอบอะไรแบบนั้นเลย!

เสมือนกับเสียงเล็กแหลมของน้องสาวที่พูดกรอกใส่หูอยู่ทุกสามชั่วโมงจะวิ่งทะลุเข้ามาในความทรงจำของเฮ่อมูเฉินในประเดี๋ยวนั้น

เหมือนกับว่าฉันจะมีแผนการร่วมมือกับพระรองสินะ? ตัวร้ายต้องการแก้แค้นพระเอก ส่วนพระรองต้องการนางเอก

ตามบทบาทแล้ว เขาก็ต้องติดตามไปไม่ใช่หรือ แต่จะมีการร่วมมือกันไหมหลังจากนั้น ก็ต้องมาดูว่าเขามีความสามารถมากพอในการหลีกเลี่ยงสถานการณ์แบบนั้นได้หรือไม่…

“ข้า…”

“เราจะย้ายเมืองกันอีกแล้วหรือท่านอี้หาน? ถึงจะย้ายบ่อย ๆ แต่ข้าก็ไม่ได้ไม่ชอบหรอกนะ พี่มู่เฉินติดตามพวกเราไปเถอะนะ มีพี่มู่เฉินแล้วที่นี่ดูสนุกมากขึ้นมากเลย!”

ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยพูดอะไร น้ำเสียงสดใสที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความมีชีวิตชีวาอันน่ารื่นรมย์ก็ดังขึ้น มันมาพร้อมกับน้ำหนักที่โถมเข้ามายึดไหล่ของเขา

เป็นร่างนุ่มนิ่มของเด็กสาวที่ติดตามเหวินอี้หานมาก่อนหน้านี้ นามว่าซินเหยียน

นางเป็นผู้ที่ทำให้เฮ่อมู่เฉินสามารถทนต่อความจริงแสนโหดร้ายของตัวเองได้ยามทะลุมิติเข้ามาในนิยาย

เนื่องจากซินเหยียนมีอุปนิสัยใกล้เคียงกับน้องสาวของเขาในโลกเดิมไม่น้อย ชายหนุ่มจึงมอบความเอ็นดูให้ไม่เลว

เด็กสาวก็ดูชื่นชอบที่ตนเองคล้ายจะมีพี่ชายเพิ่มเข้ามาหนึ่งคน

แน่นอนว่ามีอีกหนึ่งเหตุผลที่เฮ่อมู่เฉินจำต้องยิ่งทำดีกับซินเหยียนเข้าไว้เพื่อเป็นยันต์กันตายยามเมื่อได้เจอกับพระเอก

ตามเนื้อเรื่อง ตอนนี้เฮ่อมู่เฉินผู้เป็นตัวร้ายดั้งเดิมจะต้องทำการวางแผนร้ายเพื่อเอาคืนพระเอก

ซินเหยียนในนิยาย มีบทบาทสำคัญคือเป็นน้องสาวที่พลัดพรากมานานของพระเอกก่อนที่ตระกูลเดิมของพระเอกจะล่มสลาย

นางเอกของเรื่องจะเป็นผู้ที่มาพบกับน้องสาวของพระเอกในร้านยาแห่งนี้ เนื่องจากทั้งน้องสาวพระเอกและพระเอก ต่างพกพู่หยกที่มีพลังธาตุไว้ หากนำหยกคู่นี้นำมาเชื่อมต่อกัน มันจะกลับไปเป็นหยกคู่ศิลาประสานแสนงดงาม

แต่ก่อนหน้านั้นตัวร้ายที่ได้มาทำงานเป็นผู้คุ้มกันภายใต้ร้านโอสถแห่งนี้ ก็พบข้อสังเกตนี้เช่นเดียวกัน

ให้ถามว่าทำไมตัวร้ายเจอน้องสาวพระเอกง่ายนัก ย่อมเป็นความบังเอิญที่ไม่มีอยู่จริง เป็นเพราะปลายปากกาคนเขียนนั่นเอง ตัวร้ายสังเกตเห็นพู่หยกนั่นแล้ว คล้ายกับพู่หยกของพระเอกในความทรงจำเป็นอย่างมาก

ในเนื้อเรื่อง ตัวร้ายจะเข้าไปตีสนิทกับน้องสาวพระเอกด้วยท่าทางกักขฬะ คุกคาม บังคับ และเล่าเรื่องราวในการเจอพระเอกให้ฟัง ทำให้น้องสาวตัวน้อยต้องเชื่อฟังคำสั่งของตัวร้าย เพราะอยากเจอพี่ชายตนเอง

เรื่องราวเหล่านี้ ทำให้พระเอกและนางเอกได้ร่วมมือกันเพื่อกำจัดตัวร้ายออกไป

คล้ายว่านี่จึงทำให้พระเอกยิ่งเปิดใจกับนางเอกมากยิ่งขึ้น

เฮ่อมู่เฉินคล้ายพบยันต์ลดความผิด ไม่แน่ใจว่านี่คือร้านโอสถหรือที่เปิดสุ่มใบโชคลาภ กระนั้นเมื่อพบโชคที่ว่าแล้ว ก็จำต้องคว้าไว้อย่าให้หล่นหาย ไม่เช่นชีวิตอาจกลายไปตกอับอีกครั้ง

“ข้าขอติดตามพวกท่านไปด้วยก็แล้วกัน” เฮ่อมู่เฉินเอ่ยตอบเหวินอี้หานที่ชวนเขาไปเปิดร้านที่เมืองอื่น เขาไม่แน่ใจเหตุผลของการย้ายร้าน

แผนการของเฮ่อมู่เฉินคือการที่หลังจากส่งน้องสาวคืนพระเอกแล้ว เขาจะติดตามพระรองไปตั้งร้านโอสถที่เมืองอื่น ถือเป็นการพยายามหาเรื่องลดโทษกับพระเอก

เมื่อเจอหน้าเขา พระเอกจะได้ไม่พยายามตะบี้ตะบันเอาวิชาน่ากลัวพวกนั้นมาจ้วงใส่เขาตามในนิยาย

แล้วนี่มันเรื่องอะไรกัน!

แต่แล้วเฮ่อมู่เฉินกลับต้องร้องไห้ไม่ออกหัวเราะไม่ได้

เพราะยังไม่ทันได้เริ่มแผนการที่ได้วางไว้ มันก็ถูกทำลายลงเสียแล้ว

“เฮ่อมู่เฉิน กลับสำนักไปกับข้า”

พระเอกกำลังอยู่ตรงหน้าเขา ใช้นัยน์ตาเฉียบคมประกายวาวโรจน์ดวงนั้น จดจ้องมาราวกับจะพรากวิญญาณผู้คน ก่อนจะพ่นคำพูดประหลาดที่แตกต่างจากในนิยายออกมา

ต้องขอให้เขาได้เล่าย้อนไปสักหน่อยว่ามันเกิดเหตุอันใดขึ้น

การเจอกันครั้งแรกของพระรองและนางเอก

ตอนที่ 2

‘การเจอกันครั้งแรกของพระรองและนางเอก’

“ปกติแล้วข้าจะตั้งรกรากอยู่ที่ใดที่หนึ่งเพียงชั่วคราว และวนเวียนเปลี่ยนตัวเมืองตั้งร้าน รู้ไหมว่าเป็นเพราะเหตุใด?” เหวินอี้หานพูดเสียงยานคาง ท่าทางเกียจคร้าน ยาส่วนสำคัญที่เจ้าตัวสมควรทำเอง ในตอนนี้เฮ่อมู่เฉินกำลังเป็นผู้รับผิดชอบอยู่

“ข้าไม่ทราบ ทำแบบนั้นมันไม่ลำบากไปหน่อยหรือ” แท้จริงเฮ่อมู่เฉินกำลังพูดถึงซินเหยียน เด็กสาวตัวน้อยคนนี้เป็นถึงน้องสาวคนสำคัญของพระเอกเลยนะ

นายจะห้อยน้องสาวผู้น่ารักคนนี้ตะเลงไปทั่ว นี่มันไม่อันตรายไปหน่อยงั้นเหรอ?

