เพชฌฆาตฟันน้ำนม (yaoi) (Omegaverse)
ข้อมูลเบื้องต้น
ผักกาด ผักกาด
นิยายเรื่องนี้เป็นนิยาย ชาย*ชาย ในยุคปัจจุบัน
เนื่อเรื่อง เป็นเรื่องปรุงแต่งและการมโนของเราแทบทั้งสิ้น สถานที่บางแห่งมีอยู่จริง แต่บางแห่งก็ปรุงแต่งขึ้นมาตามความเหมาะสมของเนื้อหา
ABOverse / Omegaverse / Alpha/Beta/Omega Dynamic จักรวาลสมมติที่นอกจากแบ่งเพศตามร่างกายเป็นชายและหญิงแล้ว ยังแบ่งผู้คนออกเป็น 3 เพศรอง คือ อัลฟ่า เบต้า และโอเมก้า
มีการใช้ความรุนแรงกับเด็ก เล็กน้อย (ตัวร้ายทำร้ายเจ้านาย)
แจ้งให้ทราบ ก่อนอ่านนะคะ ในเรื่องตัวละครอยู่เมืองซีและเอ ซึ่งไม่ใช่เมืองหลวงของประเทศสมมตินี้ ดังนั้นวัฒนธรรมของเมืองนี้การพูดจึงไม่ใช่ภาษาในเมืองหลวงนะคะ (ตอนแรกกะใช้ภาษาเหนือ แต่ดูจะลำบากไปเลยไม่ใช้) เราจะใช้แค่บางส่วนนะคะ การใช้คำพูดพูดกับเด็กน้า
เวลาผู้ใหญ่เรียกเด็กเล็กๆ แถวบ้านเราจะใช้คำว่า พี่ตามด้วยชื่อในเด็กผู้หญิง ไม่ว่าพี่หรือน้องก็ใช้คำว่าพี่หมด) แต่ถ้าเรียกแทนโดยไม่ใช้ชื่อจะใช้คำว่าหนู หล้า ส่วนผู้ชาย ถ้าเป็นคนพี่ผู้ใหญ่จะแทนว่าอ้ายตามด้วยชื่อ ส่วนคนน้องก็จะเรียกว่าน้องตามด้วยชื่อ แต่ถ้าไม่เรียกชื่อจะใช้คำว่าผม เราเห็นว่ามันน่ารักดีค่ะเลยเอามาใช้
ปล. นิยายเรื่องนี้จะติดเหรียญอ่านล่วงหน้านะคะตอนละ 2 บาท ตั้งแต่ตอนที่ 6 เป็นเวลา 7 วัน และเมื่อปลดล็อกเหรียญทุกตอนแล้ว จะปล่อยให้อ่านฟรีทุกตอน สิบวันนะคะ แล้วจะกลับมาติดซ้ำ ตอนละ 3 บาทน้า
ขอย้ำก่อนอ่านนะคะ
Omegaverse
คือระบบของโลกใบหนึ่งที่ถูกแต่งแต้มขึ้นมา โดยมีการแบบลำดับชั้นของเผ่าพันธุ์ของโลกใบนี้อย่างชัดเจน ซึ่งภายในโลกใบนี้ อัลฟ่า เบต้า และโอเมก้า
โดยแบ่งแยกลำดับดังนี้
อัลฟ่า
เป็นชั้นอยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง อัลฟ่าเลือดบริสุทธิ์มีจำนวนไม่มาก ส่วนใหญ่จะเป็นเลือดผสมเสียมากกว่า สามารถทำให้ทุกเผ่าพันธุ์ตั้งท้องได้ ยกเว้นเผ่าพันธุ์เดียวกับของตัวเอง มีความแข็งแกร่ง มีภาวการณ์เป็นผู้นำ เมื่ออัลฟ่ารัท คนเหล่านี้จะไวต่อกลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าเป็นพิเศษ
เบต้า
ชนชั้นกลาง ชนชั้นแรงงานทั่วไป ที่มีอยู่มากมายบนโลกใบนี้ ไม่สามารถฮีทได้ ไม่มีลักษณะโดดเด่นเป็นพิเศษ
โอเมก้า
ชนชั้นล่าง อ่อนแอ บอบบางที่สุด ถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องผลิตประชากร แบบใช้แล้วทิ้ง ถูกดูถูกจากคนทั่วไปมาก โอเมก้าชายจะสามารถตั้งท้องได้
นักอ่านที่หลงเข้ามาทุกท่าน ควรใช้จักยานไปซื้อกับข้าวที่ตลาดก่อนอ่านนะคะ
*แนะนำเรื่อง*
เมื่อเขาเจ้านายนักฆ่าผู้มีสมญาว่าเพชฌฆาตหน้าหล่อถึงคราวซวยต้องมาตายเพราะถูกนายจ้างปาดตัดตอน แต่ความซวยเขายังไม่หมดเพียงแค่นั้น เมื่อระบบบัญชีหนังหมาในนรกดันเออเร่อ ทำให้เขาถูกส่งมาอยู่ในโลกของนิยาย แต่จะส่งไปเกิดแบบเปล่าๆ เจ้าแห่งโลหนิยายก็ไม่ยอมให้ เขาจะต้องทำภารกิจปกป้องตัวละครตัวหนึ่งให้พ้นจากความตาย เขาที่ไม่อยากลงแรงอะไรแบบฟรีๆ เลยอ้างถึงความผิดพลาดในระบบนี้ แต่สุดท้ายเจ้าแห่งโลกในนิยายก็ไม่ยอมให้ ต่อรองยังไงก็ไม่เป็นผล จึงทำให้เจ้านายจำต้องรับภารกิจนี้อย่างจำใจ เพราะอย่างไงซะชายชาตรีอย่างเขาแค่ปกป้องตัวละครตัวเดียวจะไปยากเย็นอะไร แต่เอาเข้าจริงพอได้มาเกิดใหม่ เขากลับกลายมาเกิดใหม่จริงๆ เป็นทารกคนหนึ่งที่ได้แต่ร้องหิวนม จากที่เคยถือปืนคอยไล่ล่า กลับต้องมาถือขวดนมปกป้องมาม๊าให้พ้นภัย
นิยายเรื่องนี้มีอีบุ๊ค แล้วนะคะ
บทนำ ตายอนาถ
บทนำ
ตายอนาถ
ท่ามกลางแสงแดดสีแดงอมส้มของดวงอาทิตย์ที่กำลังคล้อยต่ำลงมา อาบย้อมผืนแผ่นดินจนกลายเป็นสีแดงเพลิง
จึงทำให้ในเวลานี้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ต่างก็พากันสัญจรไปมาแบบไม่มีใครสนใจใคร เลยทำให้ความโกลาหลวุ่นวายบนท้องถนนมีอยู่ให้เห็นบ้างประปราย
และในความวุ่นวายนี้เอง จึงทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็น ชายหนุ่มคนหนึ่งอายุราวๆ สิบเก้าปีเห็นจะได้ เขากำลังยืนอยู่ในห้องห้องหนึ่งซึ่งอยู่บนชั้นยี่สิบห้าของโรงแรมชื่อดังในย่านใจกลางเมืองใหญ่
มือข้างหนึ่งถือกล้องส่องทางไกลเอาไว้ ส่วนอีกข้างก็ถือรูปถ่ายเอาไว้หนึ่งใบ กำลังจ้องมองไปยังตึกสูงตระหง่านที่อยู่อีกฝั่งฟากของถนน
จ้องมองได้ไม่นาน เขาก็พึมพำออกมาเบาๆ ว่า “ไหนดูหน่อยซิว่าเป้าหมายของเรายังอยู่ดีหรือเปล่า” พูดได้เพียงแค่นั้นนัยน์ตาสีเข้มที่ทอประกายพราวระยับก็กวาดมองไปมาอยู่พักใหญ่
ก่อนสายตาจะไปสะดุดอยู่ตรงจุดจุดหนึ่งที่ดูไปแล้วน่าจะอยู่ประมาณที่ชั้นที่ยี่สิบสองของตึกสูงอีกฝั่งซึ่งอยู่ห่างไปจากจุดที่เขายืนอยู่ราวๆ แปดร้อยเมตรเห็นจะได้
โดยที่เป้าหมายในครั้งนี้ เป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงด้านลบที่โด่งดัง เขาค้าอาวุธและยาเสพติดแบบไม่สนกฎหมายใดๆ
ผู้ว่าจ้างของเขานั้นเป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ที่ทำอาชีพไม่ต่างกัน คนเหล่านั้นโยนเงินก้อนโตมาให้ และบอกเพียงแค่ว่าต้องการที่จะลบคนคนนี้ออกไปจากวงจรชีวิตของผู้คน เพราะอีกฝ่ายไปขวางเส้นทางทำมาหากิน
โดยที่ตัวเขานั้นพอเห็นเงินก้อนใหญ่ คนที่หัวเดียวกระเทียมลีบไร้ญาติพี่น้องให้ห่วงหน้าพะวงหลัง เลยไม่ได้คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นจะมีผลเสียตามมา
เพราะอย่างไรเสียสำหรับเขาที่มีนามเรียกสั้นๆ ว่า ‘เจ้านาย’ โดยคนทั่วไปต่างเรียกขานว่าเป็น ‘เพชฌฆาตหน้าหล่อ’ ที่คอยปลิดชีวิตของผู้คน ก็คิดอยู่เสมอว่าคนเรานั้นเกิดมาแค่หนเดียวและตายแค่หนเดียวเท่านั้น
