เกิดใหม่เป็นตัวร้าย ที่เหล่าตัวเอกคอยจดจ้อง!
ข้อมูลเบื้องต้น
เฮ่อมู่เฉินโดนรถชนตายในโลกเดิมเป็นที่เรียบร้อย ก่อนจะทะลุมิติเข้ายังนิยายที่น้องสาวของเขาเคยอ่าน
นี่คือเรื่องราวที่มีเกลื่อนกลาดในโลกนิยาย เป็นเซ็ตติ้งย้อนยุคอันแสนยอดนิยม
พระเอกที่ถูกทรยศจนมิไว้วางใจให้แก่ผู้ใด นางเอกที่ถวายใจให้แก่พระเอก และพระรองที่ทำทุกสิ่งเพื่อคว้าใจนางเอก
ส่วนตัวร้าย…จะต้องถูกกำจัด เพื่อสังเวยให้ความรักอันมากล้นของพวกเขาเหล่านั้น
ใช่แล้ว ด้วยความอัปโชคที่เคยมีมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของเฮ่อมู่เฉิน เขาได้เข้ามาอยู่ในร่างของตัวร้ายที่ต้องถูกกำจัดเสียแล้ว…
เขาจะปฏิรูป! ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับพวกตัวเอก! อยู่ให้ห่างจากคนพวกนั้นเสีย! เขาจะหนีออกจากวงจรอุบาทของตัวร้ายที่ต้องตายให้จงได้!
แล้วเพราะเหตุใด…
หลี่จื่อหยวน : เจ้าคิดจะหนีไปที่ใด? เจ้าเป็นของข้า เฮ่อมู่เฉิน!
ทำไมพระเอกจึงเอ่ยกับเขาเช่นนั้นกัน?
เหวินอี้หาน : เรามิใช่เคยสัญญากันหรอกหรือว่าจะอยู่ด้วยกัน? ที่ผ่านมาเจ้าคิดหลอกลวงข้างั้นหรือ?
แล้วทำไมพระรองถึงเป็นแบบนั้นไปกับเขาด้วยล่ะ?
ลู่หนิงเหอ : เฮ่อมู่เฉิน! เจ้าใช้อวิชชาทำให้ทุกสิ่งที่เคยเป็นของข้า กลายมาเป็นของเจ้าใช่หรือไม่?!
แล้วนี่นางเอกกล่าวถึงเรื่องอันใดอีก?
พี่ชาย! ตัวร้ายที่พยายามเป็นคนดีแบบเขา ทำไมถึงต้องโดนเหล่าตัวเอกจดจ้องมาอย่างน่ากลัวถึงขนาดนั้นด้วย?!
เขาจะฟ้องกรมแรงงาน! ยมโลกมีกรมแรงงานให้ฟ้องไหม?!
*สปอยบางส่วนจากเนื้อเรื่อง*
ร่างสูงใหญ่ราวกับสูญเสียสติสัมปชัญญะไปอีกครั้ง ยามเมื่อดวงตาสีอ่อนแสนงดงามตรงหน้าสะท้อนความเว้าวอนออกมาบางเบา
เขายกขึ้นแตะตรงต้นขาเฮ่อมู่เฉิน ก่อนไล่ลูบไล้ไปหยุดอยู่ตรงหน้าท้อง และกดลงไป เพื่อให้คนตรงหน้าได้รับรู้ถึงสิ่งที่เขาแนบชิดประสาน
ทันใดนั้นตรงหน้าท้องแบบราบเรียบของเฮ่อมู่เฉิน ก็คล้ายถูกแท่งร้อนภายในดุงดันขึ้นมา ปรากฎเป็นเนินโค้งภายใต้ผิวขาวผ่องเรียบเนียน
“ให้เจ้ารับรู้ไว้ ว่ามีแค่ข้าที่สามารถอยู่ภายในตัวของเจ้าได้” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงหอบกระเส่าคำราม
.
.
.
พระเจ้าช่วย ทำไมเขาถึงมาอยู่บนเตียงพระเอกได้?!
ปล. เรื่องนี้มีพระเอกคนเดียวครับ
ปล.2 ไม่มีนอกกาย ตัวเอกหลักไม่มีจูบหรือมีอะไรกับคนอื่นแน่นอนครับ
E-book อาจไม่ทัน 01/06/24 แต่คาดว่าไม่เกิน 08/06/24 ครับบ
หมายเหตุ 1 : นิยายเรื่องนี้มีฉาก NC 18+ ไม่ถึง 50% ของเนื้อเรื่อง มีเพียงบางฉากเท่านั้นครับ เป็นไปตามเงื่อนไขที่ Dek-D ให้ลงได้นะครับ ฉะนั้น ไม่ดราม่าเรื่องนี้น้า
ทุก 1 เม้นท์ ของคูมรีด คือกำลังใจของไรท์เตอร์เสมอครับ
รักน้า ♥
เรื่องวุ่นวายของตัวร้ายและเหล่าตัวเอก
ตอนที่ 1
‘เรื่องวุ่นวายของตัวร้ายและเหล่าตัวเอก’
เฮ่อมู่เฉินจำได้เพียงว่าตัวเองนั้นโดนรถชน
น้องสาวที่เขาสนิทสนมยิ่งกว่าใครโผเข้ามาปกป้องเขา ก่อนภาพทั้งมวลจะวูบดับลง
และยามเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา ก็พบกับทิวทัศน์ที่ไม่คุ้นชิน
นั่นคือเรื่องราวที่เพิ่งจะผ่านพ้นมาได้สักพัก
แน่นอนว่าในยามนี้เฮ่อมู่เฉินกำลังปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เรียกว่าการ ‘ทะลุมิติเข้ามาในนิยาย’
สิ่งนี้ดำเนินเข้ามาในช่วงปีที่สามแล้วสำหรับการที่เฮ่อมู่เฉินดำรงอยู่ในโลกใบนี้
ให้กล่าวสักประโยคโดยรวม สามารถเอ่ยได้ว่า นี่คือนิยายพล็อตเกลื่อนตลาดที่เป็นที่นิยมตลอดกาล
เขาในโลกเดิมอดไม่ได้ที่จะเบ้หน้า เพราะเฮ่อมู่เฉินมักจะต้องเตรียมหูของตัวเองไว้สักสองชั่วโมง เพื่อฟังน้องสาวสุดที่รักกล่าวพรรณนาถึงความรักที่ตนเองมีต่อนิยายเรื่องนี้อย่างพรั่งพรู
ฟังอย่างไร ก็เป็นเพียงเรื่องราวเซ็ตติ้งย้อนยุคเกี่ยวกับพระเอกที่มีชีวิตรันทดในวัยเด็ก โดนคนที่ไว้ใจหักหลัง
ก่อนที่เขาจะทะเยอทะยานพัฒนาตนจนมีวิชาที่แกร่งกล้า และล้างแค้นได้สำเร็จ ในระหว่างนั้น ก็จะมีนางเอกที่มีความนิยมอันดับหนึ่ง มาช่วยเหลือพระเอกอยู่ข้างกาย ท้ายที่สุดแล้วทั้งสองคนก็ฝ่าพันอุปสรรค กำจัดตัวร้าย และครองคู่กันอย่างมีความสุข
น้องสาวผู้น่ารักของเฮ่อมู่เฉินมักจะกล่าวสรรเสริญในความเก่งกล้าสามารถของพระเอกจนหูของเขาแทบจะชาไปสองสามวัน
มาคิดย้อนคิดดูแล้ว ในตอนนั้นเขาควรที่จะยอมฟังน้องสาวเล่าเรื่องราวให้ละเอียดมากกว่านี้ ถ้ารู้ว่าตัวเองจะได้ทะลุมิติเข้ามาในเรื่องราวพวกนั้น
และแน่นอนว่าคำว่า ‘ถ้า’ ย่อมไม่มีจริง
เฮ่อมู่เฉินถอนหายใจเหนื่อยหน่าย
“พี่มู่เฉิน ท่านอี้หานถามว่าสมุนไพรที่ขอให้แยกไว้ เสร็จหรือยังเจ้าคะ” สาวน้อยคนหนึ่งกระโดดพรวดเข้ามาใกล้เฮ่อมู่เฉิน หน้าตาของนางน่ารักยิ้มแย้มยิ่งกว่าใคร
เฮ่อมู่เฉินเหลือบตามองแวบเดียวก่อนเอ่ยตอบ “ได้แล้ว ข้ากำลังจะนำเอาเข้าไปให้”
เขาเอ่ยพลางยกตะกร้าสมุนไพรโอสถที่แยกไว้ขึ้นมา และเดินไปยังทิศทางที่เจ้าของร้านนี้ดูแลอยู่
เฮ่อมู่เฉินเดินเข้ามาตรงทางเชื่อม เคลื่อนตัวเข้าไปในห้องโถงกว้าง
กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นก็ลอยเข้ามาแตะจมูก พลันเบื้องหน้าพบร่างสูงโปร่งร่างหนึ่ง
เขากำลังนั่งหันหลังตัวตรงสง่า เป็นผู้ที่แม้จะยังไม่เห็นใบหน้า กลับสามารถสัมผัสได้ว่าไม่ธรรมดาทั้งรูปลักษณ์และความสามารถ
คล้ายจะได้ยินคำชื่นชม คนผู้นั้นจึงหยุดมือที่กำลังง่วนกับการผสมสมุนไพร และยามเมื่อร่างสูงโปร่งหันมาหา เฮ่อมู่เฉินก็พบว่าห้องที่มืดทึบแห่งนี้ก็คล้ายสว่างไสวขึ้นมาชั่วขณะ
ไม่ใช่เพราะแสงสว่างใด ๆ กลับเป็นเพราะใบหน้าของคนผู้นี้ต่างหาก
ไม่ว่าจะในโลกเดิม หรือในโลกใหม่ที่ตัวเขาได้ทะลุมิติเข้ามา เฮ่อมู่เฉินกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า ชายท่าทางสูงส่งคนนี้คือผู้ที่มีใบหน้าที่หาจับตัวได้ยาก
ถ้าอยู่ในโลกเดิมของฉันนะ พนันได้เลยว่าคงสามารถขึ้นแท่นเป็นดารายอดนิยมได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เขาอดไม่ได้ที่จะรำพึงในใจ
“แยกสมุนไพรเสร็จแล้วหรือ” ร่างสูงสง่าถามพร้อมรอยยิ้มบางเบา
“เสร็จแล้ว” เฮ่อมู่เฉินพยักหน้า ยกถาดที่ตนแยกสมุนไพรไว้วางลงตรงหน้าร่างสูง ก่อนจะเดินกลับไปที่เดิม แต่ก็มีเสียงเรียกรั้งเขาไว้