เหวินอี้หานเพียงยิ้มไร้ความหมายให้เขาอีกแล้ว เฮ่อมู่เฉินรู้ดี พระรองคนนี้ดูชื่นชมในการกลั่นแกล้งผู้คน และสิ่งหนึ่งที่เขาทำบ่อย ๆ คือการเกริ่นเรื่องราวสักเรื่องขึ้นมา

และปล่อยให้คนฟังค้างคาใจไปเช่นนั้น

อาจเพราะคุ้นชิน เขาจึงไม่ได้สอบถามซักไซ้ต่อ เพียงอดโทษในใจตนเองไม่ได้ว่าเขาควรตั้งใจฟังน้องสาวของตนบ่นเพ้อเกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้ให้มากขึ้นก่อนที่จะทะลุมิติเข้ามา

“ข้าโดนตามกลับสำนักอีกแล้ว” เบื้องลึกเบื้องหลังของพระรองนั้นไม่ธรรมดา แต่จะให้นึกถึง เฮ่อมู่เฉินกลับนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก

“ท่านอยู่ในสังกัดของสำนักใดงั้นหรือ? เหมือนท่านจะไม่เคยเอ่ยเรื่องพวกนี้ให้ข้ารู้มาก่อน”

อีกทั้งสำนักใดถึงกล้าปล่อยศิษย์ให้ออกมาตะลอนไปทั่วแบบนี้? บางทีก็ถือเป็นการฝึกตนรูปแบบหนึ่ง?

“ในที่สุดก็อยากรู้เรื่องของข้าบ้างแล้ว?”

เหวินอี้หานหันกลับมา บนใบหน้าหล่อเหลางดงามราวรูปปั้นสลัก แต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มแปลกใจ

ไม่ใช่รอยยิ้มแปลกประหลาด หรือรอยยิ้มเย้ยหยันอย่างที่ผ่านมา

พระรองตามคำพูดที่เฮ่อมู่เฉินได้รับฟังมาจากน้องสาว ถูกต้องแล้วสำหรับนิยามที่กล่าวถึงคำว่าคนแปลกประหลาด คนปกติทั่วไปเขาอยากให้คนอื่นมารับรู้เรื่องราวของตัวเองแบบนี้หรืออย่างไรกัน

“ท่านจะเล่าให้ข้าฟังหรือ” เฮ่อมู่เฉินเอ่ยถาม ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง

“ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าอยากรู้มากขนาดไหน”
เหวินอี้หานเอ่ยตอบ ชายหนุ่มรูปงามแสดงท่าทีตื่นเต้นให้เห็นเล็กน้อย

พิรี้พิไรให้ได้อะไรขึ้นมา ถ้าอยากเล่าก็เล่าออกมาสิ! อดไม่ได้ที่จะเอ่ยต่อในใจ

อาจเพราะเฮ่อมู่เฉินแสดงสีหน้ายุ่งยากออกมาถูกใจเหวินอี้หาน ร่างสูงโปร่งที่ลอบมองอยู่จึงเปล่งเสียงหัวเราะออกมา “ไม่แกล้งแล้ว”

ขนาดเสียงหัวเราะยังไพเราะก้องกังวาน อุปนิสัยของเหวินอี้หานดูภายนอกแล้ว คล้ายเป็นบัณฑิตหนุ่มที่ชื่นชอบคบค้ากับเหล่าสหายได้ตั้งแต่รุ่งสางยันพลบค่ำ

“ด้วยบารมีแห่งหมอ อายุวัฒนะยังคงมีอยู่ เจ้าคิดว่าคำกล่าวนี้สำนักใดดูใกล้เคียง”

ยามเมื่อสิ้นเสียงไพเราะกังวานของเหวินอี้หาน ก็ถึงคราที่เฮ่อมู่เฉินได้เบิกตากว้างบ้างแล้ว

นี่มันมิใช่คำที่ใช้กล่าวถึงสำนักลับแล ที่ปลีกวิเวกมาช้านาน ไม่ยินยอมให้ผู้ใดมาจัดอันดับตามใจชอบ พร้อมทั้งตัวสำนักเองก็ไม่ขอเกี่ยวข้องเรื่องใดในยุทธภพมากนัก

หากเป็นสำนักทั่วไปคงได้ล่มสลายไม่เหลือซาก แต่ไม่ใช่กับสำนักแห่งนี้

เหล่าสำนักน้อยใหญ่จะไม่พึ่งพากันก็ได้ แต่ไม่สามารถที่จะไม่พึ่งพาสำนักแห่งนี้

สำนักเมฆาไร้พ่าย

ตัดเรื่องราวที่เป็นสำนักปลีกวิเวก และเต็มไปด้วยหมอเทวดามากหลายแล้วล่ะก็

ตามเนื้อเรื่องในนิยาย นี่คือสำนักที่เกี่ยวข้องกับ
บอสลับ

เป็นบอสสุดร้ายกาจด่านสุดท้าย ที่หมายมาดจะฆ่าพระเอกเพื่อนำพลังสุดแข็งแกร่งของพระเอกมาสังเวยให้กับคัมภีร์พิสดาร

ให้ถามว่าบอสลับเกี่ยวข้องกับพระรองอย่างไร น่าเสียดายที่เฮ่อมู่เฉินไม่ได้ฟังเรื่องพวกนี้มาจากน้องสาว เนื่องจากเขาไม่ได้ให้ความสนใจมันมากพอ

“พี่มู่เฉินทำหน้าตาเหมือนคนโดนเหยียบเท้าเลยเจ้าค่ะ” สาวน้อยซินเหยียนที่เดินเข้ามาในห้อง จ้องมองก่อนเอ่ยทักทายคำแรกในรอบวัน

“นั่นน่ะสิ” เหวินอี้หานหัวเราะขบขัน “สงสัยได้ยินเรื่องราวประหลาด”

หมอนี่คงรอดูปฏิกิริยาแบบนี้ของฉันอยู่สินะ

เฮ่อมู่เฉินพยักหน้าตอบรับ “เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงที่สุดตั้งแต่ข้าอยู่ที่ร้านแห่งนี้มาน่ะ”

“เป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะพอดีเลย เพราะข้าจะได้นำซินเหยียนกับเจ้าเข้าสำนักด้วยกันทั้งคู่ มาเป็นศิษย์ติดตามของข้าน่ะ ไม่อดตายหรอกนะ”

เหวินอี้หานดูท่าทางจะมีตำแหน่งไม่ธรรมดาในสำนักไม่น้อย ถึงกล้าบอกแก่ศิษย์ที่โดนสำนักใหญ่ขับไล่ออกมา ว่าจะรับเข้าสำนักตนได้อย่างไม่สะทกสะท้าน

เข้าใจแล้ว นี่มันพลังอำนาจของพระรองในนิยาย ตำแหน่งความมั่งคั่งก็ต้องสามารถนำมาเปรียบเทียบให้พอฟัดพอเหวี่ยงกับพระเอกได้ถึงจะสามารถแข่งขันได้อย่างสูสี