เขาที่เป็นเพียงคนหาเช้ากินค่ำ ยังไงยังไงก็ต้องตะเกียกตะกายหาเงินประทังชีวิตให้รอดไปวันๆ จึงไม่คิดที่จะพะวงอะไรมากมาย เขาเลยรับงานนี้ไว้อย่างยินดี
และนาทีที่เห็นเป้าหมายในครั้งนี้ ริมฝีปากบางก็ขยับยกขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนจะเอากล้องส่องทางไกลกลับมาคล้องคอของตัวเองเอาไว้ ส่วนรูปถ่ายที่อยู่ในมือก็เก็บลงกระเป๋าเสื้ออย่างไม่ใส่ใจ
จากนั้นจึงยื่นมือไปหยิบปืนบาเรตต้าเอ็มแปดสองจุดห้าสองแคลอเมริกา[1]ที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมาตั้งตรงหน้า นัยน์ตาสีเข้มแนบลงบนกล้องตัวเล็กที่ติดอยู่ด้านบน แล้วเล็งปากกระบอกปืนไปยังศีรษะของคนคนนั้นอย่างใจเย็น
ชั่วอึดใจเดียวเจ้านายก็กระชากลำเลื่อน เพื่อสับกระสุนขึ้นรังเพลิงอย่างชำนาญ ก่อนเจ้าตัวจะพ่นลมหายใจออกมายาวๆ หนึ่งที แล้วเหนี่ยวไกออกไป
และทันทีที่กระสุนปืนกระสุนขนาดจุดห้าศูนย์มอมอฝังลงไปในศีรษะของเป้าหมาย เจ้านายไม่รอช้าเขาเก็บข้าวของทุกสิ่งทุกอย่างของตัวเอง ก่อนจะเอาปืนไรเฟิลคู่ใจยัดใส่กระเป๋ากีตาร์โปร่งเหมือนตอนที่หิ้วเข้ามา
หลังจากเก็บกวาดจุดที่ตัวเองอยู่จนแล้วเสร็จ เจ้านายก็ไม่รอช้าเขาสาวเท้าเดินออกมาจากห้องพักแบบทันทีทันใด พร้อมทั้งดึงหมวกแก๊ปที่สวมเอาไว้ลงมาเล็กน้อย เพื่อปิดบังอำพรางใบหน้าของตัวเองไม่ให้ผู้ใดนึกสงสัย
แม้ในวันนี้เขาจะสวมทั้งแว่นตาและหน้ากากอนามัยแล้วก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ยอมที่จะให้ตัวเองพลาดพลั้งถูกตำรวจตามจับได้ง่ายๆ เช่นกัน
พอสาวเท้าลงมาถึงชั้นล่างของอาคารสูงตระหง่าน เสียงเอะอะโวยวายของคนผู้คนก็เริ่มดังมาให้ได้ยินอยู่ไม่ไกล ความโกลาหลวุ่นวายเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นทุกที
เจ้านายจึงชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย แล้วเหลียวมองผลงานของตัวเองเสียวูบหนึ่ง ก่อนจะชักสายตาคืนกลับมา
เขาเดินไปตามถนนตรงหน้า ท่ามกลางจราจรที่ติดขัดราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้น
ชายหนุ่มวัยสิบเก้าเดินได้เพียงเดี๋ยวเดียว ก็เลี้ยวเข้าไปในซอยเล็กแคบที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมสักเท่าไร
ซึ่งบริเวณนี้ไม่มีกล้องวงจรปิดหรือผู้คนย่างกรายไปมา ทั้งๆ ที่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตรก็เต็มไปด้วยผู้คน
หลังจากที่เดินเลี้ยวเข้ามาได้ไม่ทันไร สายตาก็เห็นว่ามีรถสปอร์ตคาร์คันหรู มาจอดรออยู่ก่อนหน้าราวกับเตี๊ยมกันมา เจ้านายที่เห็นว่ามีคนมารอรับแล้วตามที่นัดกันไว้ เขาก็สาวเท้าไปยังรถคันดังกล่าวทันที
ทว่ายังไม่ทันที่จะเดินไปถึงจุดหมายปลายทางดีๆ จู่ๆ มีเสียงอะไรบางอย่างแหวกอากาศเข้ามาใกล้ แม้จะได้ยินแต่ด้วยความเร็วจากของสิ่งนั้นมีมากเกินไป
จึงทำให้เจ้านายเพียงแค่เหลือบสายตาหันไปมอง สิ่งนั้นก็พุ่งเข้ามาหาตัวเสียก่อนที่จะทันได้หลบมัน
ลูกตะกั่วขนาดจุดห้าศูนย์มอมอเจาะเข้าไปที่ศีรษะเขาแบบกะทันหัน โดยที่ตัวเขานั้นยังไม่ทันที่จะได้เห็นหน้าของคนที่ยิงกระสุนลูกนี้มาเสียด้วยซ้ำไป
ร่างทั้งร่างก็ทรุดลงไปกองอยู่บนพื้นเบื้องล่าง นัยน์ตาสีเข้มได้แต่เบิกกว้างอย่างคาดไม่ถึงว่าตัวเองจะถูกมือสังหารเล่นงานได้ง่ายๆ
สุดท้ายเมื่อไม่อาจยื้อชีวิตตัวเองเอาไว้ได้ เขาก็ได้แต่ระลึกถึงเรื่องราวต่างๆ ในอดีตที่ได้ทำลงไป ไม่ว่าจะเป็นเสียงครางร้องขอชีวิตของคนที่เขาเคยสังหาร หรือแม้แต่เสียงร้องไห้ของคนรอบตัวก็ดังขึ้นมาให้ได้ยิน
เจ้านายจึงอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมาเบาๆ ว่า “มาได้เท่านี้จริงๆ สินะ” ก่อนลมหายใจสุดท้ายของเขาก็สิ้นสุดลง
[1]Barrett M82 .50 Cal – American
ปืนซุ่มยิงระยะไกลที่มีอำนาจการยิงสูง ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท Barrett Firearms USA เป็นปืนซุ่มยิงที่ประจำอยู่หลายหน่วยทั่วโลก เป็นปืนซุ่มยิง กึ่งอัตโนมัติ ที่มีรังเพลิงไว้ใช้กับลูกขนาด.50 ที่มีอำนาจการทำลายสูง ด้วยประสิทธิภาพการยิงที่แม่นยำที่ระยะ 1.5 กม. รวมทั้งสถิติการยิงที่ระยะ 2.5 กม. รวมทั้งกระสุนที่มีพลังงานสูงที่มีประสิทธิภาพ สามารถปฎิบัติการ ต่อเป้าหมายที่สำคัญเช่น หอควบคุมเรดาห์ รถบรรทุก หรืออากาศยาน ขนาด : 50 BMG (12.7 x 99mm) การทำงาน : หดตัวสั้นกึ่งอัตโนมัติ ความยาว : 1448 mm ความยาว Barrel : 737 mm อุปกรณ์ Feed : รอบ 10 Magazine Box ถอดออก สถาน : 10X ไกล น้ำหนัก : 12.9 กก. ว่าง ความเร็วปืน : 854 m / s (M33 Ball) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด Range : 1800 เมตร
………………………………
นิยายเรื่องนี้มี E-book แล้วนะคะจิ้มที่รูป ถ้ากดไม่ได้ พิมพ์ชื่อนิยายหาในอากู๋ได้เลยจ้า
บทที่ 1 โลกของนิยาย
บทที่
1
โลกของนิยาย
หลังจากที่ดวงวิญญาณออกจากร่าง เจ้านายก็ถูกกระแสคลื่นของกาลเวลาพัดพาร่างโปร่งใสของตัวเองล่องลอยไปบนผืนฟ้าที่กว้างใหญ่ เขาที่ไร้ญาติขาดมิตรจึงได้แต่พึมพำออกมาเบาๆ ว่า “จบสิ้นกันสักที ชีวิตเฮงซวยแบบนี้ตายไปก็ดีเหมือนกัน”
ว่าได้เพียงแค่นั้นเขาก็แหงนหน้ามองท้องนภาที่สดใสตรงหน้า เพราะคิดไปเองว่าตัวเขาถึงจะทำความชั่วมาอยู่บ้าง แต่ด้วยความดีที่มีอันน้อยนิดของตัวเองจึงทำให้เขาได้ขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นฟ้า
และอีกไม่นานก็คงมีเหล่านางฟ้านางสวรรค์ หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักหลายร้อยตนเข้ามาคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกาย
คิดมาถึงตรงนี้ริมฝีปากบางก็ขยับยกขึ้นอย่างพออกพอใจเต็มที่ ก่อนเจ้าตัวอ้าแขนของตัวเองออกจนสุด เพื่อชีวิตใหม่ที่แสนสุขนี้เอาไว้ด้วยความเต็มใจ
แต่แล้วในขณะนั้นเองก็มีสายลมวูบหนึ่งโบกพัดไปมาอย่างรุนแรง จนทำให้ดวงวิญญาณของเขาปลิวกระเด็นไปตามแรงลมหอบนี้แบบกะทันหัน
เจ้านายที่ถูกลมพัดปลิวได้แต่ร้องเสียงหลงออกมาอย่างตกอกตกใจว่า “เฮ้ย…อะไรของมันวะ…นี่ขนาดตายแล้ว ยังดวงซวยอีกหรือไง” แล้วได้แต่มองท้องฟ้าสีครามที่สุกสกาวที่กำลังห่างออกไป อย่างหวนถวิลหาด้วยสายตาเศร้าโศก
เพราะดูเหมือนสายลมผืนนี้จะพัดพาร่างโปร่งใสของเขา ให้ปลิวไปไกลจากท้องนภาเข้าทุกที จนไม่รู้ว่าตัวเองจะไปตกอยู่ในที่แห่งหนใด
ทว่าในขณะที่เจ้านายอยู่ในภาวะชอกช้ำระกำใจ จู่ๆ ท้องฟ้าที่แสนสดใสที่อยู่ไกลลิบตา ก็แปรเปลี่ยนไป กลายเป็นความมืดในยามราตรีเสียอย่างนั้น
ส่งผลให้เจ้านายที่ได้เห็นภาพตรงหน้าก็ถึงกับหน้าซีดปากสั่น แล้วอดไม่ได้ที่จะผรุสวาทอย่างหยาบคายว่า “ฉิบหายแล้วไม่ล่ะ เป็นนักฆ่ารับจ้างแค่นี้ถึงกับต้องตกนรกเลยเหรอ” ก่อนจะกวาดสายตามองรอบๆ ตัวของตัวเองไปมา ก็เห็นว่าภาพตรงหน้าไม่ใช่นรกที่เขาเคยจินตนาการเอาไว้
เจ้านายจึงพึมพำออกมาอย่างไม่เข้าใจ “นรกทำไมหน้าตาถึงได้เป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ” เนื่องจากภาพที่เห็นมีเพียงมืดปกคลุมไปทั่วทุกแห่งหน เขาจึงได้แต่พยายามที่จะหยัดกายยืนขึ้นเพื่อหาทางหนีกลับขึ้นไป
เจ้านายพยายามอยู่นาน อีกทั้งร่างของเขาก็ยังคงถูกลมหอบพัดพาไป อยากจะกลับไปที่เก่าเท่าไรก็ทำไม่ได้สักที
พอรู้ตัวแล้วว่าไม่อาจขัดขืนโชคชะตานี้ได้แล้วจริงๆ นัยน์ตาสีเข้มกลอกก็พลันกลิ้งไปมาอย่างตื่นตกใจเต็มที่ เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นมาแนบบนผิวแก้มของตัวเองเอาไว้ พร้อมกับพูดออกไปด้วยสีหน้าตื่นๆ ว่า “ต้องตกนรกจริงๆ น่ะเหรอ ไม่นะ…”
แต่แล้วในขณะที่ร่างกายของตัวเองกำลังร่วงหล่นอยู่ในความมืดมิดนั้นเอง ภาพเบื้องหน้าก็พลันแตกร้าว ราวกับเป็นจิ๊กซอร์ที่ถูกฝ่ามือใหญ่มาขยุ้มแรงๆ
จนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วร่วงกราวลงมา เผยให้เห็นห้องสีขาวสะอาดตาห้องหนึ่ง ที่ไม่มีแม้แต่เฟอร์นิเจอร์ใดๆ
เมื่อเห็นเช่นนั้นเจ้านายที่เพิ่งพบเจอเรื่องพิลึกพิลั่นมาก่อนหน้า จึงไม่ได้ตื่นตกใจมากมายสักเท่าไร พร้อมกับมองไปรอบๆ ห้องนี้อยู่พักใหญ่ จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
ส่งผลให้นัยน์สีเข้มพราวระยับอย่างตื่นเต้น เมื่อตัวเองคิดไปไกลว่าสวรรค์คงเมตตาที่เขาไม่เคยตบยุงเลยสักครั้ง
เลยทำให้ได้ขึ้นมาเป็นเทพอยู่บนสรวงสวรรค์เขาจึงพูดพึมพำออกไปอย่างดีใจว่า “นี่หรือว่า…สวรรค์เห็นใจเราก็เลยให้เราขึ้นสวรรค์กัน…”
ทว่าพูดยังไม่ทันจบประโยคดี จู่ๆ ก็มีบานประตูไม้บานหนึ่งปรากฏออกมาตรงหน้า เจ้านายที่เห็นเช่นนั้น เขาก็กวาดตามองไปมารอบกายอีกที
ก็เห็นว่ารอบๆ กายของเขาในตอนนี้ ไม่ได้มีหนทางไหนให้เดินไปต่อแล้วจริงๆ เขาจึงชักสายตาคืนกลับมาจ้องมองบานประตูไม้ที่ปรากฏออกมาให้เห็นอีกครั้ง แล้วใช้ความคิดอย่างหนักเพื่อประมวลเหตุการณ์เหล่านี้อีกที
ยืนนึกอยู่ได้พักหนึ่งเขาก็แค่นหัวเราะในลำคอออกมาหนึ่งที ก่อนจะสบถสบถพึมพำอยู่ในใจว่า ‘แกตายไปแล้วนะเจ้านาย แกกลัวว่าตัวเองจะต้องมาตายอีกรอบหรือยังไงกัน’
คิดมาถึงตรงนี้เจ้านายก็ส่ายศีรษะไปมาด้วยรอยยิ้มขำ กับความรักตัวกลัวตายของตัวเองในตอนนี้ แล้วตัดสินใจสาวเท้าไปที่บานประตูไม้ทันที
พอเดินไปถึงเขายื่นมือไปผลักให้แผ่นไม้ตรงหน้าให้เปิดอ้าทันใด และทันทีบานประตูไม้ตรงหน้าเปิดออก
สิ่งที่เห็นในครรลองสายตาก็ทำให้เขาเบิกตากว้างอย่างตกใจ เมื่อภาพที่สะท้อนให้เห็นคือคนกลุ่มหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างขะมักเขม้น ไม่ต่างจากพนักงานออฟฟิศสักเท่าไร
แต่ละคนที่นั่งทำงานอยู่ในที่นี้ ต่างก็ใส่ชุดสูทสีดำสนิทตั้งแต่หัวจรดเท้า เบื้องหน้ามีคอมพิวเตอร์ที่ดูยังไงยังไงก็เป็นของมีราคา
โต๊ะที่นั่งของพวกเขาตั้งเรียงรายขนาบสองข้างทาง และเว้นที่ตรงกลางเป็นทางเดินซึ่งถูกปูด้วยพรมสีแดงทอดยาวไป และสุดปลายทางเดินนี้ก็มีบัลลังก์ใหญ่โตตั้งตระหง่านอย่างเดียวดาย
และทันทีที่เจ้านายก้าวขาเข้ามา ทุกๆ ต่างคนที่อยู่ภายในห้องนี้ต่างก็เหลียวหน้าหันมามองเขาอย่างพร้อมเพรียงกัน
ส่งผลให้คนที่อยู่ท่ามกลางสายตาหลายคู่ ได้แต่ยิ้มแหยออกมา ก่อนจะยกมือขึ้นเกาศีรษะแก้เก้อไปมา พร้อมกับพูดออกมาด้วยรอยยิ้มเขินๆ ว่า “ขอโทษครับไม่ทราบว่าห้องน้ำอยู่ทางไหน”
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้คำตอบกลับมาแต่อย่างใด ก็มีเสียงของคนคนหนึ่งดังขึ้นมาว่า “คุณศราวุธ ธนะปรีดา เกิดเมื่อวันที่สิบสี่ธันวาคมพุทธศักราชสองพันห้าร้อยสี่สิบเจ็ด สิริอายุสิบเก้าปีบริบูรณ์พอดี ตายเพราะถูกกระสุนปืนขนาดจุดห้าศูนย์มอมอเจาะเข้าไปในกะโหลกศีรษะ”
ได้ยินดังนั้นเจ้านายจึงเงยหน้าขึ้นมองคนพูดด้วยสายตาฉงน ก็เห็นว่าในตอนนี้เบื้องหน้าของเขามีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ใหญ่ มือข้างหนึ่งถือหนังสือเล่มเบ้อเร่อเอาไว้
ส่งผลให้เจ้านายที่เห็นภาพเบื้องหน้าก็พอจะเดาได้รางๆ แล้วว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใด แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมาว่า “หรือว่านี่จะเป็นนรก ทันสมัยจริงๆ แฮะ” เพราะสิ่งที่เห็นตรงหน้าไม่เหมือนกับที่ตัวเองเคยคิดไว้
แต่แล้วในขณะที่ตัวเองกำลังตื่นตาตื่นใจ ก็มีเสียงของคนที่พูดเมื่อครู่นี้ขัดขึ้นมาเสียก่อนว่า “ผิดแล้วที่นี่ไม่ใช่นรก แต่เป็นโลกของนิยาย”