“เจ้าแยกสมุนไพรเก่งขึ้นนะ ไม่รวมกันมั่วเหมือนครั้งแรกที่เข้ามา ข้าเจอคนที่ประสาทรับกลิ่นไวแบบนี้ไม่บ่อยนัก” คนพูดกล่าวพลางใช้มือเรียวยาวลูบสมุนไพรที่แยกไว้ เมื่อพบว่าแยกได้ถูกต้อง เขาก็ยิ้มอย่างพอใจ
อยู่กับร้านยามาถึงสามปี หากการแยกของแบบนี้ยังทำไม่ได้ เฮ่อมู่เฉินจะสามารถเอาชีวิตรอดในโลกที่โหดร้ายนี้ได้อย่างไรกัน
“…ต้องขอบคุณท่านที่ในตอนนั้นรับข้าเข้ามาทำงาน ให้กล่าวตามตรง ท่านเป็นที่เดียวที่ยินยอมรับข้าเข้ามาทำงานด้วย” เฮ่อมู่เฉินพูดขึ้นก่อนถอนหายใจคล้ายปลงตก
เรื่องนี้ย่อมมีที่มาที่ไป
ไม่ทราบว่าบังเอิญหรืออย่างไร แต่เดิมชื่อของเขานั้นก็เหมือนกับตัวร้ายในนิยายเรื่องนี้อยู่แล้ว ยามเมื่อทะลุเข้ามาในนิยาย ก็พลันเข้ามาในร่างของตัวร้ายที่นามว่า ‘เฮ่อมู่เฉิน’ พอดิบพอดี
ย้อนกลับไปกล่าวถึงเรื่องราวแห่งความรันทดของพระเอก นี่คือเรื่องราวที่มีความเกี่ยวข้องกับยุทธภพเป็นส่วนมาก
ความเกี่ยวข้องของตัวร้ายและพระเอก เชื่อมโยงด้วยการที่ทั้งสองคนนั้นแต่เดิมเป็นเพียงเด็กขอทานตามถนน ทั้งสองไร้ซึ่งบิดามารดา พวกเขาเจอกันในตรอกซอยอันน่ารันทด มีชีวิตโดยการอาศัยรับจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามร้านค้าเพื่อแลกข้าวประทังชีวิต
แต่แล้วพระเอกก็มาเข้าตาเจ้าสำนักอันดับหนึ่งในยุทธภพเข้า พร้อมตั้งใจจะเก็บพระเอกไปเลี้ยงที่สำนัก
พระเอกย่อมไม่ยินยอมหากตนได้เข้าไปเพียงคนเดียว เขาดื้อรั้นอ้อนวอนให้นำตัวร้ายเข้าสำนักไปพร้อมกับเขาด้วย
เจ้าสำนักอันดับหนึ่งจำใจรับตัวร้ายเข้ามาด้วยกัน ก่อนที่ทั้งสองคนจะฉายแววเด่นชัดในการฝึกวิชามากขึ้น
เรื่อย ๆ
เป็นฝ่ายตัวร้ายที่เริ่มมีความริษยาต่อพระเอก เขาเริ่มไม่ตอบรับความหวังดีของพระเอก ดวงตาเต็มไปด้วยเปลวเพลิงคุกรุ่น ยามเมื่อเจ้าสำนักกล่าวชื่นชมผู้ที่เคยกล่าวอ้อนวอนให้รับเขาเข้าสำนักมาด้วย
รวมไปถึงได้มีการรวมตัวกับพวกศิษย์ที่มีความริษยาต่อพระเอก เป็นการรวมตัวกันเพื่อเริ่มกลั่นแกล้งเขา เลวร้ายที่สุดคือการลอบวางยาพิสดารใส่พระเอกเพื่อปิดกั้นการโคจรพลังฝึกฝน พระเอกที่เป็นเพียงเด็กน้อยไหนเลยจะต้านทานได้
เหล่าชาวยุทธล้วนทราบดี หากเดินลมปราณสับสน สัมผัสตีย้อนกลับ อาจหมายถึงการที่ธาตุไฟเข้าแทรก ลมหายใจแตกซ่าน ไม่สามารถกลับมาโคจรพลังได้เป็นปกติ กลายเป็นคนไร้ประโยชน์ในหมู่ผู้ฝึกวิชาทันที
แต่แล้วเรื่องก็เข้าหูเจ้าสำนัก แต่ไหนแต่ไรเจ้าสำนักก็เอ็นดูพระเอกมากกว่าผู้ใดอยู่แล้ว ชะตากรรมของตัวร้ายผู้น่าชังจึงได้เริ่มต้นขึ้น เจ้าสำนักใช้เวลาไม่นานเพื่อจัดการเขา
หากแค่แผนการของเด็ก ๆ พวกนี้ เจ้าสำนักยังไม่สามารถรับรู้ได้ ก็สมควรที่จะเอาตำแหน่งอันสูงส่งและแสนทระนงนี้ทิ้งไปซะ!
จุดจบของตัวร้ายในช่วงแรกนี้คือการที่เฮ่อมู่เฉินคนเดิมถูกขับไล่ออกจากสำนักทันที
ในส่วนของพระเอก เขาได้รับการดูแลอย่างดีจากหมอเทวดาที่เจ้าสำนักทุ่มเทหามา ทำให้การเดินลมปราณสามารถกลับมาฝึกฝนได้เป็นปกติ
ทว่าสิ่งที่แปรเปลี่ยนไปคือแววตาที่เคยกระจ่างใสไร้กังวลดวงนั้น กลับเต็มไปด้วยความหม่นหมอง ประกายแวววาวที่เคยคงอยู่ในดวงตาคู่คมได้มอดดับไป ไร้ซึ่งแสงเจิดจรัส มันช่างเต็มไปด้วยความว่างเปล่า และไร้ความรู้สึก จนเจ้าสำนักสะเทือนใจยิ่ง
สหายที่คิดว่าไว้ใจที่สุด กลับริษยาจวบจนก่อให้เกิดการหักหลัง ทำให้พระเอกเกือบหมดอนาคตในการฝึกวิชาที่เขาทุ่มเทมาโดยตลอด สิ่งนี้คงเป็นแผลใจที่ยากจะรักษา
นัยน์ตาคมที่เริ่มเข้าสู่ช่วงวัยหนุ่มของพระเอกนั้นมืดขรึม ดุจโคมไฟอันงดงามที่ไร้ซึ่งแสงสว่าง
และแล้วเขาก็ไม่ยินยอมเปิดใจให้แก่ผู้ใดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
นี่คือเรื่องราวของพระเอกสุดหล่อแสนเย็นชาผู้เปิดใจให้แก่นางเอกคนเดียว ที่น้องสาวของฉันชอบมากจนต้องมาเพ้อใส่สามเวลาหลังอาหารอย่างนั้นสินะ?
น่าเสียดายที่เฮ่อมู่เฉินไม่ได้ทะลุเข้ามิติมาในช่วงก่อนหน้านี้ที่ยังมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับพระเอก หากเป็นเช่นนั้นมีหรือที่เขาจะไม่ไถหน้าด้าน ๆ นี้ไปเกาะขาทองคำงาม ๆ คู่นั้น?
แต่น่าเสียดาย เขากลับได้ทะลุมิติเข้ามาในช่วงที่ผ่านการแตกหักที่สุดไปเรียบร้อยแล้ว
ดูจากสภาพหลังจากที่เขาฟื้นขึ้นมา ตามร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ทว่าความเจ็บปวดกลับไม่มี จะเป็นผลมาจากสิทธิ์พิเศษของการเป็นผู้สวมร่างหรือไม่เฮ่อมู่ฉินก็ไม่อาจทราบ
อย่างไรก็ตาม ตัวเฮ่อมู่เฉินผู้เป็นตัวร้ายดั้งเดิม อาจสิ้นใจไปพร้อมกับที่มาของรอยแผลนี่
ในช่วงเวลาที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมา นั่นคือช่วงเวลาหลังจากตัวร้ายถูกไล่ออกจากสำนัก
เป็นไปได้ว่าเฮ่อมู่เฉินจะถูกพวกศิษย์กากเดนที่เคยร่วมกันมือทำร้ายพระเอก กลับมารวมตัวกันมารุมกระทืบเจ้าของร่างเก่านี้ต่ออีกที คนพวกนั้นถูกไล่ออกจากสำนักมาพร้อมตัวร้าย และพกมาด้วยความโกรธแค้นอันเต็มเปี่ยม
หลังจากที่เฮ่อมู่เฉินคนเดิมจากไป ก็ได้เฮ่อมู่เฉินคนใหม่เช่นตัวเขา เข้ามารับกรรมแทนงั้นหรือ อดไม่ได้ที่มุมปากจะกระตุกกึก ๆ ด้วยความโมโห
“ฟังข้าอยู่หรือไม่?” ผู้กล่าวเอ่ยกับเขาซ้ำอีกครั้ง คิ้วเข้มเรียงเป็นเส้นตรงบนใบหน้าหล่อเหลางดงามเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างสงสัย เมื่อพบว่าเฮ่อมู่เฉินไม่ได้เอ่ยขานตอบรับ
เฮ่อมู่เฉินเหลือบมองคนตรงหน้าที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กันกับพระเอกนิยายในเรื่องนี้
นี่คือพระรองของเรื่องราว นาม ‘เหวินอี้หาน’ ศัตรูหัวใจของความรัก ที่จะพยายามแก่งแย่งนางเอกไปจากพระเอก
ตามต้นฉบับ เฮ่อมู่เฉินที่หลังจากถูกไล่ออกจากสำนักมาแล้ว ได้แต่ตระเวนไปขอรับจ้างทำงานตามร้านในตรอกซอย
แต่ดูภายนอก อย่างไรผู้คนมองปราดเดียวก็ทราบความจริง ว่านี่คือสภาพของศิษย์ที่ถูกไล่ออกจากสำนักมา จึงไม่มีใครกล้ารับผู้มีคดีติดตัวเข้าทำงาน
เว้นเสียแต่พระรองผู้อ่อนโยน ที่เขายอมรับตัวร้ายเอาไว้ เพราะเห็นแก่ผู้ลำบากที่จนตรอก เมื่อเห็นว่าเป็นอดีตศิษย์สำนักดัง ก็ให้มาทำหน้าที่คุ้มภัยในร้านโอสถที่พระรองนั้นรับดูแลสืบทอดมาจากปู่ของตนเอง