ถึงเฮ่อมู่เฉินจะจำเรื่องราวของพระรองเหวินอี้หานไม่ค่อยได้ กระนั้นในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระเอกและนางเอก เขาแทบจะจำไม่ลืม เนื่องจากศาสตร์แห่งการโดนกรอกหูของน้องสาวสุดที่รัก

ใกล้ที่จะถึงช่วงเวลาสำคัญแล้ว

ทันใดนั้นเสียงกัมปนาทกึกก้องคล้ายเสียงสายฟ้าฟาดก็ดังสะท้อนมาจากข้างนอกร้านโอสถ

มาพร้อมกับการสั่นสะเทือนจนซินเหยียนทรงตัวไม่อยู่ เฮ่อมู่เฉินที่อยู่ใกล้เคียงจึงโอบตัวสาวน้อยไว้

เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป เขาจึงไม่ทันสังเกตเห็นใบหน้าที่ซับไปด้วยสีแดงระเรื่อของเด็กสาว

เหวินอี้หานโมโหแล้ว ใบหน้ายิ้มแย้มพลันกลายเป็นหรี่ตาคิ้วขมวด สลัดภาพบัณฑิตเจ้าสำราญออกไป แทนที่ด้วยความน่าเกรงขามที่ไม่สามารถบรรยายได้ออกมา

“เฮ่อมู่เฉิน! ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่ หากไม่อยากกลายเป็นศพไร้ญาติ ก็ไสหัวออกมาหาพวกข้าเดี๋ยวนี้!”

น้ำเสียงคุ้นเคยชอบกล เฮ่อมู่เฉินมุมปากกระตุกกึก

ทำเป็นมองข้ามผ่านสายตาสังหารของเหวินอี้หานที่จดจ้องมา กล่าวเอ่ยเสียงอ่อนออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “น่าจะเป็นพวกศิษย์ที่ถูกไล่ออกมาพร้อมกับข้า ขอข้าไปดูสักหน่อย”

ก่อนที่เขาจะเดินออกไปหาเหล่าพวกกากเดนที่เคยเป็นลิ่วล้อของเฮ่อมู่เฉินในสมัยก่อน เหวินอี้หานก็พุ่งเข้ามาจับข้อมือของเขา พรวดพราดมายืนแนบชิดใกล้

การกระทำอันไม่คาดฝันของของเหวินอี้หานทำให้เฮ่อมู่เฉินสงสัย เขาลอบสังเกตคนข้างกาย ก็ค้นพบด้านจริงจังที่เจ้าตัวแสดงออกมา

“ข้าไปกับเจ้า” รัศมีแสงอ่อนนุ่มเรืองรองลอดผ่านเข้ามากระทบใบหน้าหล่อเหลางดงามสมบูรณ์แบบของ
เหวินอี้หาน ส่องให้เห็นจมูกโด่ง คิ้วกระบี่เรียงตรงคมเข้ม ทุกรายละเอียดขับเน้นให้เขาดูคมสันคล้ายภาพวาดอันวิจิตร

สมกับเป็นคู่แข่งพระเอกจริงๆ แต่โดยปกติชายหนุ่มชอบเก็บเนื้อเก็บตัวทำตัวโอสถอยู่ในร้านมากกว่าการปรากฏกายภายนอก

ให้เอาใบหน้าเช่นนี้ก็ไปให้นางเอกยลโฉมเสียตั้งแต่ทีแรก ก็น่ากลัวว่านางเอกคงต้องสะกดพระรองมากกว่าพระเอกไปแล้ว น่าเสียดายที่สองคนนั้นพบเจอกันก่อน

ขอกล่าวถึงบทบาทของนางเอกเสียหน่อย

ถือว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญที่กำลังจะมาถึง

เฮ่อมู่เฉินเดินออกไปหน้าร้าน พบว่าบางส่วนเสียหายไม่น้อย โถยาสำหรับบ่มหมักยาสมุนไพรแตกกระจายไปหลายโถ ต้นไม้ที่ถูกตัดแต่งกิ่งไว้อย่างงดงามแตกหักไม่เป็นท่า

กวาดตามองโดยรอบอีกครั้ง ไม่ต้องทายกลับสามารถระบุตัวตนผู้กระทำได้แล้วโดยไม่ต้องเอ่ยสิ่งใดให้มากความ

“พวกเจ้าต้องการอะไร” เขาเดินออกไปหาอย่างระมัดระวัง สำรวจกลุ่มคนพวกนี้เร็ว ๆ ครั้งหนึ่ง เป็นพวกลิ่วล้อที่เคยอยู่กลุ่มเดียวกับเฮ่อมู่เฉินจริง ๆ แถมยังอยู่กันครบคนเลยเสียด้วย

คาดเดาได้เลยว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนพวกนี้คงยากเกินจะรับไหว ในความทรงจำของตัวร้ายร่างเดิมนี้ เจ้าพวกนี้ดูอ้วนพลีอิ่มเอมสำราญ เป็นเพราะพอมีความสามารถอยู่บ้างจึงได้มีปัญญาเข้ามาในสำนักอันดับหนึ่ง

กระนั้นหลังจากถูกไล่ออกจากสำนัก คงตะเกียกตะกายในการเอาชีวิตจากการถูกติฉินนินทา และการเยาะเย้ยจากครอบครัวและผู้คนรอบข้าง สภาพที่เห็นตอนนี้กลายเป็นว่าดูไม่จืดเลยสักคน

“เจ้าพวกนี้เป็นใครกัน แต่ดู ๆ ไปแล้วไม่ต้องคาดเดาเลย เศษเดนที่หลงเหลือจากสำนักอันดับหนึ่งไม่ใช่หรือ?” คล้ายเป็นคำพูดที่อยู่ในใจเฮ่อมู่เฉิน แต่จะดีที่สุดไม่ใช่หรือหากไม่กล่าวมันออกมา

“ท่าน…” ปากหยักลึกของท่านนั้นได้รูปงดงามก็จริง แต่มันจะดีกว่าหากปล่อยให้มันนิ่งเฉยเอาไว้

เหวินอี้หานขมวดคิ้วงดงามของตน “ทำไมเล่า มาทำให้ร้านของข้าสภาพเป็นเช่นนี้ คิดว่าตนเองสูงส่งมาจากที่ใดกัน ทั้ง ๆ ที่สำนักของพวกเจ้าเองยังไม่อยากเก็บพวกเจ้าเอาไว้แท้ ๆ ”

เฮ่อมู่เฉินโคลงศรีษะขบคิด นี่ไม่ใช่ว่ากำลังด่าเขาอยู่เช่นกัน?

“ไม่ใช่เจ้า พวกมันต่างหาก” เสียงทุ้มต่ำของ
เหวินอี้หานดังขึ้นแทบจะทันทีเมื่อเห็นสีหน้าของเฮ่อมู่เฉิน

ตัดภาพไปที่เหล่าพวกลิ่วล้อ พวกเขายืนอยู่ตรงนี้มานานสองนาน เจ้าสองคนตรงหน้ากลับพูดจาข้ามหัวพวกเขาไปมาคล้ายว่าโลกนี้มีกันอยู่สองคน

ยกโทษให้ไม่ได้ คิดจะมาหยามศักด์ศรีกันงั้นเรอะ?

“เฮ่อมู่เฉิน! เพราะคนกากเดนอย่างเจ้าที่ทำให้พวกข้าต้องถูกไล่ออกมาจากสำนัก และต้องมาใช้ชีวิตหลบ ๆ ซ่อน ๆ เช่นนี้ ส่วนเจ้ากลับมาใช้ชีวิตอยู่สุขสบายกับไอ้คุณชายหน้าขาวนี่? เจ้ากำลังเยาะเย้ยพวกข้าอยู่ใช่หรือไม่!?”