ส่งผลให้คนที่ได้ยินคำพูดดังกล่าว อุทานออกมาอย่างตกอกตกใจว่า “หา” ก่อนจะกวาดตามองไปมารอบๆ กายอีกที
ก็เห็นว่าในเวลานี้ทุกๆ คนที่อยู่ในสายตาของเขาต่างก็ก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างขะมักเขม้น แล้วอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมาเกาศีรษะอย่างไม่เข้าใจ
ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปยังคู่สนทนาตรงหน้า พร้อมกับถามออกไปด้วยสีหน้าตื่นๆ ว่า “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ก็ผมตายไปแล้วไม่ใช่หรือไง ทำไมถึงมาโผล่ที่โลกแห่งนิยายนี่ได้ล่ะ”
สิ้นเสียงดังกล่าว คนที่อยู่บนบัลลังก์ใหญ่อดไม่ได้ที่จะส่ายศีรษะไปมา ก่อนจะตอบคำถามที่อยู่ในใจของดวงวิญญาณตรงหน้าว่า “ใช่นายตายไปแล้ว”
“…”
พอเห็นว่าดวงวิญญาณตรงหน้าไม่พูดหรือโต้ตอบอะไรกลับมา ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงบัลลังก์กลางก็เอ่ยขึ้นมาทันทีว่า “แต่เป็นเพราะความผิดพลาดทางเทคนิคในระบบบัญชีหนังหมา ทำให้รายชื่อคนตายไม่มีชื่อของนายอยู่ และเป็นเพราะร่างของนายโดนเผาไปแล้ว ทางนรกจึงให้โอกาสนายอีกครั้ง เลยส่งดวงวิญญาณของนายมาที่นี่เพื่อให้ไปมีชีวิตใหม่”
ได้ยินเช่นนั้นนัยน์ตาสีเข้มบนใบหน้าซีดเซียวของเจ้านายก็เบิกกว้างอย่างตกใจ ก่อนมันจะแปรเปลี่ยนไปเป็นท่าทางตื่นเต้นดีใจออกมา “พวกคุณจะให้ผมไปมีชีวิตใหม่จริงๆ เหรอ”
“อืม”
สิ้นเสียงดังกล่าวเจ้านายก็กลั้นรอยยิ้มบนใบหน้าเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไป เขาเผยรอยยิ้มกว้างแล้วหัวเราะออกมาอย่างพอใจ
แต่แล้วในขณะที่ตัวเองกำลังมีความสุขกับสิ่งที่ได้รับมา จู่ๆ ภายในหัวก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้แบบกะทันหัน จึงทำให้รอยยิ้มดังกล่าวค่อยๆ เลือนหายไปอย่างช้าๆ
เนื่องจากว่าตัวเขานั้นในชีวิตเก่าเป็นมือสังหารที่ทำงานตามใบสั่งเพื่อแลกกับเงินตรา อีกทั้งเขาก็เป็นคนที่ดวงไม่ดีเอามากๆ ด้วยเช่นกัน
จึงทำให้ทุกๆ ครั้งที่เสร็จจากงานที่ทำ เขาจะต้องไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับคนที่ถูกเขาสังหารเสียทุกครั้ง
อย่างไรเสียเขาก็ยังรู้ว่าบาปกรรมมีจริง จึงไม่อยากให้โชคชะตาของตัวเองอาภัพมากเกินไป เพราะถ้าหากเขาเลือกได้เขาก็ไม่อยากทำงานนี้เช่นกัน
คิดมาถึงตรงนี้เจ้านายก็พึมพำออกไปว่า “ดีเลย ถ้างั้นหากเป็นไปได้ ช่วยส่งให้ผมไปเกิดเป็นลูกเศรษฐีคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดเลยได้ไหม ไหนๆ มันก็เป็นความผิดพลาดของพวกคุณแล้ว พวกคุณก็ช่วยส่งผมไปเกิดให้ที่ดีๆ หน่อย จะได้ไม่ต้องมาทำงานแบบนั้นอีก”
ส่งผลให้คนฟังอย่างเจ้าแห่งโลกนิยายยกปลายนิ้วมือขึ้นมาจับปลายคางของตัวเองอย่างใช้ความคิดอย่างหนัก
เพราะแต่ไหนแต่ไรมา การที่ดวงวิญญาณดวงหนึ่งจะหลุดเข้ามาอยู่ที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอะไร แต่หากได้หลุดเข้ามาแล้ว ตัวเองก็จะส่งคนคนหนึ่งไปในที่ต่างๆ ก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนที่เสมอภาคด้วยเช่นกัน
พอมาวันนี้เป็นเพราะความผิดพลาดของโปรแกรมตรวจสอบรายชื่อในนรก จึงทำให้เขาที่ต้องเป็นคนส่งคนไปเกิดใหม่แบบไม่ต้องคิดอะไรมากมาย จำต้องเหลือบมองใบหน้าของอีกฝ่ายทันที
คิดอยู่เพียงครู่ เจ้าแห่งโลกนิยายก็พูดขึ้นมาว่า “ไอ้ส่งให้นายไปเกิดเป็นลูกของมหาเศรษฐีที่อยู่ในนิยายมันก็ได้อยู่หรอก แต่มีข้อแม้ว่า ทุกๆ คนที่มาอยู่ในโลกนี้จะต้องรับภารกิจไปหนึ่งภารกิจ ส่วนความยากง่ายของภารกิจนั้นก็จะขึ้นอยู่กับลำดับของชนชั้นที่จะส่งนายไป”
พอได้ยินคำพูดของคนตรงหน้า เจ้านายก็พึมพำออกมาว่า “ส่งคนไปเกิดใหม่ก็ยังมีภารกิจอีกเหรอ”
“ย่อมต้องมี เพราะแต่ไหนแต่ไรมาสถานที่แห่งนี้ก็มีหน้าที่ส่งดวงวิญญาณที่หลุดรอดออกมาจากนรกและสวรรค์ให้ไปเกิดอีกที่หนึ่ง เลยทำให้คนเหล่านี้มีอภิสิทธิ์เหนือกว่าของคนหมู่มากอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง การได้มีชีวิตอยู่ขึ้นมาอีกครั้งโดยที่ไม่ได้รับโทษใดๆ นายไม่คิดว่านี่มันเป็นอภิสิทธิ์ของนายอย่างนั้นเหรอ”
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย เรียวคิ้วเข้มบนใบหน้าซีดๆ ของเจ้านายก็ขมวดมุ่นจนแทบจะเป็นปมผูกกันได้
เพราะตัวเขาถึงแม้จะเป็นคนที่จะทำชั่วมามาก สังหารชีวิตคนมาแล้วถึงสามคน แต่ทุกๆ คนที่เขาสังหารต่างก็มีประวัติดำมืดด้วยกันทั้งนั้น และทุกๆ ภารกิจที่ทำลงไปก็ล้วนแต่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบด้วยกันทั้งสิ้น
แต่ถึงยังไงการที่เขาต้องมาทำข้อแลกเปลี่ยนที่ตัวเองไม่ต้องการและไม่รู้ว่าจะทำได้หรือไม่ ก็เป็นอะไรที่เขาไม่ไม่ชอบอยู่ดี เจ้านายจึงเถียงกลับไปทันทีว่า “ได้ไงล่ะในเมื่อมันเป็นความผิดของพวกคุณผมถึงมาอยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือไง”
ส่งผลให้เจ้าแห่งโลกนิยายขมวดคิ้วแน่นในทันที แล้วใช้ฝ่ามือตบลงไปบนที่เท้าแขนอย่างแรงเต็มที่จนบังเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ก่อนจะเอ่ยออกไปว่า “เอ๊ะ…เจ้าคนคนนี้นี่ หรือนายจะกลับไปอยู่ในนรกดีล่ะ นายสังหารชีวิตผู้คนไปถึงสามคน ถึงนายจะรับงานจากผู้ว่าจ้างมา แต่ยังไงนายก็ต้องรับโทษทัณฑ์ในนรกอยู่ดี”
ว่าเพียงแค่นั้นนัยน์ตาสีเข้มก็จับจ้องมองดวงวิญญาณดวงเล็กจ้อยตรงหน้า แล้วกล่าวออกมาว่า “ยังไงซะเรื่องแค่แก้รายชื่อไม่ใช่เรื่องยากอะไรสำหรับฉัน”
จึงทำให้คนที่ได้เห็นท่าทางของคนตรงหน้า อย่างเจ้านายก็ถึงกับสะดุ้งโหยงอย่างตกใจ พร้อมกับอุทานออกมาว่า “อึ๋ย…โกรธจริงๆ ด้วย” เสียหนึ่งประโยค