เนื่องจากน้องสาวของเขาไม่ได้เล่าชีวประวัติของพระรองให้ฟังบ่อยนัก เฮ่อมู่เฉินจึงไม่สามารถคาดเดานิสัยใจคอที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าหล่อเหลางดงามของคนผู้นี้ได้เลย
กระนั้นให้เทียบไปถึงเรื่องราวที่ว่า พระรองก็มีแผนลับไม่น้อยที่จะช่วงชิงนางเอกไปจากพระเอก กล่าวคือนิสัยอาจไม่สามารถเชื่อมโยงความโยนที่แสดงออกมาให้เข้ากับรอยยิ้มที่แย้มไปไม่ถึงนัยน์ตาดวงนั้นได้
ฉันว่าเขาก็ร้ายกาจไม่เบาเหมือนกันนั่นแหละ
“ข้าฟังท่านอยู่”
ยามเมื่อค่อยๆ พิจารณาเรื่องราวที่อาจเกิดขึ้นต่อจากนี้ เฮ่อมู่เฉินยินยอมเป็นผู้โง่เง่าที่ทำตามทุกสิ่งตามที่
เหวินอี้หานต้องการจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นวันดีคืนดี ร่างอันน่าสงสารของตนอาจถูกโยนลงจมน้ำเพื่อไม่ให้ผู้ใดได้พบเห็นศพ
นั่นมันก็จะน่าอนาถเกินไปเสียหน่อย
คนในนิยายเหล่านี้ท้ายที่สุดก็จะหลงรักนางเอกหัวปักหัวปำ ตัวเขาที่ถูกชูคอว่าเป็นตัวร้ายไม่ต้องทายก็รับรู้ได้เลยว่าเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งในการถูกเหล่าตัวเอกผู้คลั่งรักทั้งหลายต้องการกำจัด
มันเป็นเพราะนิสัยปลิ้นปล้อนพร้อมทรยศได้ตลอดเวลาที่ตัวร้ายร่างเดิมเคยกระทำไว้
ถึงไส้ในจะทุกเปลี่ยนไปแล้ว แต่ความจริงที่ว่าตัวตนที่ครอบครองอยู่คือตัวร้ายของเรื่อง เป็นตัวตนที่มีมาเพื่อให้เหล่าตัวเอกชูชันความสามารถ
คล้ายบอสในเกมที่ต้องกำจัดเพื่อพิสูจน์ความฉลาดและความแข็งแกร่ง
เป็นตัวตนที่มีมาเพื่อให้นิยายสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ด้วยการที่ท้ายที่สุดแล้ว ต้องถูกกำจัดออกไป
เฮ่อมู่เฉินกระพริบตาเล็กน้อย อาจเพราะเหม่อลอยนานเกินไป ให้สังเกตอีกครั้ง ทุกช่วงการกระทำของเขา พบว่าเหวินอี้หานกำลังมองทุกการเคลื่อนไหวอยู่
“เหม่อลอยทั้ง ๆ ที่กำลังพูดคุยอยู่ ศิษย์จากสำนักดังไร้มารยาทเช่นนี้กันทุกคนหรือ?” เหวินอี้หานเอ่ยพร้อมรอยยิ้มเช่นเคย น่าแปลกที่กลับรู้สึกว่ามันช่างเป็นรอยยิ้มที่เย็นยะเยือกนัก
“ขออภัย บางทีข้าอาจผักผ่อนไม่เพียงพอ…” มีไม่กี่คนรับรู้ ว่าเหวินอี้หานมีนิสัยที่ค่อนข้างจะตรงข้ามกับใบหน้าที่หล่อเหลางดงาม ฝีปากของเขาถือเป็นเครื่องฟาดฟันได้เช่นเดียวกับพวกศาสตราวุธ
“เมื่อสักครู่ท่านเอ่ยว่าอย่างไรงั้นหรือ?”
เหวินอี้หานไม่ได้เอ่ยกล่าวต่อ ชายหนุ่มเพียงใช้นัยน์ตาคมที่คล้ายอัดแน่นไปด้วยหมอกปกคลุมกวาดตามองใบทั่วใบหน้าของเฮ่อมู่เฉิน และค่อย ๆ เอ่ยปาก
“ข้าถามว่า เร็วๆ นี้จะมีการย้ายที่ตั้งร้านยาไปเมืองอื่นที่ใกล้กับสำนักของข้า เจ้าจะติดตามไปด้วยหรือไม่”
พี่ชาย! พระรองน่ะ ถึงเขาจะหล่อเหลา! แต่ก็เป็นคนอันตราย! เพื่อนของฉันชอบเขามาก แต่ฉันรักพระเอกมากกว่า! ทำไมพี่ชายทำหน้าแบบนั้นล่ะ? ฟังนะ พระรองน่ะ ท้ายที่สุดเขาก็จะร่วมมือกับตัวร้าย เพื่อชิงนางเอกไปล่ะ! ฉันไม่ชอบอะไรแบบนั้นเลย!
เสมือนกับเสียงเล็กแหลมของน้องสาวที่พูดกรอกใส่หูอยู่ทุกสามชั่วโมงจะวิ่งทะลุเข้ามาในความทรงจำของเฮ่อมูเฉินในประเดี๋ยวนั้น
เหมือนกับว่าฉันจะมีแผนการร่วมมือกับพระรองสินะ? ตัวร้ายต้องการแก้แค้นพระเอก ส่วนพระรองต้องการนางเอก
ตามบทบาทแล้ว เขาก็ต้องติดตามไปไม่ใช่หรือ แต่จะมีการร่วมมือกันไหมหลังจากนั้น ก็ต้องมาดูว่าเขามีความสามารถมากพอในการหลีกเลี่ยงสถานการณ์แบบนั้นได้หรือไม่…
“ข้า…”
“เราจะย้ายเมืองกันอีกแล้วหรือท่านอี้หาน? ถึงจะย้ายบ่อย ๆ แต่ข้าก็ไม่ได้ไม่ชอบหรอกนะ พี่มู่เฉินติดตามพวกเราไปเถอะนะ มีพี่มู่เฉินแล้วที่นี่ดูสนุกมากขึ้นมากเลย!”
ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยพูดอะไร น้ำเสียงสดใสที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความมีชีวิตชีวาอันน่ารื่นรมย์ก็ดังขึ้น มันมาพร้อมกับน้ำหนักที่โถมเข้ามายึดไหล่ของเขา
เป็นร่างนุ่มนิ่มของเด็กสาวที่ติดตามเหวินอี้หานมาก่อนหน้านี้ นามว่าซินเหยียน
นางเป็นผู้ที่ทำให้เฮ่อมู่เฉินสามารถทนต่อความจริงแสนโหดร้ายของตัวเองได้ยามทะลุมิติเข้ามาในนิยาย
เนื่องจากซินเหยียนมีอุปนิสัยใกล้เคียงกับน้องสาวของเขาในโลกเดิมไม่น้อย ชายหนุ่มจึงมอบความเอ็นดูให้ไม่เลว
เด็กสาวก็ดูชื่นชอบที่ตนเองคล้ายจะมีพี่ชายเพิ่มเข้ามาหนึ่งคน
แน่นอนว่ามีอีกหนึ่งเหตุผลที่เฮ่อมู่เฉินจำต้องยิ่งทำดีกับซินเหยียนเข้าไว้เพื่อเป็นยันต์กันตายยามเมื่อได้เจอกับพระเอก
ตามเนื้อเรื่อง ตอนนี้เฮ่อมู่เฉินผู้เป็นตัวร้ายดั้งเดิมจะต้องทำการวางแผนร้ายเพื่อเอาคืนพระเอก
ซินเหยียนในนิยาย มีบทบาทสำคัญคือเป็นน้องสาวที่พลัดพรากมานานของพระเอกก่อนที่ตระกูลเดิมของพระเอกจะล่มสลาย
นางเอกของเรื่องจะเป็นผู้ที่มาพบกับน้องสาวของพระเอกในร้านยาแห่งนี้ เนื่องจากทั้งน้องสาวพระเอกและพระเอก ต่างพกพู่หยกที่มีพลังธาตุไว้ หากนำหยกคู่นี้นำมาเชื่อมต่อกัน มันจะกลับไปเป็นหยกคู่ศิลาประสานแสนงดงาม
แต่ก่อนหน้านั้นตัวร้ายที่ได้มาทำงานเป็นผู้คุ้มกันภายใต้ร้านโอสถแห่งนี้ ก็พบข้อสังเกตนี้เช่นเดียวกัน
ให้ถามว่าทำไมตัวร้ายเจอน้องสาวพระเอกง่ายนัก ย่อมเป็นความบังเอิญที่ไม่มีอยู่จริง เป็นเพราะปลายปากกาคนเขียนนั่นเอง ตัวร้ายสังเกตเห็นพู่หยกนั่นแล้ว คล้ายกับพู่หยกของพระเอกในความทรงจำเป็นอย่างมาก
ในเนื้อเรื่อง ตัวร้ายจะเข้าไปตีสนิทกับน้องสาวพระเอกด้วยท่าทางกักขฬะ คุกคาม บังคับ และเล่าเรื่องราวในการเจอพระเอกให้ฟัง ทำให้น้องสาวตัวน้อยต้องเชื่อฟังคำสั่งของตัวร้าย เพราะอยากเจอพี่ชายตนเอง
เรื่องราวเหล่านี้ ทำให้พระเอกและนางเอกได้ร่วมมือกันเพื่อกำจัดตัวร้ายออกไป
คล้ายว่านี่จึงทำให้พระเอกยิ่งเปิดใจกับนางเอกมากยิ่งขึ้น
เฮ่อมู่เฉินคล้ายพบยันต์ลดความผิด ไม่แน่ใจว่านี่คือร้านโอสถหรือที่เปิดสุ่มใบโชคลาภ กระนั้นเมื่อพบโชคที่ว่าแล้ว ก็จำต้องคว้าไว้อย่าให้หล่นหาย ไม่เช่นชีวิตอาจกลายไปตกอับอีกครั้ง
“ข้าขอติดตามพวกท่านไปด้วยก็แล้วกัน” เฮ่อมู่เฉินเอ่ยตอบเหวินอี้หานที่ชวนเขาไปเปิดร้านที่เมืองอื่น เขาไม่แน่ใจเหตุผลของการย้ายร้าน
แผนการของเฮ่อมู่เฉินคือการที่หลังจากส่งน้องสาวคืนพระเอกแล้ว เขาจะติดตามพระรองไปตั้งร้านโอสถที่เมืองอื่น ถือเป็นการพยายามหาเรื่องลดโทษกับพระเอก
เมื่อเจอหน้าเขา พระเอกจะได้ไม่พยายามตะบี้ตะบันเอาวิชาน่ากลัวพวกนั้นมาจ้วงใส่เขาตามในนิยาย
แล้วนี่มันเรื่องอะไรกัน!