ไม่นับประโยคบางส่วนที่ดูแปลกไปบ้าง กลับไม่ทราบว่าแปลกตรงใด ในส่วนของประโยคที่เหลือ นั่นมันเพราะพวกเจ้าทำตัวเองต่างหาก

ตัวร้ายเฮ่อมู่เฉินก็ชดใช้ ฉันเป็นใครก็ไม่รู้ยังต้องมาชดใช้แทน แน่นอนว่าพวกนายก็ต้องชดใช้ แต่ชีวิตหลังจากนั้นเละเทะก็เป็นเพราะพวกนายเองทั้งนั้น!เฮ่อมู่เฉินลอบยิ้มเหยียดยามเมื่อได้ฟัง

ทว่าก่อนที่เขาจะได้เคลื่อนไหวตัวทำอะไร
เหวินอี้หานก็ซัดฝ่ามือใส่ออกไปแล้ว กลุ่มพวกลิ่วล้อไม่คิดว่าคุณชายหน้าขาวอย่างเหวินอี้หานจะกล้าเล่นทีเผลอ

ทำให้ไม่ทันได้ระวังตัว เข็มพิษที่ถูกซัดออกไปก็ถูกปักแทงลงเข้าไปในแขนของลิ่วล้อบางคนที่หลบไม่ทัน พวกมันเบิกตากว้างวิ่งหลบกันจ้าละหวั่น ก่อนจะคล้ายนึกขึ้นได้ว่าตนเองนั้นก็ยังมีวิชายุทธติดตัวเช่นเดียวกัน

พวกลิ่วล้อมากันราว ๆ สามคน เมื่อครั้งในอดีตคนพวกนี้ยังดูมีมาดของศิษย์สำนักดังให้น่ากริ่งเกรงอยู่ไม่น้อย

…ตอนนี้อย่าให้กล่าวถึงเลยจะดีกว่า

“มันจะมากไปแล้วนะเฮ่อมู่เฉิน! เจ้าเป็นคนที่ชักชวนให้พวกข้าไปเล่นงานหลี่จื่อหยวนเองแท้ ๆ ทำให้ชีวิตพวกข้าตกต่ำลงถึงเพียงนี้ แล้วตัวเจ้าคิดจะอยู่สุขสบายไปคนเดียว? ฝันไปเสียเถอะ วันนี้นี่แหละที่ข้าจะจัดการเจ้า!”

หลี่จื่อหยวนคือนามของพระเอก

ร่างอ้วนพลีของลิ่วล้อขับเคลื่อนพลังลมปราณ เห็นดูไม่มั่นคงเช่นนั้นแต่เฮ่อมู่เฉินย่อมไม่ประมาท

เขาปลดดาบข้างกายลงมา ลอบโคจรพลังของตน ไม่คิดให้การปะทะครั้งนี้ยืดยาว เพราะร้านโอสถอาจเกิดความเสียหายได้มากยิ่งขึ้น

เหวินอี้หานไม่ได้อยู่นิ่งเฉย เข็มพิษเมื่อสักครู่ทำให้พวกลิ่วล้อตื่นตกใจ

ตอนนี้เขากำลังนำพัดที่ใช้อยู่ประจำสะบัดรับคมดาบที่เหล่าลิ่วล้อฟาดฟันลงมา ส่วนอีกมือนั้นไม่ปล่อยให้ว่าง กระแสพลังถูกบรรจุเต็มฝ่ามือ เหวินอี้หานพุ่งฝ่ามือกระทุ้งลงไปยังอกซ้ายของเจ้าคนที่คิดเข้ามาลอบทำร้ายด้านหลัง

นี่มันหนึ่งรุมสอง?

เฮ่อมู่เฉินเหลือบตามองไปยังเจ้าของร้านโอสถแค่ประเดี๋ยวเดียว ก่อนมือจะกำดาบแน่นพร้อมสะบัดเป็นวงกว้าง

มันทั้งรวดเร็วและรุนแรงเฉียบคม น่าเสียดายที่เจ้าลิ่วล้อตรงหน้าหลบได้อย่างทุลักทุเล ดาบแกร่งตัดเฉือนได้เพียงเส้นผมหย่อมหนึ่งจากหัวกลม ๆ

เจ้าลิ่วล้อที่ตัวเขารับมืออยู่นั้นราวกับทราบถึงความห่างชั้นของกำลังภายใน ฟาดฟันอย่างโง่งมลงไปอย่างไรก็ไม่อาจชนะ ดังนั้นจึงเผยสีหน้าผวากรอกตาหาตัวช่วย

และแล้วมันก็เจอ

“กรี๊ด!” เสียงของสาวน้อยพลันดังขึ้นสยบการเคลื่อนไหวทั้งมวลของผู้คน

เฮ่อมู่เฉินและเหวินอี้หานหันไปยังต้นตอเสียงที่คุ้นเคย เจ้าลิ่วล้อคนหนึ่งกำลังใช้ดาบจดจ่อเข้าไปที่คอบอบบางของซินเหยียน จนเห็นโลหิตสีแดงที่ไหลออกมาบางเบา

ดวงตาเฮ่อมู่เฉินถูกควบคุมไปด้วยความวาวโรจน์ไปชั่วขณะ เขากัดฟันเอ่ย “ปล่อยนาง”

“เจ้าคุกเข่าอ้อนวอนข้าสิ” เจ้าลิ่วล้อสำควรตายยิ้มเย็น “หากเจ้าไม่ทำ คอของสาวน้อยอาจบาดเจ็บ ไม่สิ อาจจะเกิดอะไรมากกว่านั้นข้าก็ไม่รู้เช่นกัน!”

มือเย็นเยียบของเหวินอี้หานค่อย ๆ จับกุมเขาไว้ บ่งบอกว่าให้เขาใจเย็น ๆ ใจร้อนไปคงมีแต่ทำให้เรื่องมันแย่ยิ่งขึ้น

เขาหัวเราะเสียงเย็น

“ข้าจะคุกเข่าขอขมาเจ้า” เฮ่อมู่เฉินตัดสินใจในทันที “เอาดาบออกจากคอของนางก่อน”

พวกลิ่วล้อยังถือว่ามีจริยธรรม เอาดาบที่จ่อไปยังคอขาวนวลของเด็กสาวห่างออกมาจนคมดาบไม่ได้กดแนบเนื้อเช่นเดิม

เฮ่อมู่เฉินมองจนมั่นใจว่าพวกมันจะไม่เล่นตุกติก ก็ค่อย ๆ ย่อตัวลง ศักดิ์ศรีไม่สำคัญเท่าชีวิตคน เหวินอี้หานเตรียมพร้อมรอเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอเพียงเฮ่อมู่เฉินส่งสัญญาณ ในช่วงเวลานั้น พวกลิ่วล้อจะต้องเสียใจที่มันกล้าหันคมดาบใส่น้องสาวของพระเอก!