แต่ถึงกระนั้นพอได้สบสายตาของอีกฝ่ายที่จ้องมองมา เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียว แล้วได้แต่ตัดพ้ออยู่ในใจว่า ‘อะไรกันไม่ใช่ความผิดของเราแท้ๆ’
พอเห็นว่าเจ้านายไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาอีก จ้าวแห่งโลกนิยายก็พูดขึ้นมาว่า “เอาล่ะในเมื่อนายไม่พูดอะไรอีก ฉันก็ถือว่านายยินยอมพร้อมใจที่จะทำภารกิจนี้แล้วล่ะนะ”
เจ้านายที่ได้ฟังคำพูดของคนตรงหน้าก็อดไม่ได้ที่จะคิ้วกระตุกไปเสียสองที แล้วสบถอยู่ในใจว่า ‘มัดมือชกนะสิไม่ว่า’ แต่เขาก็ไม่ได้พูดคำนี้ออกมาด้วยเช่นกัน
ยืนนิ่งได้เพียงเดี๋ยวเดียวเขาก็ผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ อย่างอ่อนอกอ่อนใจเต็มที่ แล้วพูดออกไปว่า “ถึงไม่พร้อมผมก็จำเป็นต้องพร้อมไม่ใช่หรือไง”
ส่งผลให้เจ้าแห่งโลกนิยายเลิกเรียวคิ้วเข้มขึ้นหนึ่งข้าง แล้วเผลอขยับยกริมฝีปากบางของตัวเองขึ้นเล็กน้อยอย่างพอใจในคำตอบของอีกฝ่าย ก่อนจะพูดออกไปว่า “ดี”
จากนั้นจึงโบกมือหนึ่งครั้ง จดหมายฉบับหนึ่งก็ลอยล่องเข้าไปหาคนที่ยืนอยู่บนพื้นเบื้องล่างทันใด
จึงทำให้เจ้านายที่เห็นเช่นนั้นหลุบสายตามองของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างชั่งใจ แต่ก่อนที่เขาจะได้ทันคิดอะไร ก็มีเสียงของเจ้าแห่งโลกนิยายดังขึ้นมา “นี่เป็นภารกิจของนายรับไปซะสิ”
ได้ยินเช่นนั้นเจ้านายจึงยื่นมือไปรับซองจดหมายตรงหน้ามาเปิดดูอีกที และหลังจากที่ได้เปิดดูภารกิจที่มี เขาก็พึมพำออกมาว่า “ปกป้องตัวละคร”
ว่าได้เพียงแค่นั้นเบื้องหน้าของเขาก็มีภาพเมมโมแกรมของชายหนุ่มคนหนึ่งปรากฏออกมาให้เห็น ทำให้เจ้านายอดไม่ได้ที่จะเหลียวหน้าหันไปมองกับเจ้าแห่งโลกนิยายด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ ก่อนจะถามออกไปว่า “ผมต้องปกป้องเขาหรือครับ”
สิ้นเสียงดังกล่าวเจ้าแห่งโลกนิยายก็พยักหน้าลงเป็นคำตอบกลับไป ก่อนจะพูดออกมาว่า “ใช่นายต้องปกป้องตัวละครตัวนี้ให้พ้นจากเนื้อมือของคนที่จะทำร้ายเขาจนตาย”
ได้ยินเช่นนั้นเจ้านายที่ฝึกศิลปะป้องกันตัวตั้งแต่จำความได้ ก็พูดออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจว่า “ของแค่นี้ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ”
“ดี หากเช่นนั้นก็หลับตาซะสิ ฉันจะได้ส่งนายไป” เจ้าแห่งนิยายพูดออกมาได้เพียงแค่นั้นเขาก็โบกมือเสียหนึ่งที ส่งผลให้ร่างโปร่งใสของคนคนนี้ค่อยๆ เลือนหายไป
เจ้านายที่ถูกเจ้าแห่งโลกนิยายส่งมาให้อยู่ในโลกแห่งนิยายก็ถูกความมืดบางเบาแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งร่าง
จึงทำให้ร่างทั้งร่างของเขาในตอนนี้หนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยก้อนหินขนาดใหญ่เอาไว้ จะขยับกายแต่ละครั้งช่างยากเย็นเสียนี่กระไร แม้เขาจะพยายามลืมตาขึ้นมาก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่ายด้วยเช่นกัน
แต่ถึงกระนั้นการที่เขาได้มีชีวิตใหม่ขึ้นอีกครั้ง ก็ทำให้เขายอมอยู่ในสภาพเช่นนี้อย่างใจเย็น แม้ตัวเองจะไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันก็ตามทีก็ยังยิ้มออกมาอย่างเบิกบานใจ เพราะเขาคิดไปเองว่าตัวเองคงอยู่ในสภาพที่กำลังรอไปเกิดใหม่เหมือนในนิยายทะลุมิติทั่วไป
ถึงเขาจะมีอาชีพเป็นนักฆ่า แต่ก็เคยอ่านนิยายแนวทะลุมิติมาไม่น้อยด้วยเช่นกัน เขาจึงเข้าใจไปเองว่า ตัวเองกำลังอยู่ในระหว่างรอเจ้าของร่างที่เขากำลังจะเข้าไปเกิดใหม่สิ้นบุญ
คิดได้เพียงแค่นั้นเจ้านายก็ได้แต่นึกไปว่าตัวเขานั้นคงจะได้ไปอยู่ในตระกูลใหญ่ เป็นคุณชายที่มีบ่าวรับใช้มากมายรายล้อมคอยปรนนิบัติรับใช้
จึงทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มบางออกมาอย่างสุขใจ แล้ววาดฝันว่าเกิดใหม่ในหนนี้เขาจะไม่หวนกลับไปเป็นนักฆ่าอย่างในชาติที่แล้วด้วยเช่นกัน
ทว่าในขณะที่ตัวเองกำลังนึกว่าถ้าได้เกิดใหม่จะทำเช่นไร จู่ๆ รอบๆ ตัวที่เขาอยู่ก็บีบรัดอย่างหนัก แล้วพยายามดันตัวเขาไปมา จนรู้สึกอึดอัดเลยต้องพยายามตะเกียกตะกายพาตัวเองขยับไปมา
แต่แล้วในขณะที่กำลังหาทางออกให้กับตัวเองอยู่นั้น ก็มีช่องว่างขนาดเล็กเกิดขึ้นตรงหน้า จึงทำให้เจ้านายพยายามลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ
ทำให้เขาเห็นว่าท่ามกลางสายตาที่เลือนราง จู่ๆ ก็มีมือขนาดใหญ่ของใครบางคนมาจับตัวเขาเอาไว้แล้วดึงออกไป
พอหลุดออกมาจากสถานที่คับแคบได้ เจ้านายจึงพยายามขยับตัวไปมา แต่เป็นเพราะตัวเองถูกบีบให้อยู่ในที่แคบๆ มานานการจะขยับตัวแต่ละครั้งจึงค่อนข้างยากเย็นหนักหนา
และในท่ามกลางเสียงดังของโลหะกระทบกันไปมา เขาจึงลืมตาขึ้นเพื่อหมายจะมองหน้าคนที่มาทำกับตน ก่อนจะร้องออกไปอย่างไม่พอใจว่า “อุแว้”
ส่งผลให้เขาถึงกับเบิกตากว้างอย่างตกใจที่ได้ยินเสียงดังกล่าว และยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรต่อก็มีเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังให้ได้ยิน “ทารกเพศชาย เวลาเกิดสิบนาฬิกายี่สิบสามนาที”
ได้ยินเช่นนั้นเจ้านายก็อุทานอยู่ในใจออกมาทันทีว่า ‘เหะ…เวลาเกิดเหรอ’ คิดได้เพียงแค่นั้นก็มีฝ่ามือใหญ่ๆ กับผ้าผืนนุ่มมาเช็ดตัวเขาไปมา
จึงทำให้เจ้านายได้แต่ร้องอยู่ในใจว่า ‘อย่าบอกนะ อย่าบอกนะ ว่าเราได้มาเกิดเป็นเด็กแรกเกิดเลยนะ ไม่เอานะ’
บทที่ 2 เจ้านายกับเรื่องราวของหม่าม๊าที่ถูกปิดเอาไว้
บทที่
2
เจ้านายกับเรื่องราวของหม่าม๊าที่ถูกปิดเอาไว้
สองปีผ่านไป…