แต่แล้วเฮ่อมู่เฉินกลับต้องร้องไห้ไม่ออกหัวเราะไม่ได้
เพราะยังไม่ทันได้เริ่มแผนการที่ได้วางไว้ มันก็ถูกทำลายลงเสียแล้ว
“เฮ่อมู่เฉิน กลับสำนักไปกับข้า”
พระเอกกำลังอยู่ตรงหน้าเขา ใช้นัยน์ตาเฉียบคมประกายวาวโรจน์ดวงนั้น จดจ้องมาราวกับจะพรากวิญญาณผู้คน ก่อนจะพ่นคำพูดประหลาดที่แตกต่างจากในนิยายออกมา
ต้องขอให้เขาได้เล่าย้อนไปสักหน่อยว่ามันเกิดเหตุอันใดขึ้น
การเจอกันครั้งแรกของพระรองและนางเอก
ตอนที่ 2
‘การเจอกันครั้งแรกของพระรองและนางเอก’
“ปกติแล้วข้าจะตั้งรกรากอยู่ที่ใดที่หนึ่งเพียงชั่วคราว และวนเวียนเปลี่ยนตัวเมืองตั้งร้าน รู้ไหมว่าเป็นเพราะเหตุใด?” เหวินอี้หานพูดเสียงยานคาง ท่าทางเกียจคร้าน ยาส่วนสำคัญที่เจ้าตัวสมควรทำเอง ในตอนนี้เฮ่อมู่เฉินกำลังเป็นผู้รับผิดชอบอยู่
“ข้าไม่ทราบ ทำแบบนั้นมันไม่ลำบากไปหน่อยหรือ” แท้จริงเฮ่อมู่เฉินกำลังพูดถึงซินเหยียน เด็กสาวตัวน้อยคนนี้เป็นถึงน้องสาวคนสำคัญของพระเอกเลยนะ
นายจะห้อยน้องสาวผู้น่ารักคนนี้ตะเลงไปทั่ว นี่มันไม่อันตรายไปหน่อยงั้นเหรอ?
เหวินอี้หานเพียงยิ้มไร้ความหมายให้เขาอีกแล้ว เฮ่อมู่เฉินรู้ดี พระรองคนนี้ดูชื่นชมในการกลั่นแกล้งผู้คน และสิ่งหนึ่งที่เขาทำบ่อย ๆ คือการเกริ่นเรื่องราวสักเรื่องขึ้นมา
และปล่อยให้คนฟังค้างคาใจไปเช่นนั้น
อาจเพราะคุ้นชิน เขาจึงไม่ได้สอบถามซักไซ้ต่อ เพียงอดโทษในใจตนเองไม่ได้ว่าเขาควรตั้งใจฟังน้องสาวของตนบ่นเพ้อเกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้ให้มากขึ้นก่อนที่จะทะลุมิติเข้ามา
“ข้าโดนตามกลับสำนักอีกแล้ว” เบื้องลึกเบื้องหลังของพระรองนั้นไม่ธรรมดา แต่จะให้นึกถึง เฮ่อมู่เฉินกลับนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก
“ท่านอยู่ในสังกัดของสำนักใดงั้นหรือ? เหมือนท่านจะไม่เคยเอ่ยเรื่องพวกนี้ให้ข้ารู้มาก่อน”
อีกทั้งสำนักใดถึงกล้าปล่อยศิษย์ให้ออกมาตะลอนไปทั่วแบบนี้? บางทีก็ถือเป็นการฝึกตนรูปแบบหนึ่ง?
“ในที่สุดก็อยากรู้เรื่องของข้าบ้างแล้ว?”
เหวินอี้หานหันกลับมา บนใบหน้าหล่อเหลางดงามราวรูปปั้นสลัก แต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มแปลกใจ
ไม่ใช่รอยยิ้มแปลกประหลาด หรือรอยยิ้มเย้ยหยันอย่างที่ผ่านมา
พระรองตามคำพูดที่เฮ่อมู่เฉินได้รับฟังมาจากน้องสาว ถูกต้องแล้วสำหรับนิยามที่กล่าวถึงคำว่าคนแปลกประหลาด คนปกติทั่วไปเขาอยากให้คนอื่นมารับรู้เรื่องราวของตัวเองแบบนี้หรืออย่างไรกัน
“ท่านจะเล่าให้ข้าฟังหรือ” เฮ่อมู่เฉินเอ่ยถาม ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
“ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าอยากรู้มากขนาดไหน”
เหวินอี้หานเอ่ยตอบ ชายหนุ่มรูปงามแสดงท่าทีตื่นเต้นให้เห็นเล็กน้อย
พิรี้พิไรให้ได้อะไรขึ้นมา ถ้าอยากเล่าก็เล่าออกมาสิ! อดไม่ได้ที่จะเอ่ยต่อในใจ
อาจเพราะเฮ่อมู่เฉินแสดงสีหน้ายุ่งยากออกมาถูกใจเหวินอี้หาน ร่างสูงโปร่งที่ลอบมองอยู่จึงเปล่งเสียงหัวเราะออกมา “ไม่แกล้งแล้ว”
ขนาดเสียงหัวเราะยังไพเราะก้องกังวาน อุปนิสัยของเหวินอี้หานดูภายนอกแล้ว คล้ายเป็นบัณฑิตหนุ่มที่ชื่นชอบคบค้ากับเหล่าสหายได้ตั้งแต่รุ่งสางยันพลบค่ำ
“ด้วยบารมีแห่งหมอ อายุวัฒนะยังคงมีอยู่ เจ้าคิดว่าคำกล่าวนี้สำนักใดดูใกล้เคียง”
ยามเมื่อสิ้นเสียงไพเราะกังวานของเหวินอี้หาน ก็ถึงคราที่เฮ่อมู่เฉินได้เบิกตากว้างบ้างแล้ว
นี่มันมิใช่คำที่ใช้กล่าวถึงสำนักลับแล ที่ปลีกวิเวกมาช้านาน ไม่ยินยอมให้ผู้ใดมาจัดอันดับตามใจชอบ พร้อมทั้งตัวสำนักเองก็ไม่ขอเกี่ยวข้องเรื่องใดในยุทธภพมากนัก
หากเป็นสำนักทั่วไปคงได้ล่มสลายไม่เหลือซาก แต่ไม่ใช่กับสำนักแห่งนี้
เหล่าสำนักน้อยใหญ่จะไม่พึ่งพากันก็ได้ แต่ไม่สามารถที่จะไม่พึ่งพาสำนักแห่งนี้
สำนักเมฆาไร้พ่าย
ตัดเรื่องราวที่เป็นสำนักปลีกวิเวก และเต็มไปด้วยหมอเทวดามากหลายแล้วล่ะก็
ตามเนื้อเรื่องในนิยาย นี่คือสำนักที่เกี่ยวข้องกับ
บอสลับ
เป็นบอสสุดร้ายกาจด่านสุดท้าย ที่หมายมาดจะฆ่าพระเอกเพื่อนำพลังสุดแข็งแกร่งของพระเอกมาสังเวยให้กับคัมภีร์พิสดาร
ให้ถามว่าบอสลับเกี่ยวข้องกับพระรองอย่างไร น่าเสียดายที่เฮ่อมู่เฉินไม่ได้ฟังเรื่องพวกนี้มาจากน้องสาว เนื่องจากเขาไม่ได้ให้ความสนใจมันมากพอ
“พี่มู่เฉินทำหน้าตาเหมือนคนโดนเหยียบเท้าเลยเจ้าค่ะ” สาวน้อยซินเหยียนที่เดินเข้ามาในห้อง จ้องมองก่อนเอ่ยทักทายคำแรกในรอบวัน
“นั่นน่ะสิ” เหวินอี้หานหัวเราะขบขัน “สงสัยได้ยินเรื่องราวประหลาด”
หมอนี่คงรอดูปฏิกิริยาแบบนี้ของฉันอยู่สินะ
เฮ่อมู่เฉินพยักหน้าตอบรับ “เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงที่สุดตั้งแต่ข้าอยู่ที่ร้านแห่งนี้มาน่ะ”
“เป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะพอดีเลย เพราะข้าจะได้นำซินเหยียนกับเจ้าเข้าสำนักด้วยกันทั้งคู่ มาเป็นศิษย์ติดตามของข้าน่ะ ไม่อดตายหรอกนะ”
เหวินอี้หานดูท่าทางจะมีตำแหน่งไม่ธรรมดาในสำนักไม่น้อย ถึงกล้าบอกแก่ศิษย์ที่โดนสำนักใหญ่ขับไล่ออกมา ว่าจะรับเข้าสำนักตนได้อย่างไม่สะทกสะท้าน
เข้าใจแล้ว นี่มันพลังอำนาจของพระรองในนิยาย ตำแหน่งความมั่งคั่งก็ต้องสามารถนำมาเปรียบเทียบให้พอฟัดพอเหวี่ยงกับพระเอกได้ถึงจะสามารถแข่งขันได้อย่างสูสี
ถึงเฮ่อมู่เฉินจะจำเรื่องราวของพระรองเหวินอี้หานไม่ค่อยได้ กระนั้นในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระเอกและนางเอก เขาแทบจะจำไม่ลืม เนื่องจากศาสตร์แห่งการโดนกรอกหูของน้องสาวสุดที่รัก
ใกล้ที่จะถึงช่วงเวลาสำคัญแล้ว
ทันใดนั้นเสียงกัมปนาทกึกก้องคล้ายเสียงสายฟ้าฟาดก็ดังสะท้อนมาจากข้างนอกร้านโอสถ
มาพร้อมกับการสั่นสะเทือนจนซินเหยียนทรงตัวไม่อยู่ เฮ่อมู่เฉินที่อยู่ใกล้เคียงจึงโอบตัวสาวน้อยไว้
เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป เขาจึงไม่ทันสังเกตเห็นใบหน้าที่ซับไปด้วยสีแดงระเรื่อของเด็กสาว
เหวินอี้หานโมโหแล้ว ใบหน้ายิ้มแย้มพลันกลายเป็นหรี่ตาคิ้วขมวด สลัดภาพบัณฑิตเจ้าสำราญออกไป แทนที่ด้วยความน่าเกรงขามที่ไม่สามารถบรรยายได้ออกมา
“เฮ่อมู่เฉิน! ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่ หากไม่อยากกลายเป็นศพไร้ญาติ ก็ไสหัวออกมาหาพวกข้าเดี๋ยวนี้!”