ทันใดนั้นกลิ่นหอมของมวลบุปผากลับแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ

สายลมพัดแรง กำจายกลิ่นบุปผาให้ฟุ้งมากขึ้นไปอีก กลีบมวลหมู่ผกาค่อย ๆ ถูกโปรยลงมา ท่ามกลางบรรยากาศมืดสลัว แสงสะท้อนจากพระจันทร์เต็มดวงเผยให้เห็นผู้มาเยือนคนใหม่

ทุกย่างก้าวของนางแผ่วเบา งดงามและอ่อนช้อยดั่งดอกบัวบานสะพรั่งในสระน้ำบริสุทธิ์

กลีบดอกไม้บางเบาปลิวล่องลอยเข้าคู่กับผิวขาวประณีต ใบหน้าของนางอ่อนหวานหาใดเปรียบ หน้าผากนวลเนียน นัยน์ตาฉ่ำน้ำแวววาว ประดับไปด้วยขนตาเรียงหนาสวยงาม ริมฝีปากอิ่มนุ่มเผยอขึ้นสะท้อนสีชมพูพริ้งพราว

ทุกส่วนล้วนงามเลิศลาศ นับเป็นผู้ที่งดงามผุดผ่องเหนือสตรีใด

ทุกสายตาเพ่งมองไปยังสตรีผู้งดงามเป็นตาเดียว ก่อนที่พวกลิ่วล้อทั้งหมดจะตัวอ่อนยวบ ล้มหน้าคะมำลงไปอย่างหมดท่า สิ้นสติลงไปในทันที

นางเดินผ่านเฮ่อมู่เฉิน เพียงเหลือบตามอง
เหวินอี้หานเล็กน้อย ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะเดินตรงไปหาซินเหยียนที่กำลังเผยสีหน้าผวาเพราะเมื่อสักครู่เพิ่งจะผ่านพ้นความหวาดกลัวสุดขีดของนางไป

หญิงสาวนั่งลงตรงหน้าซินเหยียน นางเหลือบตามองไปยังพู่หยกรูปลักษณ์ธรรมดาที่เหน็บไว้อย่างดีข้างเอวของเด็กสาว พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไพเราะ “พู่หยกอันนี้ เจ้าได้มาจากที่ใด”

หญิงสาวไม่ได้เร่งรัดสาวน้อย เพียงรอนางอย่างสงบ พอซินเหยียนค่อย ๆ หายตกใจ ก็ตอบคำถามเสียงเบา

“เป็นของจากบรรพบุรุษของตระกูลข้าเจ้าค่ะ มันติดตัวข้ามาตั้งแต่ยังเด็กแล้ว”

“งั้นหรือ” หญิงสาวตอบรับเสียงเรียบ “เจ้าอยากเจอเจ้าของที่เป็นหยกอีกครึ่งนึงหรือไม่ หน้าตาหยกของพวกเจ้ามันเหมือนกันมาก”

ซินเหยียนเงยหน้ามองคนตรงหน้าอย่างรวดเร็ว “อยากเจ้าค่ะ! ข้าจะได้พบเขาหรือเจ้าคะ?”

หญิงสาวปริศนายิ้มรับความน่ารักของสาวน้อยตรงหน้า ข้าเจอแล้ว เขาจะต้องดีใจมากแน่ ๆ

นางมาอย่างรวดเร็ว และจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงร่างสิ้นสติของพวกลิ่วล้อไว้สามร่าง ราวกับเทพเซียนที่มาลงโทษมนุษย์ ก่อนจะกลับสู่ชั้นภพสวรรค์

ตั้งแต่ต้นจนจบ ความหยิ่งทระนงของหญิงสาวสะท้อนสู่สายตาของเฮ่อมู่เฉิน เขาไม่ละสายตาออกไปยังนางแม้เพียงแวบเดียว

นี่คือนางเอกของเรื่องนี้

อีกทั้งเป็นการพบกันครั้งแรกของนางเอกและพระรอง

ในต้นฉบับ เหวินอี้หานจะหลงรักนางเอกตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ แม้แต่เฮ่อมู่เฉินยังเข้าใจจิตใจพระรอง ดูความงดงามราวเทพเซียนพวกนั้นสิ มีใครห้ามหัวใจไม่ใด้หลงรักนางเอกได้ด้วยหรือ

พลันเมื่อหันไปมองเหวินอี้หานเพื่อดูปฏิกิริยาของชายหนุ่ม ว่าหลังจากเจอนางเอกแล้วคนผู้นี้มีท่าทีอย่างไรบ้างนั้น เขาก็สบเข้ากับดวงตาคมสีหมอกของพระรองที่มองมาแต่แรก

“?” เฮ่อมู่เฉินกระพริบตาไม่เข้าใจ เหวินอี้หานกำลังมองเขาอยู่ก่อนแล้ว?

นายมองฉันหลังจากเจอการปรากฏกายของนางเอกที่โผล่มาอย่างอลังการน่ะเหรอ? ไม่ใช่ว่าสิ่งที่นายทำคือต้องมองเหม่อตามร่างอรชรนั่นไปหรอกเหรอ?

“ชอบเหรอ” เหวินอี้หานถามเสียงเกียจคร้าน “สตรีเมื่อสักครู่ที่จู่ ๆ ก็โผล่มา เห็นเจ้าจ้องนางไม่วางตา”

เฮ่อมู่เฉินก้มหน้าตาหลบตา ฟังแล้วทำไมเขาดูเหมือนพวกโรคจิตเลยล่ะ! “นางงดงามขนาดนั้น มีผู้ใดไม่จ้องมองนางด้วยหรือ?”

“งดงาม?” เหวินอี้หานขมวดคิ้ว

“เจ้าก็เห็นแล้วนี่ ไม่คิดว่านางงดงามมากหรอกหรือ” เฮ่อมู่เฉินไม่เข้าใจยิ่งกว่า พี่ชาย นี่น่ะมันบทของนาย

“ไม่ได้มอง” เสียงทุ้มลึกของชายหนุ่มตอบกลับมา

“เห็นเจ้าใบหน้าซีดเซียว ข้าเลยจ้องมองแต่เจ้า”

ยามเมื่อพระรองเจอกับพระเอกและนางเอก

ตอนที่ 3

‘ยามเมื่อพระรองเจอกับพระเอกและนางเอก’

“เมื่อก่อนเจ้าคบกับพวกนั้นไปได้ยังไงกัน ดูท่าทางไม่น่าจะสามารถร่วมมือกันทำอะไรได้รอดเลย”

มือเรียวแข็งแกร่งกำลังพันแผลให้เขา แม้เฮ่อมู่เฉินยืนยันว่าไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง กลับไม่สามารถต้านเจตนารมณ์เจ้าของร้านโอสถได้

จะอย่างไรหากผู้คุ้มภัยร้านโอสถมาบาดเจ็บในร้านโอสถเข้าเสียเอง ก็คงดูแปลกตาไม่น้อย

หลังจากเกิดเรื่องจากพวกลิ่วล้อ เฮ่อมู่เฉินกับ
เหวินอี้หานก็กลับเข้ามาหายาสมุนไพรเพื่อทำแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้น

“ตอนนั้นข้าเป็นเพียงเด็กน้อยขี้อิจฉา เลยตั้งใจจะรวมกลุ่มกับพวกที่มีความคิดเดียวกัน แต่ก็หาได้แค่คนพวกนั้น” ย้อนคิดเข้าไปในความทรงจำของเฮ่อมู่เฉินคนเดิมแล้ว แทบจะไม่เจอความคิดดีงามใดในหัวสมอง

ความคิดของหมอนี่วนเวียนแค่การขยันวางแผนให้พระเอกไม่มีที่ยืนในสำนัก แต่ท้ายที่สุดเป็นตนเองต่างหากที่พ่ายแพ้ยับเยิน

ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวร้าย คาดเดาได้เลยว่าจะไม่มีจุดจบที่งดงามรออยู่