ท่ามกลางแสงแดดอ่อนในยามเช้าของวันใหม่ เจ้านายที่ถูกส่งให้มาเกิดในโลกของนิยายในสภาพของเด็กแรกเกิดยังไม่พอ แถมยังถูกส่งเข้ามาอยู่ในโลกของโอเมก้าเวิลด์โลกที่ผู้ชายสามารถท้องได้ พร้อมกับภารกิจสำคัญระดับชาติ ยังคงนอนหลับอุตุอยู่บนเตียงนุ่มๆ ไม่ขยับไปทางใด
เขาพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ หนึ่งที แล้วพึมพำอยู่ในใจว่า ‘เอาล่ะเพื่อการมีชีวิตรอดของตัวเองถึงจะยาก แกก็ต้องปกป้องตัวละครตัวนี้ให้ได้ ถึงตอนนี้เราจะมีสภาพเป็นแค่เด็กสองขวบก็เถอะ…ลุย’ ว่าเพียงแค่นั้นเขาก็ลืมตาขึ้นมาทันใด ก่อนจะพยายามหยัดกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก
ทว่าในขณะที่เขาลุกขึ้นมาอยู่นั้นกลับยากเย็นเสียนี่กระไร แล้วอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำออกมาอย่างไม่พอใจ “เป็นอย่างนี้ทำอะไยก็ไม่จะ…ดวกจิงๆ (เป็นอย่างนี้ทำอะไรไม่สะดวกจริงๆ)”
ส่งผลให้คนที่ได้ยินเสียงดังกล่าวอย่างเจ้านายอดไม่ได้ที่จะคิ้วกระตุกอยู่สองที ให้กับร่างกายเล็กๆ นี้ที่ขยับไม่ได้อย่างใจ แล้วอดไม่ได้ที่จะยกฝ่ามือของตัวเองขึ้นมาดูอีกครั้งอย่างชอกช้ำระกำใจ
สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือฝ่ามือป้อมๆ อ้วนๆ ของมือเด็กน้อยวัยสองขวบปี พอได้เห็นเช่นนั้นเจ้านายก็พ่นลมหายใจออกมาหนึ่งทีอย่างอ่อนอกอ่อนใจ
แล้วได้แต่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกอยู่พักใหญ่ ที่จู่ๆ ตัวเองต้องมาเกิดเป็นเด็กน้อยคนหนึ่งที่อีกนานหลายปีกว่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อีกทั้งยังมีภารกิจที่ต้องปกป้องตัวละครตัวหนึ่งให้พ้นจากความตาย
คิดไปคิดมาเจ้านายก็รู้สึกหน้ามืดขึ้นมาทันใด แล้วได้แต่ร้องโวยวายออกมาแทบไม่เป็นคำว่า “ตาแจ่บ้า ส่ง เกิด ทั้ง ที ไม ไม่…ให้เกิดเป็นจาย จาจีล่า…(ตาแก่บ้าส่งให้มาเกิดทั้งที ทำไมไม่ให้เกิดเป็นชายชาตรีล่ะ)” โวยวายได้เพียงแค่นั้น คำพูดของเขาก็ต้องสะดุดเมื่อมีเสียงท้องร้องดังโครกครากขึ้นมา
เขาเลยยื่นมือไปคว้าเอาขวดนมที่นอนแอ้งแม้งอยู่ข้างกายของตัวเองมาใส่ปากอย่างลืมตัว แต่พอนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป เขาก็รีบดึงขวดนมออกมาจากปากของตัวเองแทบจะทันที เพราะตัวเขานั้นได้ตั้งปฏิญาณเอาไว้ ว่าชายชาตรีอย่างเขาจะไม่ยอมแตะต้องของสิ่งนี้เป็นอันขาด
แต่เอาเข้าจริงเมื่อได้เห็นน้ำนมที่อยู่ในขวด ถึงแม้จะเหลือเพียงแค่ครึ่งเดียวก็ตาม ก็ทำให้ความกระหายอยากบังเกิดขึ้นมา และตัวเขาเองก็ไม่สามารถควบคุมความอยากที่มีได้อีกต่อไป
ต่อให้พยายามผลักไส แต่ความอยากก็อยู่เหนืออำนาจของจิตใจ จนสุดท้ายก็ต้องยัดขวดนมกลับเข้าปากอีกครั้งหนึ่งจนได้ แล้วได้แต่ดูดนมในขวดนั้นยังเจ็บใจ ที่ไม่สามารถต้านทานความรู้สึกนี้ได้อย่างใจต้องการ
ในขณะที่ตัวเองดูดนมไป ภายในหัวก็ยังสบถด่าไม่หยุดว่า ‘ตาแก่บ้าเอ๊ย บอกให้มาปกป้องตัวละคร แล้วเด็กอายุไม่ถึงห้าขวบแบบนี้ มันจะปกป้องใครได้ยังไง นี่ขนาดแค่ลงจากเตียงสูงๆ ยังยากเลย’ ดีหน่อยสองปีที่ผ่านมาคลื่นลมสงบไม่มีใครคุกคามเข้ามา
เพราะผู้เป็นมารดาของเขาหรือจะเรียกให้ถูกก็คือตัวละครที่เขาต้องปกป้องไม่ได้ออกไปไหนมากมาย รวมไปถึงมีคนคอยช่วยเหลือหางานและที่อยู่ให้ อีกทั้งยังเก็บตัวเงียบประหนึ่งเป็นบุคคลสาบสูญจึงทำให้สองปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่อย่างเดียว
เจ้านายนอนดูดนมในขวดจนหมด เขาก็หยัดกายลุกขึ้นนั่งอย่างลำบาก นัยน์ตาสีเข้มกวาดตาไปมามองรอบๆ กายของตัวเองอีกที ก็เห็นว่าในเวลานี้ตัวเขานั้นยังนอนอยู่บนที่นอน โดยที่ข้างๆ กายไร้คนที่เคยนอนกอด
เจ้านายจึงอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำออกมาอยู่ในใจว่า ‘แล้วนี่แม่ไปไหนอีกแล้ว ไม่รู้หรือไงอยู่ห่างๆ จากเราแบบนี้ เกิดเป็นอะไรขึ้นมาจะช่วยทันได้ยังไงกัน’ คิดได้เพียงแค่นั้นเขาก็รีบปีนลงจากเตียงกว้างโดยที่มือข้างหนึ่งยังไม่ปล่อยขวดนมเสียด้วยซ้ำไป
แต่แล้วในขณะนั้นเองก็มีเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังให้ได้ยินอยู่ไม่ไกลว่า “เดี๋ยวเถอะเจ้านาย ทำไมปีนลงจากเตียงมาเองแบบนี้ล่ะครับ ตกลงมาจะทำยังไง” ก่อนเจ้าของเสียงดังกล่าวจะเข้ามาอุ้มร่างของเจ้านายขึ้นไปไว้ในอ้อมแขน
จึงทำให้เจ้านายที่ได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้แบบเต็มสายตา ก็เห็นว่าใบหน้าของคนที่อุ้มตัวเองขึ้นมาไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากไอดินผู้เป็นมารดาและเป็นตัวละครที่เขาต้องปกป้องไม่ให้ถูกคนไม่ดีมาทำร้าย
เจ้านายจึงได้แต่อุทานอยู่ในใจ ‘จะให้เรามาปกป้องแม่ตัวเอง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าใครกันที่จะเป็นคนมาทำร้ายแม่จนถึงปางตาย แม่ไปทำอะไรผิดมาทำไมต้องปกป้องไม่ให้โดนฆ่าตายกันนะ’
เนื่องจากว่าตั้งแต่ตัวเองถือกำเนิดขึ้นมา เขาก็ได้รับการดูแลและปกป้องจากคนคนนี้มาเป็นอย่างดี แม้จะไม่เคยเห็นหน้าผู้เป็นพ่อก็ตามที
แต่สำหรับเจ้านายที่ไม่เคยมีของแบบนี้มาตั้งแต่ชาติที่แล้ว จึงถือว่าเพียงแค่นี้ตัวเองก็ได้รับความอบอุ่นเพียงพอ เขาเลยไม่ได้สนใจว่าตัวเองจะมีพ่อหรือไม่
เจ้านายคิดได้เพียงแค่นั้น คำถามที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ เขาก็ได้คำตอบกลับมาเกือบจะทันที เพราะหลังจากที่เขานั้นกำลังคิดว่าเขาจะปกป้องผู้ชายคนนี้กับใคร
จู่ๆ บริเวณหน้าบ้านก็มีบุรุษไปรษณีย์มาส่งของ จึงทำให้ไอดินจำต้องสาวเท้าไปรับของ ทั้งๆ ที่ยังอุ้มลูกน้อยอยู่ในอ้อมกอดของตัวเอง
และด้วยเหตุนี้เองตอนแกะกล่องพัสดุ สิ่งที่ไอดินได้เห็นเจ้านายเองก็ได้เห็นทุกอย่างเต็มสองตาด้วยเช่นกัน