น้ำเสียงคุ้นเคยชอบกล เฮ่อมู่เฉินมุมปากกระตุกกึก
ทำเป็นมองข้ามผ่านสายตาสังหารของเหวินอี้หานที่จดจ้องมา กล่าวเอ่ยเสียงอ่อนออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “น่าจะเป็นพวกศิษย์ที่ถูกไล่ออกมาพร้อมกับข้า ขอข้าไปดูสักหน่อย”
ก่อนที่เขาจะเดินออกไปหาเหล่าพวกกากเดนที่เคยเป็นลิ่วล้อของเฮ่อมู่เฉินในสมัยก่อน เหวินอี้หานก็พุ่งเข้ามาจับข้อมือของเขา พรวดพราดมายืนแนบชิดใกล้
การกระทำอันไม่คาดฝันของของเหวินอี้หานทำให้เฮ่อมู่เฉินสงสัย เขาลอบสังเกตคนข้างกาย ก็ค้นพบด้านจริงจังที่เจ้าตัวแสดงออกมา
“ข้าไปกับเจ้า” รัศมีแสงอ่อนนุ่มเรืองรองลอดผ่านเข้ามากระทบใบหน้าหล่อเหลางดงามสมบูรณ์แบบของ
เหวินอี้หาน ส่องให้เห็นจมูกโด่ง คิ้วกระบี่เรียงตรงคมเข้ม ทุกรายละเอียดขับเน้นให้เขาดูคมสันคล้ายภาพวาดอันวิจิตร
สมกับเป็นคู่แข่งพระเอกจริงๆ แต่โดยปกติชายหนุ่มชอบเก็บเนื้อเก็บตัวทำตัวโอสถอยู่ในร้านมากกว่าการปรากฏกายภายนอก
ให้เอาใบหน้าเช่นนี้ก็ไปให้นางเอกยลโฉมเสียตั้งแต่ทีแรก ก็น่ากลัวว่านางเอกคงต้องสะกดพระรองมากกว่าพระเอกไปแล้ว น่าเสียดายที่สองคนนั้นพบเจอกันก่อน
ขอกล่าวถึงบทบาทของนางเอกเสียหน่อย
ถือว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญที่กำลังจะมาถึง
เฮ่อมู่เฉินเดินออกไปหน้าร้าน พบว่าบางส่วนเสียหายไม่น้อย โถยาสำหรับบ่มหมักยาสมุนไพรแตกกระจายไปหลายโถ ต้นไม้ที่ถูกตัดแต่งกิ่งไว้อย่างงดงามแตกหักไม่เป็นท่า
กวาดตามองโดยรอบอีกครั้ง ไม่ต้องทายกลับสามารถระบุตัวตนผู้กระทำได้แล้วโดยไม่ต้องเอ่ยสิ่งใดให้มากความ
“พวกเจ้าต้องการอะไร” เขาเดินออกไปหาอย่างระมัดระวัง สำรวจกลุ่มคนพวกนี้เร็ว ๆ ครั้งหนึ่ง เป็นพวกลิ่วล้อที่เคยอยู่กลุ่มเดียวกับเฮ่อมู่เฉินจริง ๆ แถมยังอยู่กันครบคนเลยเสียด้วย
คาดเดาได้เลยว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนพวกนี้คงยากเกินจะรับไหว ในความทรงจำของตัวร้ายร่างเดิมนี้ เจ้าพวกนี้ดูอ้วนพลีอิ่มเอมสำราญ เป็นเพราะพอมีความสามารถอยู่บ้างจึงได้มีปัญญาเข้ามาในสำนักอันดับหนึ่ง
กระนั้นหลังจากถูกไล่ออกจากสำนัก คงตะเกียกตะกายในการเอาชีวิตจากการถูกติฉินนินทา และการเยาะเย้ยจากครอบครัวและผู้คนรอบข้าง สภาพที่เห็นตอนนี้กลายเป็นว่าดูไม่จืดเลยสักคน
“เจ้าพวกนี้เป็นใครกัน แต่ดู ๆ ไปแล้วไม่ต้องคาดเดาเลย เศษเดนที่หลงเหลือจากสำนักอันดับหนึ่งไม่ใช่หรือ?” คล้ายเป็นคำพูดที่อยู่ในใจเฮ่อมู่เฉิน แต่จะดีที่สุดไม่ใช่หรือหากไม่กล่าวมันออกมา
“ท่าน…” ปากหยักลึกของท่านนั้นได้รูปงดงามก็จริง แต่มันจะดีกว่าหากปล่อยให้มันนิ่งเฉยเอาไว้
เหวินอี้หานขมวดคิ้วงดงามของตน “ทำไมเล่า มาทำให้ร้านของข้าสภาพเป็นเช่นนี้ คิดว่าตนเองสูงส่งมาจากที่ใดกัน ทั้ง ๆ ที่สำนักของพวกเจ้าเองยังไม่อยากเก็บพวกเจ้าเอาไว้แท้ ๆ ”
เฮ่อมู่เฉินโคลงศรีษะขบคิด นี่ไม่ใช่ว่ากำลังด่าเขาอยู่เช่นกัน?
“ไม่ใช่เจ้า พวกมันต่างหาก” เสียงทุ้มต่ำของ
เหวินอี้หานดังขึ้นแทบจะทันทีเมื่อเห็นสีหน้าของเฮ่อมู่เฉิน
ตัดภาพไปที่เหล่าพวกลิ่วล้อ พวกเขายืนอยู่ตรงนี้มานานสองนาน เจ้าสองคนตรงหน้ากลับพูดจาข้ามหัวพวกเขาไปมาคล้ายว่าโลกนี้มีกันอยู่สองคน
ยกโทษให้ไม่ได้ คิดจะมาหยามศักด์ศรีกันงั้นเรอะ?
“เฮ่อมู่เฉิน! เพราะคนกากเดนอย่างเจ้าที่ทำให้พวกข้าต้องถูกไล่ออกมาจากสำนัก และต้องมาใช้ชีวิตหลบ ๆ ซ่อน ๆ เช่นนี้ ส่วนเจ้ากลับมาใช้ชีวิตอยู่สุขสบายกับไอ้คุณชายหน้าขาวนี่? เจ้ากำลังเยาะเย้ยพวกข้าอยู่ใช่หรือไม่!?”
ไม่นับประโยคบางส่วนที่ดูแปลกไปบ้าง กลับไม่ทราบว่าแปลกตรงใด ในส่วนของประโยคที่เหลือ นั่นมันเพราะพวกเจ้าทำตัวเองต่างหาก
ตัวร้ายเฮ่อมู่เฉินก็ชดใช้ ฉันเป็นใครก็ไม่รู้ยังต้องมาชดใช้แทน แน่นอนว่าพวกนายก็ต้องชดใช้ แต่ชีวิตหลังจากนั้นเละเทะก็เป็นเพราะพวกนายเองทั้งนั้น!เฮ่อมู่เฉินลอบยิ้มเหยียดยามเมื่อได้ฟัง
ทว่าก่อนที่เขาจะได้เคลื่อนไหวตัวทำอะไร
เหวินอี้หานก็ซัดฝ่ามือใส่ออกไปแล้ว กลุ่มพวกลิ่วล้อไม่คิดว่าคุณชายหน้าขาวอย่างเหวินอี้หานจะกล้าเล่นทีเผลอ
ทำให้ไม่ทันได้ระวังตัว เข็มพิษที่ถูกซัดออกไปก็ถูกปักแทงลงเข้าไปในแขนของลิ่วล้อบางคนที่หลบไม่ทัน พวกมันเบิกตากว้างวิ่งหลบกันจ้าละหวั่น ก่อนจะคล้ายนึกขึ้นได้ว่าตนเองนั้นก็ยังมีวิชายุทธติดตัวเช่นเดียวกัน
พวกลิ่วล้อมากันราว ๆ สามคน เมื่อครั้งในอดีตคนพวกนี้ยังดูมีมาดของศิษย์สำนักดังให้น่ากริ่งเกรงอยู่ไม่น้อย
…ตอนนี้อย่าให้กล่าวถึงเลยจะดีกว่า
“มันจะมากไปแล้วนะเฮ่อมู่เฉิน! เจ้าเป็นคนที่ชักชวนให้พวกข้าไปเล่นงานหลี่จื่อหยวนเองแท้ ๆ ทำให้ชีวิตพวกข้าตกต่ำลงถึงเพียงนี้ แล้วตัวเจ้าคิดจะอยู่สุขสบายไปคนเดียว? ฝันไปเสียเถอะ วันนี้นี่แหละที่ข้าจะจัดการเจ้า!”
หลี่จื่อหยวนคือนามของพระเอก
ร่างอ้วนพลีของลิ่วล้อขับเคลื่อนพลังลมปราณ เห็นดูไม่มั่นคงเช่นนั้นแต่เฮ่อมู่เฉินย่อมไม่ประมาท
เขาปลดดาบข้างกายลงมา ลอบโคจรพลังของตน ไม่คิดให้การปะทะครั้งนี้ยืดยาว เพราะร้านโอสถอาจเกิดความเสียหายได้มากยิ่งขึ้น
เหวินอี้หานไม่ได้อยู่นิ่งเฉย เข็มพิษเมื่อสักครู่ทำให้พวกลิ่วล้อตื่นตกใจ
ตอนนี้เขากำลังนำพัดที่ใช้อยู่ประจำสะบัดรับคมดาบที่เหล่าลิ่วล้อฟาดฟันลงมา ส่วนอีกมือนั้นไม่ปล่อยให้ว่าง กระแสพลังถูกบรรจุเต็มฝ่ามือ เหวินอี้หานพุ่งฝ่ามือกระทุ้งลงไปยังอกซ้ายของเจ้าคนที่คิดเข้ามาลอบทำร้ายด้านหลัง
นี่มันหนึ่งรุมสอง?
เฮ่อมู่เฉินเหลือบตามองไปยังเจ้าของร้านโอสถแค่ประเดี๋ยวเดียว ก่อนมือจะกำดาบแน่นพร้อมสะบัดเป็นวงกว้าง
มันทั้งรวดเร็วและรุนแรงเฉียบคม น่าเสียดายที่เจ้าลิ่วล้อตรงหน้าหลบได้อย่างทุลักทุเล ดาบแกร่งตัดเฉือนได้เพียงเส้นผมหย่อมหนึ่งจากหัวกลม ๆ
เจ้าลิ่วล้อที่ตัวเขารับมืออยู่นั้นราวกับทราบถึงความห่างชั้นของกำลังภายใน ฟาดฟันอย่างโง่งมลงไปอย่างไรก็ไม่อาจชนะ ดังนั้นจึงเผยสีหน้าผวากรอกตาหาตัวช่วย
และแล้วมันก็เจอ
“กรี๊ด!” เสียงของสาวน้อยพลันดังขึ้นสยบการเคลื่อนไหวทั้งมวลของผู้คน
เฮ่อมู่เฉินและเหวินอี้หานหันไปยังต้นตอเสียงที่คุ้นเคย เจ้าลิ่วล้อคนหนึ่งกำลังใช้ดาบจดจ่อเข้าไปที่คอบอบบางของซินเหยียน จนเห็นโลหิตสีแดงที่ไหลออกมาบางเบา
ดวงตาเฮ่อมู่เฉินถูกควบคุมไปด้วยความวาวโรจน์ไปชั่วขณะ เขากัดฟันเอ่ย “ปล่อยนาง”
“เจ้าคุกเข่าอ้อนวอนข้าสิ” เจ้าลิ่วล้อสำควรตายยิ้มเย็น “หากเจ้าไม่ทำ คอของสาวน้อยอาจบาดเจ็บ ไม่สิ อาจจะเกิดอะไรมากกว่านั้นข้าก็ไม่รู้เช่นกัน!”