“คนเขลารวมตัวกันก็เลยมีจุดจบออกมาเช่นนี้ นอกจากล้มเหลวจนดูไม่ได้แล้วก็ยังเอาตัวกันแทบไม่รอด ไม่ต้องมองหน้าข้า เรื่องนี้ข้ากำลังด่าเจ้าด้วยเช่นกัน”
เหวินอี้หานม้วนผ้าพันแผลทบสุดท้ายให้เขา ไม่วายบังคับให้เขาดื่มยาแสนขมในถ้วยรั้งท้าย

“หากเป็นข้า ข้าจะไม่ทำให้ใครสาวมาถึงตัวเองอย่างเด็ดขาด”

“แค่ก ๆ “ พี่ชาย นายต้องห้ามไม่ใช่เหรอ อย่ามาสนับสนุนอะไรแย่ ๆ แบบนี้กันสิ เฮ่อมู่เฉินคว้าผ้าที่
เหวินอี้หานยื่นมาให้เช็ดปากที่เมื่อครู่เขาสำลักมันออกมา

“สายตาแบบนั้นมันหมายความว่าอย่างไร? แน่นอนว่าหากข้าร่วมมือกับเจ้า นอกจากเจ้าจะไม่ถูกไล่ออกมาจากสำนักแล้ว บางทีเจ้าอาจมีสิทธิ์ในการเป็นศิษย์เอกของเจ้าสำนัก ส่วนเป้าหมายที่เจ้าต้องการกำจัด ตอนนี้อาจหายไปอย่างไร้ร่องรอยไปแล้วเสียด้วยซ้ำ”

“แค่ก ๆๆๆ”

เฮ่อมู่เฉินได้ยินเสียงหัวเราะบางเบาของ
เหวินอี้หาน เจ้าตัวคงอยากแกล้งและดูท่าทางโง่เง่าของเขาแบบนี้สินะ

“ขมหรือ? ถึงสำลักจะตายแบบนั้น” ร่างสูงสง่าหยิบน้ำตาลก้อนยัดเข้าใส่ปากของเขา นิ้วเรียวงดงามลูบไล้ฝีปากของเขาชั่วครู่ก่อนผละออกไป ทิ้งความรู้สึกแปลกประหลาดไว้ในบรรยากาศ

กล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มก่อนเดินออกไปเพียงคำว่า “น่าเสียดายที่เราเจอกันช้าไป”

เฮ่อมู่เฉินกระพริบตาฉงน เขาไม่ค่อยเข้าใจการกระทำของชายหนุ่มเจ้าของร้านโอสถผู้นี้มากนัก กระนั้นกลับไม่รู้สึกถึงเจตนาไม่ดี

เขารับรู้มาเพียงแค่เหวินอี้หานคือบุรุษผู้หล่อเหลางดงามหาใดเปรียบที่มีนิสัยยากจะคาดเดา ให้ไปเดาใจการกระกระทำของชายหนุ่ม นับเป็นเรื่องเสียเวลา ให้เชื่อเรื่องที่เขากล่าว นับเป็นเรื่องที่เปลืองพลังงานชีวิต

พี่ชาย! เพื่อนสาวผู้น่ารักของฉันมาชื่นชมพระรองให้ฉันฟังอีกแล้ว ฉันไม่อยากฟังเลย! ก็เพราะคำพูดของพระรองน่ะ ในหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นนั้นพี่จะเชื่อเขาได้แค่ยี่สิบเปอร์เซ็นเท่านั้นแหละ! ขนาดพระเอกกับนางเอกยังโดนเขาปั่นหัวจนวุ่นวายไปพักนึงเลย!

กระนั้นคำพูดคนย่อมไม่สามารถเอามาเทียบกับสิ่งที่ได้เจอจริง ๆ ได้ หากถามว่าเหวินอี้หานประหลาดไหม เฮ่อมู่เฉินสามารถตอบกลับได้ในทันทีว่าประหลาด

ทว่าเฮ่อมู่เฉินก็มั่นใจอีกเช่นกันว่าเหวินอี้หานจะไม่ทำร้ายเขาโดยไร้เหตุผล

การที่อยู่ร่วมกันทุกวันนี้กับเหวินอี้หานและ
ซินเหยียน เฮ่อมู่เฉินค่อนข้างรู้พึงพอใจกับช่วงเวลาในตอนนี้

หากนักเขียนสามารถเอาคนผู้นี้มาโยนใส่บทของพระรองได้ ก็แปลว่าถึงเหวินอี้หานจะร้ายกาจช่างวางแผน แต่เขาจะไม่ทำร้ายใครพร่ำเพรื่อ

ในนิยาย ถ้าเฮ่อมู่เฉินเลือกติดตามพระรองกลับสำนักเมฆาไร้พ่าย เนื่องเพราะคนหนึ่งมีเป้าหมายในการกำจัดพระเอก เขาต้องการพันธมิตรที่แข็งแกร่ง

ส่วนอีกคนต้องการผู้ติดตามที่โง่เง่า สามารถใช้งานได้ดี เพื่อใช้เป็นการทำให้ความรักของพระเอกและนางเอกไม่ราบรื่น

กลับกันเหตุผลที่ตัวของเขาเองเลือกที่จะติดตามพระรองไป หนึ่งคือเขาไว้ใจเหวินอี้หานมากพอ และสองเฮ่อมู่เฉินต้องการคัมภีร์เปิดสวรรค์ที่มีอยู่ในสำนักเมฆาไร้พ่าย

เป็นคัมภีร์ที่ทั่วยุทธภพต่างจับจ้อง เป็นคัมภีร์ชั้นเปิดฟ้าที่จอมยุทธทุกหมู่เหล่าคาดเดาว่ามันมีผลทำให้ดรรชนีพลังปราณพุ่งทะยานเข้าสู่ระดับชั้นเซียนได้

เฮ่อมู่เฉินไม่ได้สนใจพลังแกร่งกล้า แต่เขาคาดเดาได้เลือนรางว่าคัมภีร์เล่มนั้นสามารถเปิดฟ้า และอาจทำให้เขาสามารถติดต่อหรือมองดูน้องสาวในโลกเดิมของตนเองได้

นี่คือความหวังอันแห้งแล้งที่เขาอยากเผชิญหน้าให้เห็นกับตา ว่ามันทำเช่นนั้นได้หรือไม่

ถึงแม้จะยังไม่ทราบวิธีเอามันมา เพียงแค่ขอติดตามพระรองไป คัมภีร์พิสดารเล่มนั้นก็จะอยู่ใกล้เขามากขึ้นไปอีกขั้น และนั่นย่อมดีกว่าการอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไรเลย

เธอคือคนที่สามารถทำให้ฉันอดทนกับความจริงอันแสนโหดร้ายที่พี่เผชิญอยู่นี้ได้นะ

ไม่มีผู้ใดอยากทะลุมิติมาเพื่อเอาตัวรอด

ไม่มีผู้ใดไม่หวาดกลัวหลังเห็นอนาคตที่ตัวเองเป็นตัวร้ายอันน่าสิ้นหวัง และถูกกำจัดออกไปให้พ้นโลกใบนี้ สังเวยให้กับนักเขียน เพื่อนิยายที่จบลงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การดิ้นรนเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ คือการพยศขั้นต้นของเฮ่อมู่เฉิน

“ไม่ได้ยินข้าอีกแล้ว” เหวินอี้หานเดินเข้ามา น่าแปลกที่ใบหน้าหล่อเหลากลับดูเคร่งเครียดอย่างน่าประหลาด