ทันทีที่แกะกล่องพัสดุออกมาได้ สิ่งที่เห็นก็ทำให้เจ้านายถึงกับเบิกตากว้างอย่างตกใจ เมื่อสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่ภายในบ้านซึ่งถูกทำลายจนแทบไม่มีชิ้นดี
พอได้เห็นเช่นนั้น ชายหนุ่มที่อุ้มเขาไว้ก็ทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้อย่างอ่อนกำลัง แล้วกำหมัดแน่น ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่า “อะไรกัน อุตส่าห์หนีมาอยู่ถึงที่นี่แล้ว ยังตามราวีอีกไม่เลิกอีกเหรอ”
ว่าจบไอดินก็จับจ้องมองข้าวของเหล่านั้นด้วยแววตาที่ไหวสั่น เพราะข้าวของเหล่านี้ล้วนเป็นของใช้ภายในบ้านของเขาเอง
โดยที่มีใครบางคนนั้นลอบเขามาหยิบฉวยไปตอนไหนก็ไม่อาจรู้ได้ อีกทั้งยังทำลายข้าวของที่หยิบฉวยไปแล้วส่งกลับมาให้อีกที
จึงทำให้เขารู้ว่าแม้จะพยายามหนีแทบตาย ถ้าหากคนคนนั้นไม่ยอมปล่อย เขาที่ไม่มีกำลังมากพอก็ไปไหนไม่ได้อยู่ดี
เจ้านายจ้องมองข้าวของตรงหน้า ภายในหัวก็ถูกกรอกข้อมูลบางอย่างเข้ามาอย่างช้าๆ ไม่ต่างจากภาพฉาย ซึ่งเป็นเรื่องราวของผู้เป็นมารดา ที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องเผชิญนั้นเคยเผชิญ
โดยที่ตัวของมารดาของเขานั้นเป็นจากเมืองอื่นที่จับพลัดจับผลูได้มาเรียนหนังสือในเมืองใหญ่ แต่เป็นเพราะด้วยความที่ไม่เคยรู้จักกับใคร และไม่เคยออกไปไหนมาไหนเลยสักครั้ง เลยทำไม่ให้โอเมก้าอย่างไอดินไม่รู้เลยว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยภยันตรายมากเพียงใด จึงทำให้ตัวเองตกลงไปอยู่ในหลุมพรางของคนนิสัยไม่ดีเข้าจนได้
วันหนึ่งในขณะที่เขากำลังเดินทางกลับที่พัก ก็ถูกนักเลงขาใหญ่ประจำถิ่นทำร้ายร่างกายเนื่องจากเป็นโอเมก้าเพศเดี่ยวที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดในโลกใบนี้
แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่ได้ใจร้ายกับไอดินมากมายจนเกินไป เนื่องจากว่าในเวลานั้นได้มีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยเขาเอาไว้
และในวันนั้นเองก็ทำให้ไอดินได้รู้จักกับ ‘เจ้าขุน’ ชายหนุ่มที่เป็นอัลฟ่าเพศเดี่ยวที่มีอายุแก่กว่าเขาประมาณสองปี โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีคุกคามเขาแต่อย่างใด
หลังจากวันนั้นไอดินก็ได้พูดคุยกับคนคนนี้เสมอมา โดยที่ฝ่ายคอยเทคแคร์และดูแลเป็นอย่างดี จนสุดท้ายหัวใจที่ไม่เคยมีความรักกับใครมาก่อนหน้านี้ก็เริ่มหวั่นไหว จนพลาดพลั้งมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันกับอีกฝ่าย
ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็ถูกแก้ไขด้วยความรักของเจ้าขุนที่มอบให้ด้วยเช่นกัน จนทำให้ไอดินรู้สึกว่าตัวของเขานั้นช่างโชคดีที่ได้เจอกับคนคนนี้ และวางแผนเอาไว้ว่าในอนาคตไม่ไกลพวกเขาทั้งคู่จะแต่งงานกัน
แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่งไอดินก็ได้รู้ว่า นักเลงที่เคยมาทำร้ายเขาในวันนั้น เป็นคนที่ลูกน้องคนสนิทของเจ้าขุนจ้างวานมา และที่ทำลงไปเช่นนั้นเพราะเป็นคำสั่งของผู้เป็นนาย
และเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางใจ เมื่อเขาได้ยินคนรักของตัวเองพูดกับเพื่อสนิทของตัวเองในห้องห้องหนึ่งว่า “ไอดินมันก็แค่ของฆ่าเวลาของฉัน ฉันเบื่อเมื่อไหร่ก็เขี่ยทิ้งเมื่อนั้นนั่นแหละ”
หลังจากที่ได้ยินคำพูดจากปากของอีกฝ่าย เรี่ยวแรงที่เคยมีอยู่ก็พลันหายไปจนร่างทั้งร่างทรุดลงนั่งอยู่ตรงนั้น เขาทำใจอยู่นานถึงจะสามารถพยุงร่างที่ไร้แรงให้หยัดกายยืนขึ้นมา
พอลุกขึ้นมาได้ไอดินก็ได้แต่ได้พาหัวใจที่รวดร้าว สาวเท้าเดินกลับไปที่พักด้วยสติที่ค่อนข้างเลื่อนลอย
เมื่อกลับมายังที่พักได้ ไอดินก็ต้องนั่งนิ่งๆ อยู่พักใหญ่ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ แล้วพ่นลมหายใจออกมาหนึ่งที
แล้วตั้งใจไว้ว่าจะถามเรื่องเหล่านี้กับเจ้าขุนให้กระจ่างใจ แต่เอาเข้าจริงพอได้เห็นหน้าของอีกฝ่าย เขาก็ถูกความใจดีของคนคนนั้น ทำให้ไอดินไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมา
ได้แต่เก็บนำความรู้สึกเหล่านี้เอาไว้อยู่ในใจตลอดเวลา จนกระทั่งวันเวลาล่วงเลยผ่านเลยไป จากเดือนกลายไปเป็นปี จึงทำให้เขาลืมเลือนเรื่องราวเหล่านี้ไปเสียสนิท
แต่ว่ากันว่ากาลเวลาเปลี่ยนผัน จิตใจคนย่อมเปลี่ยนแปลงไป และวันที่โชคชะตาของไอดินต้องพลิกเปลี่ยนอีกครั้งก็คืบคลานมาถึงจนได้
เมื่อจู่ๆ เจ้าขุนก็หายหน้าหายตาไป โดยที่ไม่สามารถติดต่อคนคนนี้ได้อีกเลย ไอดินที่เป็นห่วงอีกฝ่ายรู้สึกกระวนกระวายใจ เขาจึงพยายามเดินทางไปตามหาคนคนนี้ในสถานที่ที่คุ้นเคยอยู่หลายต่อหลายที
และด้วยเหตุนี้ก็ทำให้เขาได้รู้ในตอนนั้นคือเจ้าขุนคนรักของตัวเองกำลังจะแต่งงานกับโอเมก้าคนหนึ่ง ที่คนของตระกูลเลือกให้ เขาที่วิ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายแล้วถามว่าออกไปด้วยความไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดถึงทำกันถึงขนาดนี้
สุดท้ายสิ่งที่เขาได้รับกลับคืนมา คือสายตาที่แสนจะเย็นชาของคนที่เขารักสุดหัวใจส่งมาให้ ทำให้หัวจิตหัวใจของไอดินแตกสลายย่อยยับจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
ไอดินได้แต่ยกฝ่ามือขึ้นลูบท้องของตัวเองไปมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยแววตาสั่น พร้อมกับคำพูดสั้นๆ ว่า “ทำไม”
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้คำพูดอธิบายจากคนคนนี้มาเลยสักคำ ร่างทั้งร่างก็ถูกคนที่เขารักหมดใจเหวี่ยงออกมาอย่างไม่ไยดี