มือเย็นเยียบของเหวินอี้หานค่อย ๆ จับกุมเขาไว้ บ่งบอกว่าให้เขาใจเย็น ๆ ใจร้อนไปคงมีแต่ทำให้เรื่องมันแย่ยิ่งขึ้น
เขาหัวเราะเสียงเย็น
“ข้าจะคุกเข่าขอขมาเจ้า” เฮ่อมู่เฉินตัดสินใจในทันที “เอาดาบออกจากคอของนางก่อน”
พวกลิ่วล้อยังถือว่ามีจริยธรรม เอาดาบที่จ่อไปยังคอขาวนวลของเด็กสาวห่างออกมาจนคมดาบไม่ได้กดแนบเนื้อเช่นเดิม
เฮ่อมู่เฉินมองจนมั่นใจว่าพวกมันจะไม่เล่นตุกติก ก็ค่อย ๆ ย่อตัวลง ศักดิ์ศรีไม่สำคัญเท่าชีวิตคน เหวินอี้หานเตรียมพร้อมรอเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอเพียงเฮ่อมู่เฉินส่งสัญญาณ ในช่วงเวลานั้น พวกลิ่วล้อจะต้องเสียใจที่มันกล้าหันคมดาบใส่น้องสาวของพระเอก!
ทันใดนั้นกลิ่นหอมของมวลบุปผากลับแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ
สายลมพัดแรง กำจายกลิ่นบุปผาให้ฟุ้งมากขึ้นไปอีก กลีบมวลหมู่ผกาค่อย ๆ ถูกโปรยลงมา ท่ามกลางบรรยากาศมืดสลัว แสงสะท้อนจากพระจันทร์เต็มดวงเผยให้เห็นผู้มาเยือนคนใหม่
ทุกย่างก้าวของนางแผ่วเบา งดงามและอ่อนช้อยดั่งดอกบัวบานสะพรั่งในสระน้ำบริสุทธิ์
กลีบดอกไม้บางเบาปลิวล่องลอยเข้าคู่กับผิวขาวประณีต ใบหน้าของนางอ่อนหวานหาใดเปรียบ หน้าผากนวลเนียน นัยน์ตาฉ่ำน้ำแวววาว ประดับไปด้วยขนตาเรียงหนาสวยงาม ริมฝีปากอิ่มนุ่มเผยอขึ้นสะท้อนสีชมพูพริ้งพราว
ทุกส่วนล้วนงามเลิศลาศ นับเป็นผู้ที่งดงามผุดผ่องเหนือสตรีใด
ทุกสายตาเพ่งมองไปยังสตรีผู้งดงามเป็นตาเดียว ก่อนที่พวกลิ่วล้อทั้งหมดจะตัวอ่อนยวบ ล้มหน้าคะมำลงไปอย่างหมดท่า สิ้นสติลงไปในทันที
นางเดินผ่านเฮ่อมู่เฉิน เพียงเหลือบตามอง
เหวินอี้หานเล็กน้อย ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะเดินตรงไปหาซินเหยียนที่กำลังเผยสีหน้าผวาเพราะเมื่อสักครู่เพิ่งจะผ่านพ้นความหวาดกลัวสุดขีดของนางไป
หญิงสาวนั่งลงตรงหน้าซินเหยียน นางเหลือบตามองไปยังพู่หยกรูปลักษณ์ธรรมดาที่เหน็บไว้อย่างดีข้างเอวของเด็กสาว พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไพเราะ “พู่หยกอันนี้ เจ้าได้มาจากที่ใด”
หญิงสาวไม่ได้เร่งรัดสาวน้อย เพียงรอนางอย่างสงบ พอซินเหยียนค่อย ๆ หายตกใจ ก็ตอบคำถามเสียงเบา
“เป็นของจากบรรพบุรุษของตระกูลข้าเจ้าค่ะ มันติดตัวข้ามาตั้งแต่ยังเด็กแล้ว”
“งั้นหรือ” หญิงสาวตอบรับเสียงเรียบ “เจ้าอยากเจอเจ้าของที่เป็นหยกอีกครึ่งนึงหรือไม่ หน้าตาหยกของพวกเจ้ามันเหมือนกันมาก”
ซินเหยียนเงยหน้ามองคนตรงหน้าอย่างรวดเร็ว “อยากเจ้าค่ะ! ข้าจะได้พบเขาหรือเจ้าคะ?”
หญิงสาวปริศนายิ้มรับความน่ารักของสาวน้อยตรงหน้า ข้าเจอแล้ว เขาจะต้องดีใจมากแน่ ๆ
นางมาอย่างรวดเร็ว และจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงร่างสิ้นสติของพวกลิ่วล้อไว้สามร่าง ราวกับเทพเซียนที่มาลงโทษมนุษย์ ก่อนจะกลับสู่ชั้นภพสวรรค์
ตั้งแต่ต้นจนจบ ความหยิ่งทระนงของหญิงสาวสะท้อนสู่สายตาของเฮ่อมู่เฉิน เขาไม่ละสายตาออกไปยังนางแม้เพียงแวบเดียว
นี่คือนางเอกของเรื่องนี้
อีกทั้งเป็นการพบกันครั้งแรกของนางเอกและพระรอง
ในต้นฉบับ เหวินอี้หานจะหลงรักนางเอกตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ แม้แต่เฮ่อมู่เฉินยังเข้าใจจิตใจพระรอง ดูความงดงามราวเทพเซียนพวกนั้นสิ มีใครห้ามหัวใจไม่ใด้หลงรักนางเอกได้ด้วยหรือ
พลันเมื่อหันไปมองเหวินอี้หานเพื่อดูปฏิกิริยาของชายหนุ่ม ว่าหลังจากเจอนางเอกแล้วคนผู้นี้มีท่าทีอย่างไรบ้างนั้น เขาก็สบเข้ากับดวงตาคมสีหมอกของพระรองที่มองมาแต่แรก
“?” เฮ่อมู่เฉินกระพริบตาไม่เข้าใจ เหวินอี้หานกำลังมองเขาอยู่ก่อนแล้ว?
นายมองฉันหลังจากเจอการปรากฏกายของนางเอกที่โผล่มาอย่างอลังการน่ะเหรอ? ไม่ใช่ว่าสิ่งที่นายทำคือต้องมองเหม่อตามร่างอรชรนั่นไปหรอกเหรอ?
“ชอบเหรอ” เหวินอี้หานถามเสียงเกียจคร้าน “สตรีเมื่อสักครู่ที่จู่ ๆ ก็โผล่มา เห็นเจ้าจ้องนางไม่วางตา”
เฮ่อมู่เฉินก้มหน้าตาหลบตา ฟังแล้วทำไมเขาดูเหมือนพวกโรคจิตเลยล่ะ! “นางงดงามขนาดนั้น มีผู้ใดไม่จ้องมองนางด้วยหรือ?”
“งดงาม?” เหวินอี้หานขมวดคิ้ว
“เจ้าก็เห็นแล้วนี่ ไม่คิดว่านางงดงามมากหรอกหรือ” เฮ่อมู่เฉินไม่เข้าใจยิ่งกว่า พี่ชาย นี่น่ะมันบทของนาย
“ไม่ได้มอง” เสียงทุ้มลึกของชายหนุ่มตอบกลับมา
“เห็นเจ้าใบหน้าซีดเซียว ข้าเลยจ้องมองแต่เจ้า”
ยามเมื่อพระรองเจอกับพระเอกและนางเอก
ตอนที่ 3
‘ยามเมื่อพระรองเจอกับพระเอกและนางเอก’
“เมื่อก่อนเจ้าคบกับพวกนั้นไปได้ยังไงกัน ดูท่าทางไม่น่าจะสามารถร่วมมือกันทำอะไรได้รอดเลย”
มือเรียวแข็งแกร่งกำลังพันแผลให้เขา แม้เฮ่อมู่เฉินยืนยันว่าไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง กลับไม่สามารถต้านเจตนารมณ์เจ้าของร้านโอสถได้
จะอย่างไรหากผู้คุ้มภัยร้านโอสถมาบาดเจ็บในร้านโอสถเข้าเสียเอง ก็คงดูแปลกตาไม่น้อย
หลังจากเกิดเรื่องจากพวกลิ่วล้อ เฮ่อมู่เฉินกับ
เหวินอี้หานก็กลับเข้ามาหายาสมุนไพรเพื่อทำแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้น
“ตอนนั้นข้าเป็นเพียงเด็กน้อยขี้อิจฉา เลยตั้งใจจะรวมกลุ่มกับพวกที่มีความคิดเดียวกัน แต่ก็หาได้แค่คนพวกนั้น” ย้อนคิดเข้าไปในความทรงจำของเฮ่อมู่เฉินคนเดิมแล้ว แทบจะไม่เจอความคิดดีงามใดในหัวสมอง
ความคิดของหมอนี่วนเวียนแค่การขยันวางแผนให้พระเอกไม่มีที่ยืนในสำนัก แต่ท้ายที่สุดเป็นตนเองต่างหากที่พ่ายแพ้ยับเยิน
ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวร้าย คาดเดาได้เลยว่าจะไม่มีจุดจบที่งดงามรออยู่
“คนเขลารวมตัวกันก็เลยมีจุดจบออกมาเช่นนี้ นอกจากล้มเหลวจนดูไม่ได้แล้วก็ยังเอาตัวกันแทบไม่รอด ไม่ต้องมองหน้าข้า เรื่องนี้ข้ากำลังด่าเจ้าด้วยเช่นกัน”
เหวินอี้หานม้วนผ้าพันแผลทบสุดท้ายให้เขา ไม่วายบังคับให้เขาดื่มยาแสนขมในถ้วยรั้งท้าย
“หากเป็นข้า ข้าจะไม่ทำให้ใครสาวมาถึงตัวเองอย่างเด็ดขาด”
“แค่ก ๆ “ พี่ชาย นายต้องห้ามไม่ใช่เหรอ อย่ามาสนับสนุนอะไรแย่ ๆ แบบนี้กันสิ เฮ่อมู่เฉินคว้าผ้าที่
เหวินอี้หานยื่นมาให้เช็ดปากที่เมื่อครู่เขาสำลักมันออกมา
“สายตาแบบนั้นมันหมายความว่าอย่างไร? แน่นอนว่าหากข้าร่วมมือกับเจ้า นอกจากเจ้าจะไม่ถูกไล่ออกมาจากสำนักแล้ว บางทีเจ้าอาจมีสิทธิ์ในการเป็นศิษย์เอกของเจ้าสำนัก ส่วนเป้าหมายที่เจ้าต้องการกำจัด ตอนนี้อาจหายไปอย่างไร้ร่องรอยไปแล้วเสียด้วยซ้ำ”
“แค่ก ๆๆๆ”
เฮ่อมู่เฉินได้ยินเสียงหัวเราะบางเบาของ
เหวินอี้หาน เจ้าตัวคงอยากแกล้งและดูท่าทางโง่เง่าของเขาแบบนี้สินะ
“ขมหรือ? ถึงสำลักจะตายแบบนั้น” ร่างสูงสง่าหยิบน้ำตาลก้อนยัดเข้าใส่ปากของเขา นิ้วเรียวงดงามลูบไล้ฝีปากของเขาชั่วครู่ก่อนผละออกไป ทิ้งความรู้สึกแปลกประหลาดไว้ในบรรยากาศ
กล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มก่อนเดินออกไปเพียงคำว่า “น่าเสียดายที่เราเจอกันช้าไป”
เฮ่อมู่เฉินกระพริบตาฉงน เขาไม่ค่อยเข้าใจการกระทำของชายหนุ่มเจ้าของร้านโอสถผู้นี้มากนัก กระนั้นกลับไม่รู้สึกถึงเจตนาไม่ดี
เขารับรู้มาเพียงแค่เหวินอี้หานคือบุรุษผู้หล่อเหลางดงามหาใดเปรียบที่มีนิสัยยากจะคาดเดา ให้ไปเดาใจการกระกระทำของชายหนุ่ม นับเป็นเรื่องเสียเวลา ให้เชื่อเรื่องที่เขากล่าว นับเป็นเรื่องที่เปลืองพลังงานชีวิต
พี่ชาย! เพื่อนสาวผู้น่ารักของฉันมาชื่นชมพระรองให้ฉันฟังอีกแล้ว ฉันไม่อยากฟังเลย! ก็เพราะคำพูดของพระรองน่ะ ในหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นนั้นพี่จะเชื่อเขาได้แค่ยี่สิบเปอร์เซ็นเท่านั้นแหละ! ขนาดพระเอกกับนางเอกยังโดนเขาปั่นหัวจนวุ่นวายไปพักนึงเลย!