“ทำไมหมู่นี้เจ้าชอบเหม่อลอยบ่อยนัก นอนไม่พอหรืออย่างไร คิดอันใดอยู่กัน?” มืองดงามแข็งแกร่งถูกวางลงบนเส้นผมอันยุ่งเหยิงของเขา ลูบไปมาชั่วครู่ ก่อนจะดีดนิ้วลงบนหน้าผากเสียงดัง

เฮ่อมู่เฉินร้องโอดโอย “มันเจ็บนะ”

“เจ้าไม่ได้ยินข้า ไม่คิดว่าตัวเองผิดบ้างหรือไง” ร่างสูงเริ่มขมมวดคิ้วไม่พอใจ เขาถอนหายใจเหนื่อยหน่าย “มีคนมาหาซินเหยียน เหมือนเป็นคนจากอดีตสำนักของเจ้า”

ใบหน้าโง่เง่าของเฮ่อมู่เฉินถูกแทนที่ความงงงันที่ดูโง่เง่ากว่าเดิม

“พวกลิ่วล้อของข้า?” ถามอย่างไม่แน่ใจ

“ไม่ใช่” เหวินอี้หานตอบกลับเสียงหงุดหงิด “มีสตรีที่ปรากฏตัวเมื่อวานด้วย และบุรุษอีกหนึ่งคน…” เจ้าตัวพูดพลางเหลือบมองมายังเขา

“อะไรหรือ” วันนี้คล้ายเหวินอี้หานดูไม่ปกติ …ถึงเขาจะไม่ปกติอยู่แล้ว ทว่าวันนี้ดูร้อนรนมากเกินไปจนดูพิกล

“บุรุษผู้นั้นเจ้าระวังตัวเขาไว้ให้ดี” เหวินอี้หานตอบกลับเพียงเท่านี้ ท่าทางงุ่นง่านยังคงอยู่ เฮ่อมู่เฉินพยักหน้ารับ

นางเอกมาหาซินเหยียนแล้ว ส่วนบุรุษอีกคน ชี้ตัวไปว่าเป็นคนจากอดีตสำนักของเขา

นั่นคงเป็นหลี่จื่อหยวน พระเอกของนิยายเรื่องนี้

ในเนื้อเรื่องเดิม หลังจากเฮ่อมู่เฉินได้ล่วงรู้ความลับที่ว่าซินเหยียนคือน้องสาวแท้ ๆ ของพระเอก ระหว่างที่
เหวินอี้หานไม่ทันได้สังเกต เพราะยุ่งอยู่กับการทำงาน

เฮ่อมู่เฉินคนเดิมก็เอาความโกรธและความริษยาที่มีต่อพระเอก เอามันไปลงกับซินเหยียนและเริ่มทำการคุกคามนาง พูดกรอกหูถึงเรื่องราวของพี่ชายนาง

เพียงชั่วอึดใจ เด็กสาวก็พร้อมเชื่อฟังและยอมทำตามคำพูดเฮ่อมู่เฉินทุกอย่าง คาดหวังว่าสิ่งนี้อาจทำให้ตนได้เจอกับพี่ชายได้ในเร็ววัน

แต่แล้วสิ่งที่น่ารังเกียจนี้ก็ไม่ได้ดำเนินอยู่นาน เนื่องเพราะนางเอกได้กลับมาพร้อมพระเอก เพื่อพาเขามาพบน้องสาวที่แท้จริงของตัวเอง ทั้งสองคนร่วมมือทำการฟาดฟันกับตัวร้าย และนำตัวเอาซินเหยียนออกไปจากนรกแห่งนี้

ตั้งแต่ต้นจนจบเหวินอี้หานเพียงยืนดูนิ่งเฉย เขาให้เหตุผลเพียง ‘ข้ารับเขาเข้ามาทำงานเพราะความเห็นใจ ในส่วนของเรื่องราวที่เคยก่อไว้ สักวันอย่างไรย่อมต้องชดใช้’

อีกทั้งนี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เหวินอี้หานเริ่มให้ความสนใจและลอบสำรวจนางเอก ยามเมื่อพบว่านางเอกไม่ผละตัวออกห่างไปจากพระเอกเลยแม้แต่น้อยไม่สนใจสายตาผู้ใด นางมองตรงไปยังพระเอกแต่ผู้เดียว

นั่นเป็นครั้งแรกที่เหวินอี้หานรู้สึกไม่พอใจใครสักคนอย่างไร้เหตุผลขึ้นมา

นี่มันอีเว้นท์สำคัญสำหรับการพบปะครั้งแรกของเหล่าตัวละครหลัก! รวมไปถึงในเว็ปบอร์ดก็ถือกำเนิดกองเชียร์ขึ้นมาเป็นสองฝั่ง พร้อมคอมเม้นท์ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด

[ฉันคิดว่าการแอบรักแบบอดกลั้นของเหวินอี้หานนั้นมีเสน่ห์มาก! แถมความหล่อของเขานี่ก็สเปคสุด ๆ พี่ชายได้โปรดอย่ามีอยู่แค่ในนิยาย!]

[พระเอกที่รักเดียวใจเดียวแบบนั้นมันทำให้ฉันอยากกลายเป็นนางเอกขึ้นมา พี่สาวนักเขียน ได้โปรดอัพตอนต่อไปไว ๆ ให้ฉันได้ยลโฉมความน่ารักของเขา!]

[ฉันไม่เลือก! ฉันจะเลือกได้ยังไง! หนุ่มหล่อทั้งหมดเป็นของฉัน!]

เป็นเพียงเรื่องราวอันดุเดือดบางส่วนที่น้องสาวของเฮ่อมู่เฉินบังคับให้เขาไปกดหัวใจในเว็ปบอร์ดที่ตัวเองได้ตั้งไว้

“ถ้าข้าโดนทำร้ายขึ้นมาท่านต้องช่วยข้า” เขาพูดออกมาขณะบังคับขาอันสั่นเทาของตัวเองให้ก้าวไปเจอบุคคลผู้มาเยือนภายนอก

เหวินอี้หานเดินตามเขามาจากทางด้านหลัง พอได้ฟังที่เฮ่อมู่เฉินเอ่ย เขากลับเลิกคิ้วหัวเราะขึ้นมา ส่งผลให้ใบหน้าที่หล่อเหลาเต็มไปด้วยความเบิกบานสว่างไสว “เจ้าไปทำร้ายคนอื่นก่อน ถ้าเขาจะทำร้ายกลับ เจ้าจะไม่ยินยอมหรือ”

“ไม่ยินยอม”

เสียงหัวเราะกลับดังขึ้นกว่าเดิม ยามเมื่อเจอใบหน้าบูดบึ้งของเฮ่อมู่เฉิน เหวินอี้หานคล้ายสบายใจและปล่อยวางคลายความหงุดหงิดบางส่วนก่อนหน้านี้ลงไป “ข้าย่อมปกป้องเจ้า”

ยิ่งเดินยิ่งเชื่องช้า อย่างไรท้ายที่สุดทางออกก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า

ซินเหยียนออกมาอยู่ก่อนแล้ว ท่าทางในตอนนี้ของนางคือความเบิกบานอันไม่สิ้นสุด เหตุเพราะหยกครึ่งเดียวที่นางพกมาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้มันกลับผสานเข้ากับหยกครึ่งแบบเดียวกัน จวบจนผสานออกมาเป็นหยกคู่ศิลาแสนงดงาม

เจ้าของหยกคู่ครึ่งนั้น ยืนมั่นคงสง่าอยู่เคียงข้างสตรีผู้งดงามผุดผ่องที่ปรากฏกายเมื่อคืน เขายิ้มเบาบาง มองซินเหยียนที่กำลังตื่นเต้นดีใจ

หยกคู่นี้คือของตกทอดมาจากบรรพบุรุษในตระกูล ไม่สามารถเข้าคู่ประสานกับหยกชนิดใดได้นอกจากตัวที่ทำมาเข้าคู่กัน หลังจากใช้หยาดโลหิตหยดลงประทับตรา ถึงจะมีการเปลี่ยนมือคนถือ หยกชนิดนี้ก็จะไม่ตอบสนอง ถึงแม้จะเจอกับหยกชนิดเดียวกันก็ตาม คล้ายสุนัขที่ภักดีกับเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว

นั่นหมายความว่า ทั้งสองคนคือเจ้าของดั้งเดิม ผู้เป็นสายเลือดที่พลัดพรากจากกันมานาน

“ทะ…ท่านพี่?” ซินเหยียนเงยหน้าขึ้น บุรุษรูปงามใบหน้าคมคายตรงหน้าเป็นถึงพี่ชายของนาง?