ส่งผลให้ไอดินได้แต่กัดฟันหยัดกายลุกขึ้น แล้วถามออกไปทันทีว่า “ทำไมกัน ทำไมพี่ขุนถึงทำกับผมแบบนี้” ก่อนตัวเองจะก้มมองช่วงท้องที่บัดนี้ได้มีอีกหนึ่งชีวิต กำลังถือกำเนิดขึ้นมาอยู่ในนั้น
แล้วเงยหน้าขึ้นจ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาสั่น พร้อมกับตวาดเสียงดังออกไปว่า “ทำไมกัน ไหนบอกว่าจะดูแล ไหนบอกจะไม่ทิ้งกัน แล้วนี่มันอะไร”
แต่คำตอบที่ได้กลับมาจากคนที่เขารักสุดหัวใจ คือคำพูดของอีกฝ่ายที่พูดออกมาอย่างเย็นชาว่า “ฉันเบื่อนายแล้ว มันก็แค่นั้น”
หลังจากที่ได้รับคำตอบจากคนตรงหน้า ไอดินก็สูดลมหายใจเย็นๆ เข้าลึกๆ แล้วพ่นลมหายใจยาวๆออกมาหนึ่งที แต่สุดท้ายเขาก็ไม่อาจกั้นความร้อนในร่างกายที่ก่อตัวขึ้นมานี้ได้อย่างใจ
กระบอกตาร้อนผ่าว ยากนักที่จะควบคุมมันได้ไหว สุดท้ายก็มีหยาดน้ำใสไหลอาบออกมา เขาพยักหน้าขึ้นลงอย่างเข้าใจ แล้วจ้องมองใบหน้าของคนที่เขารักมากอีกครั้ง พร้อมกับพยายามเค้นเสียงพูดออกไปอย่างลำบากว่า “ได้…ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราสองคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็แล้วกัน”
ว่าจบไอดินก็หมุนกายแล้วสาวเท้าเดินจากไป โดยที่ไม่ร้องขอความเห็นใจจากครอบครัวนี้เลยแม้แต่อย่างเดียว
แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่ไอดินตัดสินใจในวันนั้นจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะนอกจากผู้เป็นมารดาของเจ้าขุนจะไม่ยอมเลิกยุ่งกับเขาง่ายๆ ยิ่งอีกฝ่ายรู้ว่าเขาให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่งออกมา ก็ยิ่งตามราวีไม่เลิกรา เพราะเกรงว่าเขาจะใช้ลูกชายกลับไปร้องขอความเห็นใจจากบุตรชายตน
หลังจากที่ได้เห็นเรื่องราวของไอดินที่พรั่งพรูเข้ามาในหัวไม่หยุดหย่อน เจ้านายก็ได้แต่ทอดถอนลมหายใจออกมาหนึ่งที แล้วอดไม่ได้ที่จะสบถอยู่ในใจว่า ‘ไม่ว่าอยู่ในโลกใบไหน ก็หนีเรื่องชนชั้นสัปปะรังเคนี้ไม่พ้น’
แต่แล้วในขณะที่เจ้านายนั่งถึงเรื่องต่างๆ ของมารดาที่เกิดขึ้นมา จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงไอดินพ่นลมหายใจออกมาหนึ่งที
ก่อนชายหนุ่มจะยื่นฝ่ามือมากุมศีรษะของเขาเอาไว้ แล้วหันมาพูดด้วยรอยยิ้มบางว่า “ว๊าแย่จัง ทำไมวันนี้คุณลุงช่างที่หม่าม๊าส่งของไปซ่อม เขาซ่อมของใช้ให้หม่าม๊าไม่ได้ ก็เลยต้องส่งคืนมาแบบนี้ ไม่นึกเลยว่าจะซ่อมไม่ได้ถึงขนาดนี้นะเนี่ย”
แม้อีกฝ่ายจะพูดขึ้นมาเพราะไม่อยากให้เด็กอย่างเขาที่เห็นภาพตรงหน้าเกิดอาการหวาดกลัวต่อสิ่งที่เห็น แต่ถึงอย่างนั้นเจ้านายก็รู้ดีว่าสิ่งที่เกิดมาในวันนี้คือสิ่งใด
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังอยากให้ภารกิจนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี และตัวเขาก็จะได้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เขาจึงพูดตามน้ำไปว่า “ยุงจ่างจ่อม…ไม่ได้…หยอ ฮับ (ลุงช่างซ่อมไม่ได้เหรอครับ)”
“ใช่ครับลุงช่างซ่อมไม่ได้ ก็เลยส่งกลับมาให้หม่าม๊า”
ยามได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายเจ้านายก็เผยรอยยิ้มกว้างออกมา ก่อนจะยื่นมือเล็กๆ ทั้งสองข้างไปจับกล่องพัสดุเอาไว้ แล้วพูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า “ให้นายนายจ่อม นายนายจ่อมเป็น (ให้นายนายซ่อม นายนายซ่อมเป็น)” พร้อมกับส่งยิ้มแฉ่งไปให้ผู้เป็นมารดาอีกที
ส่งผลให้ไอดินอดไม่ได้ที่จะส่ายศีรษะไปมา พร้อมกับยิ้มขำให้กับท่าทางของอีกฝ่าย ก่อนเจ้าตัวจะยกขึ้นมือขึ้นไปจับศีรษะของเด็กน้อยตรงหน้าพร้อมกับโยกเบาๆ ไปมา แล้วกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่มว่า “ไว้ให้เจ้านายโตกว่านี้อีกหน่อย หม่าม๊าจะให้ผมซ่อมให้นะครับ แต่ตอนนี้เจ้านายยังเด็ก เดี๋ยวของพวกนี้จะบาดมือเอา”
พอได้เห็นท่าทางของคนตรงหน้า เจ้านายก็ทำสีหน้าผิดหวังออกมาเล็กน้อย แต่ก็ยอมพยักหน้าลงอย่างเข้าใจ ก่อนจะยอมปล่อยมือจากกล่องพัสดุตรงหน้า เพื่อให้ผู้เป็นมาเป็นมารดาได้เก็บกลับไปแต่โดยดี
เมื่อเห็นว่าบุตรชายตัวเองยินยอมปล่อยของตรงหน้าอย่างว่าง่าย ไอดินก็ยกกล่องกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาทันที แล้วเอาไปเก็บในที่ลับสายตา
หลังจากที่จัดการกับของที่ถูกใครบางคนส่งมาเรียบร้อยแล้ว ไอดินก็เหลียวหน้าหันมามองเจ้าตัวแสบของบ้าน ก่อนจะพูดออกไปว่า “หม่าม๊าเก็บของแล้ว ถึงเวลาที่เจ้านายจะต้องอาบน้ำแล้วนะครับ เพราะเดี๋ยวหม่าม๊าจะพาเจ้านายไปเที่ยวห้างสรรพสินค้ากัน”
เจ้านายที่ได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย จึงพยักหน้าลงเป็นคำตอบกลับไป พร้อมกับยื่นขวดนมเปล่าไปให้คนตรงหน้า แล้วถามออกไปว่า “ขอนายนาย…จิน…จินนมอีกจวดนะฮับ (ขอนายนายกินนมอีกขวดนะครับ)”
สิ้นเสียงดังกล่าวไอดินจึงส่ายศีรษะไปมา แล้วตอบกลับไปว่า “ตอนนี้เจ้านายต้องอาบน้ำกินข้าวก่อนนะครับ แล้วค่อยกินนมนะโอเคไหมครับ เดี๋ยวหม่าม๊าจะชงให้”
ได้ยินเช่นนั้นเจ้านายจึงหลุบสายตามองขวดนมที่ถืออยู่ในมืออย่างชั่งใจ แม้จะรู้สึกหิวนมจนทนไม่ไหว
แต่เป็นเพราะตัวเองไม่อยากให้คนตรงหน้าต้องลำบากใจ เขาจึงพยักหน้าลงเป็นคำตอบกลับไปพร้อมกับพูดออกมาด้วยถ้อยคำสั้นๆ ว่า “ฮับ…อาบ…น้ำจินจ้าว แล้วต้อยจิน (ครับอาบน้ำกินข้าวแล้วค่อยกิน)”
พอเห็นว่าเด็กน้อยตรงหน้าไม่ได้มีท่าทีต่อต้านอะไร ไอดินก็เผยรอยยิ้มบางออกมาอย่างพอใจ และชื่นชมคนตัวเล็กกว่าที่เป็นคนว่านอนสอนง่ายไม่งอแงเหมือนเด็กทั่วๆ ไป
เขาจึงรับขวดในมือของอีกฝ่ายไปล้างทำความสะอาดไว้ เพื่อที่หลังจากที่จัดการกับมื้อเช้าของเจ้าลูกชายตัวแสบเรียบร้อยแล้วจะได้ชงนมให้เลยทันที