กระนั้นคำพูดคนย่อมไม่สามารถเอามาเทียบกับสิ่งที่ได้เจอจริง ๆ ได้ หากถามว่าเหวินอี้หานประหลาดไหม เฮ่อมู่เฉินสามารถตอบกลับได้ในทันทีว่าประหลาด
ทว่าเฮ่อมู่เฉินก็มั่นใจอีกเช่นกันว่าเหวินอี้หานจะไม่ทำร้ายเขาโดยไร้เหตุผล
การที่อยู่ร่วมกันทุกวันนี้กับเหวินอี้หานและ
ซินเหยียน เฮ่อมู่เฉินค่อนข้างรู้พึงพอใจกับช่วงเวลาในตอนนี้
หากนักเขียนสามารถเอาคนผู้นี้มาโยนใส่บทของพระรองได้ ก็แปลว่าถึงเหวินอี้หานจะร้ายกาจช่างวางแผน แต่เขาจะไม่ทำร้ายใครพร่ำเพรื่อ
ในนิยาย ถ้าเฮ่อมู่เฉินเลือกติดตามพระรองกลับสำนักเมฆาไร้พ่าย เนื่องเพราะคนหนึ่งมีเป้าหมายในการกำจัดพระเอก เขาต้องการพันธมิตรที่แข็งแกร่ง
ส่วนอีกคนต้องการผู้ติดตามที่โง่เง่า สามารถใช้งานได้ดี เพื่อใช้เป็นการทำให้ความรักของพระเอกและนางเอกไม่ราบรื่น
กลับกันเหตุผลที่ตัวของเขาเองเลือกที่จะติดตามพระรองไป หนึ่งคือเขาไว้ใจเหวินอี้หานมากพอ และสองเฮ่อมู่เฉินต้องการคัมภีร์เปิดสวรรค์ที่มีอยู่ในสำนักเมฆาไร้พ่าย
เป็นคัมภีร์ที่ทั่วยุทธภพต่างจับจ้อง เป็นคัมภีร์ชั้นเปิดฟ้าที่จอมยุทธทุกหมู่เหล่าคาดเดาว่ามันมีผลทำให้ดรรชนีพลังปราณพุ่งทะยานเข้าสู่ระดับชั้นเซียนได้
เฮ่อมู่เฉินไม่ได้สนใจพลังแกร่งกล้า แต่เขาคาดเดาได้เลือนรางว่าคัมภีร์เล่มนั้นสามารถเปิดฟ้า และอาจทำให้เขาสามารถติดต่อหรือมองดูน้องสาวในโลกเดิมของตนเองได้
นี่คือความหวังอันแห้งแล้งที่เขาอยากเผชิญหน้าให้เห็นกับตา ว่ามันทำเช่นนั้นได้หรือไม่
ถึงแม้จะยังไม่ทราบวิธีเอามันมา เพียงแค่ขอติดตามพระรองไป คัมภีร์พิสดารเล่มนั้นก็จะอยู่ใกล้เขามากขึ้นไปอีกขั้น และนั่นย่อมดีกว่าการอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไรเลย
เธอคือคนที่สามารถทำให้ฉันอดทนกับความจริงอันแสนโหดร้ายที่พี่เผชิญอยู่นี้ได้นะ
ไม่มีผู้ใดอยากทะลุมิติมาเพื่อเอาตัวรอด
ไม่มีผู้ใดไม่หวาดกลัวหลังเห็นอนาคตที่ตัวเองเป็นตัวร้ายอันน่าสิ้นหวัง และถูกกำจัดออกไปให้พ้นโลกใบนี้ สังเวยให้กับนักเขียน เพื่อนิยายที่จบลงได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การดิ้นรนเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ คือการพยศขั้นต้นของเฮ่อมู่เฉิน
“ไม่ได้ยินข้าอีกแล้ว” เหวินอี้หานเดินเข้ามา น่าแปลกที่ใบหน้าหล่อเหลากลับดูเคร่งเครียดอย่างน่าประหลาด
“ทำไมหมู่นี้เจ้าชอบเหม่อลอยบ่อยนัก นอนไม่พอหรืออย่างไร คิดอันใดอยู่กัน?” มืองดงามแข็งแกร่งถูกวางลงบนเส้นผมอันยุ่งเหยิงของเขา ลูบไปมาชั่วครู่ ก่อนจะดีดนิ้วลงบนหน้าผากเสียงดัง
เฮ่อมู่เฉินร้องโอดโอย “มันเจ็บนะ”
“เจ้าไม่ได้ยินข้า ไม่คิดว่าตัวเองผิดบ้างหรือไง” ร่างสูงเริ่มขมมวดคิ้วไม่พอใจ เขาถอนหายใจเหนื่อยหน่าย “มีคนมาหาซินเหยียน เหมือนเป็นคนจากอดีตสำนักของเจ้า”
ใบหน้าโง่เง่าของเฮ่อมู่เฉินถูกแทนที่ความงงงันที่ดูโง่เง่ากว่าเดิม
“พวกลิ่วล้อของข้า?” ถามอย่างไม่แน่ใจ
“ไม่ใช่” เหวินอี้หานตอบกลับเสียงหงุดหงิด “มีสตรีที่ปรากฏตัวเมื่อวานด้วย และบุรุษอีกหนึ่งคน…” เจ้าตัวพูดพลางเหลือบมองมายังเขา
“อะไรหรือ” วันนี้คล้ายเหวินอี้หานดูไม่ปกติ …ถึงเขาจะไม่ปกติอยู่แล้ว ทว่าวันนี้ดูร้อนรนมากเกินไปจนดูพิกล
“บุรุษผู้นั้นเจ้าระวังตัวเขาไว้ให้ดี” เหวินอี้หานตอบกลับเพียงเท่านี้ ท่าทางงุ่นง่านยังคงอยู่ เฮ่อมู่เฉินพยักหน้ารับ
นางเอกมาหาซินเหยียนแล้ว ส่วนบุรุษอีกคน ชี้ตัวไปว่าเป็นคนจากอดีตสำนักของเขา
นั่นคงเป็นหลี่จื่อหยวน พระเอกของนิยายเรื่องนี้
ในเนื้อเรื่องเดิม หลังจากเฮ่อมู่เฉินได้ล่วงรู้ความลับที่ว่าซินเหยียนคือน้องสาวแท้ ๆ ของพระเอก ระหว่างที่
เหวินอี้หานไม่ทันได้สังเกต เพราะยุ่งอยู่กับการทำงาน
เฮ่อมู่เฉินคนเดิมก็เอาความโกรธและความริษยาที่มีต่อพระเอก เอามันไปลงกับซินเหยียนและเริ่มทำการคุกคามนาง พูดกรอกหูถึงเรื่องราวของพี่ชายนาง
เพียงชั่วอึดใจ เด็กสาวก็พร้อมเชื่อฟังและยอมทำตามคำพูดเฮ่อมู่เฉินทุกอย่าง คาดหวังว่าสิ่งนี้อาจทำให้ตนได้เจอกับพี่ชายได้ในเร็ววัน
แต่แล้วสิ่งที่น่ารังเกียจนี้ก็ไม่ได้ดำเนินอยู่นาน เนื่องเพราะนางเอกได้กลับมาพร้อมพระเอก เพื่อพาเขามาพบน้องสาวที่แท้จริงของตัวเอง ทั้งสองคนร่วมมือทำการฟาดฟันกับตัวร้าย และนำตัวเอาซินเหยียนออกไปจากนรกแห่งนี้
ตั้งแต่ต้นจนจบเหวินอี้หานเพียงยืนดูนิ่งเฉย เขาให้เหตุผลเพียง ‘ข้ารับเขาเข้ามาทำงานเพราะความเห็นใจ ในส่วนของเรื่องราวที่เคยก่อไว้ สักวันอย่างไรย่อมต้องชดใช้’
อีกทั้งนี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เหวินอี้หานเริ่มให้ความสนใจและลอบสำรวจนางเอก ยามเมื่อพบว่านางเอกไม่ผละตัวออกห่างไปจากพระเอกเลยแม้แต่น้อยไม่สนใจสายตาผู้ใด นางมองตรงไปยังพระเอกแต่ผู้เดียว
นั่นเป็นครั้งแรกที่เหวินอี้หานรู้สึกไม่พอใจใครสักคนอย่างไร้เหตุผลขึ้นมา
นี่มันอีเว้นท์สำคัญสำหรับการพบปะครั้งแรกของเหล่าตัวละครหลัก! รวมไปถึงในเว็ปบอร์ดก็ถือกำเนิดกองเชียร์ขึ้นมาเป็นสองฝั่ง พร้อมคอมเม้นท์ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด
[ฉันคิดว่าการแอบรักแบบอดกลั้นของเหวินอี้หานนั้นมีเสน่ห์มาก! แถมความหล่อของเขานี่ก็สเปคสุด ๆ พี่ชายได้โปรดอย่ามีอยู่แค่ในนิยาย!]