“น้องสาวของพี่” พระเอกเผยสีหน้ายินดีไม่น้อยไปกว่าซินเหยียน ดวงตาเรียวคมหากไร้รอยยิ้มจะคล้ายโคมไฟไร้แสง ถึงจะเย็นชาทว่างดงามไม่อาจละสายตา

ในเวลานี้กลับแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ส่งผลทำให้ใบหน้าคมคายที่แต่เดิมเปี่ยมไปด้วยรังสีสังหาร เต็มไปด้วยความละมุน แฝงไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจ จนนางเอกที่ยืนอยู่ข้างกายมองตาค้างไปเรียบร้อยแล้ว

นางมีพี่ชายที่หล่อเหลาถึงขนาดนี้! ซินเหยียนตื่นเต้นดีใจ

เฮ่อมู่เฉินก็ดีใจไม่น้อยไปกว่ากันที่ตัวเองเลี้ยงซินเหยียนมาอย่างดี

แมลงตัวใดแทบจะไม่ให้มาตอม ของหนักแทบจะไม่ให้ยก ถนอมปานน้องสาวสุดที่รักในโลกเดิม ไม่เช่นนั้นตอนนี้ซินเหยียนคงไม่มองมาหาเขาราวกับกลัวว่าตัวเขาจะน้อยใจแบบนั้นหรอก

พี่ชาย ฉันเลี้ยงซินเหยียนมาราวกับเจ้าหญิง ทะนุถนอมสาวน้อยถึงปานนี้ ฉะนั้นลดโทษให้หน่อย อย่างน้อยก็อย่าคิดฆ่าแกงกันเลยนะ!

“นางยังไม่ลืมพวกเราล่ะ” เหวินอี้หานเดินออกมายืนคู่กับเฮ่อมู่เฉิน “ข้าคิดว่าข้าเลี้ยงเด็กคนหนึ่งได้ดีอยู่นะ แต่พอมีเจ้าแล้ว เหมือนจะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เจ้ามีน้องสาวมาก่อนหรือ?”

จะบอกว่ามีที่โลกเดิมก็ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ

เฮ่อมู่เฉินหัวเราะเบา ๆ คลายกังวลลงไม่น้อยเมื่อสถานการณ์ดูไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เขาคิด “เด็กผู้หญิง ตามใจนางหน่อยก็ใช้ได้แล้ว”

เหวินอี้หานยิ้มตาม เอามือมาขยี้หัวของเขาอีกแล้ว “ข้าจะจดจำไว้ทีหลัง เผื่อได้เผลอเก็บเด็กแบบเจ้ากับ
ซินเหยียนมาเลี้ยงอีก”

“ข้าไม่ใช่เด็ก” เฮ่อมู่เฉินปัดมือคนออก แน่นอนว่าประเมินความมือปลาหมึกของร่างที่สูงกว่าต่ำเกินไป มือเรียวเด้งออกไปสักพัก ก่อนจะขย้ำลงมาแรงมากกว่าเดิม

“เด็กน้อยในสายตาของข้าอยู่ดี เฮ่อมู่เฉินตัวน้อย”

“เหวินอี้หาน ท่านหยุดเถอะ…”

“เจ้าคือ…เฮ่อมู่เฉิน?” ทันใดนั้นเสียงทุ้มต่ำก้องกังวานก็เอ่ยขัดการพูดคุยที่มองผู้อื่นเป็นอากาศออกมา

“…หลี่จื่อหยวน” เฮ่อมู่เฉินตัวเกร็งขึ้นมาฉับพลัน เหวินอี้หานรับรู้ได้ถึงความกริ่งเกรงและความไม่สบายใจจากร่างของคนที่เตี้ยกว่า

เขาจึงเดินเข้ามาขวางหน้าเฮ่อมู่เฉินเอาไว้ พร้อมยิ้มแย้มทักทายผู้มาเยือนทั้งสอง

“คาดว่าคงมีหลายเรื่องที่ต้องพูดคุย เชิญท่านทั้งสองเข้ามาข้างในก่อน เฮ่อมู่เฉิน เจ้าไปเตรียมชารับแขกให้ข้า”

ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปฏิเสธ เฮ่อมู่เฉินพยักหน้ารับก่อนเร่งเดินหายเข้าไปภายในร้าน ทิ้งไว้เพียงสี่ร่างที่มองกันไปมา เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า

“ข้าไปช่วยพี่มู่เฉินเตรียมของรับแขกนะเจ้าคะ!” ซินเหยียนตัวน้อยกล่าวจบก็วิ่งตามหลังเฮ่อมู่เฉินไป

เหวินอี้หานมองหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีตรงหน้า สำหรับสตรีคนนี้ เหวินอี้หานนั้นได้พบเจอแล้วเมื่อวาน นางยังคงงดงามผุดผ่องอย่างที่เฮ่อมู่เฉินกล่าว

ในส่วนบุรุษผู้มาใหม่ เขาสวมใส่อาภรณ์สีแดงลวดลายสีทองของสำนักอันดับหนึ่ง ที่ครั้งหนึ่งเคยเห็นมันสวมอยู่บนตัวมอมแมมของเฮ่อมู่เฉิน

อาภรณ์สีแดงพลิ้วไหวตามลู่ลม ขริบสีทองที่ถูกทอขึ้นอย่างประณีตสะท้อนแสงเปล่งประกาย ยิ่งถูกสวมเข้ากับร่างสูงสง่างามด้วยแล้ว ขับให้ความคมคายของชายหนุ่มหล่อเหลาสะดุดตามากยิ่งขึ้น แม้เพียงการปรายตามองแค่ครั้งเดียว ก็ยากละสายตาออกมา

มิใช่แค่เหวินอี้หาน หลี่จื่อหยวนกลับกำลังลอบสังเกตชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของร้านโอสถอยู่เช่นเดียวกัน

เขาพบเจอบุคคลที่โดดเด่นมาก็มาก คนเช่นเจ้าของร้านโอสถที่โดดเด่นเช่นนี้ เป็นเพียงหมอทั่วไป?

เหตุใดถึงกล้ารับผู้ที่ถูกขับไล่ออกจากสำนักเข้ามาทำงาน

“ท่านเป็นอะไรกับเฮ่อมู่เฉิน” หลี่จื่อหยวนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไป

เหวินอี้หานโคลงศรีษะยิ้มตอบไร้ความหมาย ไม่ได้เอ่ยตอบอันใดกลับ เพียงผายมือต้อนรับเข้าร้าน

“เชิญเข้ามาสนทนาด้านในเถิด”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...