[พระเอกที่รักเดียวใจเดียวแบบนั้นมันทำให้ฉันอยากกลายเป็นนางเอกขึ้นมา พี่สาวนักเขียน ได้โปรดอัพตอนต่อไปไว ๆ ให้ฉันได้ยลโฉมความน่ารักของเขา!]
[ฉันไม่เลือก! ฉันจะเลือกได้ยังไง! หนุ่มหล่อทั้งหมดเป็นของฉัน!]
เป็นเพียงเรื่องราวอันดุเดือดบางส่วนที่น้องสาวของเฮ่อมู่เฉินบังคับให้เขาไปกดหัวใจในเว็ปบอร์ดที่ตัวเองได้ตั้งไว้
“ถ้าข้าโดนทำร้ายขึ้นมาท่านต้องช่วยข้า” เขาพูดออกมาขณะบังคับขาอันสั่นเทาของตัวเองให้ก้าวไปเจอบุคคลผู้มาเยือนภายนอก
เหวินอี้หานเดินตามเขามาจากทางด้านหลัง พอได้ฟังที่เฮ่อมู่เฉินเอ่ย เขากลับเลิกคิ้วหัวเราะขึ้นมา ส่งผลให้ใบหน้าที่หล่อเหลาเต็มไปด้วยความเบิกบานสว่างไสว “เจ้าไปทำร้ายคนอื่นก่อน ถ้าเขาจะทำร้ายกลับ เจ้าจะไม่ยินยอมหรือ”
“ไม่ยินยอม”
เสียงหัวเราะกลับดังขึ้นกว่าเดิม ยามเมื่อเจอใบหน้าบูดบึ้งของเฮ่อมู่เฉิน เหวินอี้หานคล้ายสบายใจและปล่อยวางคลายความหงุดหงิดบางส่วนก่อนหน้านี้ลงไป “ข้าย่อมปกป้องเจ้า”
ยิ่งเดินยิ่งเชื่องช้า อย่างไรท้ายที่สุดทางออกก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า
ซินเหยียนออกมาอยู่ก่อนแล้ว ท่าทางในตอนนี้ของนางคือความเบิกบานอันไม่สิ้นสุด เหตุเพราะหยกครึ่งเดียวที่นางพกมาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้มันกลับผสานเข้ากับหยกครึ่งแบบเดียวกัน จวบจนผสานออกมาเป็นหยกคู่ศิลาแสนงดงาม
เจ้าของหยกคู่ครึ่งนั้น ยืนมั่นคงสง่าอยู่เคียงข้างสตรีผู้งดงามผุดผ่องที่ปรากฏกายเมื่อคืน เขายิ้มเบาบาง มองซินเหยียนที่กำลังตื่นเต้นดีใจ
หยกคู่นี้คือของตกทอดมาจากบรรพบุรุษในตระกูล ไม่สามารถเข้าคู่ประสานกับหยกชนิดใดได้นอกจากตัวที่ทำมาเข้าคู่กัน หลังจากใช้หยาดโลหิตหยดลงประทับตรา ถึงจะมีการเปลี่ยนมือคนถือ หยกชนิดนี้ก็จะไม่ตอบสนอง ถึงแม้จะเจอกับหยกชนิดเดียวกันก็ตาม คล้ายสุนัขที่ภักดีกับเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว
นั่นหมายความว่า ทั้งสองคนคือเจ้าของดั้งเดิม ผู้เป็นสายเลือดที่พลัดพรากจากกันมานาน
“ทะ…ท่านพี่?” ซินเหยียนเงยหน้าขึ้น บุรุษรูปงามใบหน้าคมคายตรงหน้าเป็นถึงพี่ชายของนาง?
“น้องสาวของพี่” พระเอกเผยสีหน้ายินดีไม่น้อยไปกว่าซินเหยียน ดวงตาเรียวคมหากไร้รอยยิ้มจะคล้ายโคมไฟไร้แสง ถึงจะเย็นชาทว่างดงามไม่อาจละสายตา
ในเวลานี้กลับแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ส่งผลทำให้ใบหน้าคมคายที่แต่เดิมเปี่ยมไปด้วยรังสีสังหาร เต็มไปด้วยความละมุน แฝงไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจ จนนางเอกที่ยืนอยู่ข้างกายมองตาค้างไปเรียบร้อยแล้ว
นางมีพี่ชายที่หล่อเหลาถึงขนาดนี้! ซินเหยียนตื่นเต้นดีใจ
เฮ่อมู่เฉินก็ดีใจไม่น้อยไปกว่ากันที่ตัวเองเลี้ยงซินเหยียนมาอย่างดี
แมลงตัวใดแทบจะไม่ให้มาตอม ของหนักแทบจะไม่ให้ยก ถนอมปานน้องสาวสุดที่รักในโลกเดิม ไม่เช่นนั้นตอนนี้ซินเหยียนคงไม่มองมาหาเขาราวกับกลัวว่าตัวเขาจะน้อยใจแบบนั้นหรอก
พี่ชาย ฉันเลี้ยงซินเหยียนมาราวกับเจ้าหญิง ทะนุถนอมสาวน้อยถึงปานนี้ ฉะนั้นลดโทษให้หน่อย อย่างน้อยก็อย่าคิดฆ่าแกงกันเลยนะ!
“นางยังไม่ลืมพวกเราล่ะ” เหวินอี้หานเดินออกมายืนคู่กับเฮ่อมู่เฉิน “ข้าคิดว่าข้าเลี้ยงเด็กคนหนึ่งได้ดีอยู่นะ แต่พอมีเจ้าแล้ว เหมือนจะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เจ้ามีน้องสาวมาก่อนหรือ?”
จะบอกว่ามีที่โลกเดิมก็ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ
เฮ่อมู่เฉินหัวเราะเบา ๆ คลายกังวลลงไม่น้อยเมื่อสถานการณ์ดูไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เขาคิด “เด็กผู้หญิง ตามใจนางหน่อยก็ใช้ได้แล้ว”
เหวินอี้หานยิ้มตาม เอามือมาขยี้หัวของเขาอีกแล้ว “ข้าจะจดจำไว้ทีหลัง เผื่อได้เผลอเก็บเด็กแบบเจ้ากับ
ซินเหยียนมาเลี้ยงอีก”
“ข้าไม่ใช่เด็ก” เฮ่อมู่เฉินปัดมือคนออก แน่นอนว่าประเมินความมือปลาหมึกของร่างที่สูงกว่าต่ำเกินไป มือเรียวเด้งออกไปสักพัก ก่อนจะขย้ำลงมาแรงมากกว่าเดิม
“เด็กน้อยในสายตาของข้าอยู่ดี เฮ่อมู่เฉินตัวน้อย”
“เหวินอี้หาน ท่านหยุดเถอะ…”
“เจ้าคือ…เฮ่อมู่เฉิน?” ทันใดนั้นเสียงทุ้มต่ำก้องกังวานก็เอ่ยขัดการพูดคุยที่มองผู้อื่นเป็นอากาศออกมา
“…หลี่จื่อหยวน” เฮ่อมู่เฉินตัวเกร็งขึ้นมาฉับพลัน เหวินอี้หานรับรู้ได้ถึงความกริ่งเกรงและความไม่สบายใจจากร่างของคนที่เตี้ยกว่า
เขาจึงเดินเข้ามาขวางหน้าเฮ่อมู่เฉินเอาไว้ พร้อมยิ้มแย้มทักทายผู้มาเยือนทั้งสอง
“คาดว่าคงมีหลายเรื่องที่ต้องพูดคุย เชิญท่านทั้งสองเข้ามาข้างในก่อน เฮ่อมู่เฉิน เจ้าไปเตรียมชารับแขกให้ข้า”
ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปฏิเสธ เฮ่อมู่เฉินพยักหน้ารับก่อนเร่งเดินหายเข้าไปภายในร้าน ทิ้งไว้เพียงสี่ร่างที่มองกันไปมา เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า
“ข้าไปช่วยพี่มู่เฉินเตรียมของรับแขกนะเจ้าคะ!” ซินเหยียนตัวน้อยกล่าวจบก็วิ่งตามหลังเฮ่อมู่เฉินไป
เหวินอี้หานมองหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีตรงหน้า สำหรับสตรีคนนี้ เหวินอี้หานนั้นได้พบเจอแล้วเมื่อวาน นางยังคงงดงามผุดผ่องอย่างที่เฮ่อมู่เฉินกล่าว
ในส่วนบุรุษผู้มาใหม่ เขาสวมใส่อาภรณ์สีแดงลวดลายสีทองของสำนักอันดับหนึ่ง ที่ครั้งหนึ่งเคยเห็นมันสวมอยู่บนตัวมอมแมมของเฮ่อมู่เฉิน
อาภรณ์สีแดงพลิ้วไหวตามลู่ลม ขริบสีทองที่ถูกทอขึ้นอย่างประณีตสะท้อนแสงเปล่งประกาย ยิ่งถูกสวมเข้ากับร่างสูงสง่างามด้วยแล้ว ขับให้ความคมคายของชายหนุ่มหล่อเหลาสะดุดตามากยิ่งขึ้น แม้เพียงการปรายตามองแค่ครั้งเดียว ก็ยากละสายตาออกมา
มิใช่แค่เหวินอี้หาน หลี่จื่อหยวนกลับกำลังลอบสังเกตชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของร้านโอสถอยู่เช่นเดียวกัน
เขาพบเจอบุคคลที่โดดเด่นมาก็มาก คนเช่นเจ้าของร้านโอสถที่โดดเด่นเช่นนี้ เป็นเพียงหมอทั่วไป?
เหตุใดถึงกล้ารับผู้ที่ถูกขับไล่ออกจากสำนักเข้ามาทำงาน
“ท่านเป็นอะไรกับเฮ่อมู่เฉิน” หลี่จื่อหยวนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไป
เหวินอี้หานโคลงศรีษะยิ้มตอบไร้ความหมาย ไม่ได้เอ่ยตอบอันใดกลับ เพียงผายมือต้อนรับเข้าร้าน
“เชิญเข้ามาสนทนาด้านในเถิด”