โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักวิชาการชี้ อัตลักษณ์การเมืองไทยยุคต่อไป "ครอบครัว" กลายเป็นองค์กรการเมือง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 24 มี.ค. 2565 เวลา 10.23 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. 2565 เวลา 10.23 น.

วันที่ 24 มีนาคม 2565 รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผอ.หลักสูตรปริญญาเอกสาขาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา นิด้า ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่ออัตลักษณ์ทางการเมืองไทยต่อไปที่จะเกิดขึ้น หลังการเปิดตัว “ครอบครัวเพื่อไทย” ของพรรคเพื่อไทย และการยกให้ “น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร” บุตรสาวของดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นเป็นประธานครอบครัวเพื่อไทย ทำให้ถูกจับตามองจากหลายฝ่ายถึงสถานะที่ทำให้ลูกสาวของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพลต่อการเมืองไทยกลายเป็นว่าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีท่ามกลางนักการเมืองรุ่นใหญ่หลายคนที่หมายมุ่งจะเป็นนายกรัฐมนตรีว่า

เมื่อ “ครอบครัว” กลายเป็น องค์กรทางการเมือง

การเลือกตั้งปี 2562 พรรคเพื่อไทยใช้ยุทธศาสตร์ “ทวิพรรค” ตั้งพรรคคู่ขนานในนาม พรรคไทยรักษาชาติ เพื่อตอบสนองระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ยุทธศาสตร์นั้นเกือบประสบความสำเร็จ และอาจทำให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ ทว่ากลับพลิกผันล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงและทำให้พรรคเพื่อไทยต้องเป็นฝ่ายค้านอย่างยาวนาน

นั่นเป็นเพราะ Surprise Strategy ที่มาจากอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย จนเป็นเหตุให้พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ อันที่จริง Surprise Strategy เป็นยุทธศาสตร์ที่คู่แข่งคาดไม่ถึง และตั้งรับไม่ทันจนต้องพ่ายแพ้ไป แต่ทว่า Surprise Strategy ในครั้งนั้นกลับส่งผลกระทบย้อนกลับอย่างรุนแรงต่อผู้คิดยุทธศาสตร์ จนประสบความพ่านแพ้อย่างไม่คาดฝันเช่นกัน

การเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยคิด “ยุทธศาสตร์ทวิองค์กร” ขึ้นมาใต้ชื่อยุทธศาสตร์ “ครอบครัวเพื่อไทย” เพื่อตอบสนองข้อจำกัดของกฎหมายพรรคการเมือง ที่ต้องเสียค่าสมัครสมาชิก ขณะที่ครอบครัวเพื่อไทย ประชาชนสมัครฟรีและสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

พรรคเพื่อไทยในยุคนี้จึงมีโครงสร้างองค์กร 2 แบบดำรงอยู่คู่ขนาน “พรรคเพื่อไทย” ในฐานะที่เป็นองค์กรทางการ กับ “ครอบครัวเพื่อไทย” ในฐานะองค์กรที่ไม่เป็นทางการ

เป้าหมายสำคัญที่แจ้งต่อสาธารณะของครอบครัวเพื่อไทยคือ การมุ่งหวังดึงคนเก่าแก่ที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทย แต่กระจายซ่านเซ็นออกไปด้วยปัจจัยนานัปประการกลับคืนมาเลือกพรรคเพื่อไทยเช่นเดิม เพื่อให้ได้ 14 ล้านเสียง ชนะการเลือกตั้งแบบท่วมท้น และยึดอำนาจรัฐได้

การคิดเช่นนี้เป็นการคาดการณ์ในทำนองว่า ผู้ที่สมัครเป็นครอบครัวเพื่อไทยจะเลือกพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า หรือคิดว่าคนในครอบครัวต้องมีความคิดเหมือนกัน และทำในสิ่งที่หัวหน้าครอบครัวบอกทำ

พรรคเพื่อไทยได้เลือก “บุคคลยุทธศาสตร์” คือ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร เป็นหัวหน้าครอบครัว หรือหัวหน้าองค์กรนี้ เป็นการเลือกทายาททางสายเลือดของบุคคลที่ได้การยกย่องจากสมาชิกพรรคว่าเป็นอดีตหัวหน้าครอบครัว

ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็ง เพราะยากแก่การปฏิเสธความจริงที่ว่า ความนิยมหลักที่พรรคเพื่อไทยได้รับจากประชาชนมาจากความนิยมในตัวนายทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นบิดาของ น.ส. แพทองธาร

แต่ปมปัญหาคือ การยก น.ส. แพทองธาร ซึ่งอ่อนทั้งอายุและประสบการณ์ทางการเมือง เป็นหัวหน้าครอบครัว ดูไม่เข้ากับอีกมุมหนึ่งของค่านิยมเรื่องการเคารพผู้อาวุโสของครอบครัวไทยเท่าไรนัก

คำถามอีกอย่างหนึ่ง เมื่อมีองค์กรคู่ขนานเช่นนี้เกิดขึ้นคือ ระหว่างหัวหน้าพรรค หรือ หัวหน้าครอบครัว มีอำนาจมากกว่า (แต่ดูกิริยานอบน้อมที่ หัวหน้าพรรคแสดงต่อหัวหน้าครอบครัว ในวันแถลงยุทธศาสตร์ครอบครัวเพื่อไทยแล้ว ดูเหมือนว่าหัวหน้าครอบครัวอาจมีอำนาจเหนือกว่า)

และการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่าง “ครอบครัว” กับ “พรรค” จะจัดวางอย่างไร พรรคเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว หรือ ครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของพรรค

ภายใต้การออกแบบองค์กรการเมืองเช่นนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่า ในการเมืองไทยในอนาคตจะมีปรากฎการณ์ของการผสานของโครงสร้างแบบไตรอำนาจอย่างชัดเจนระหว่าง “อำนาจครอบครัว” “อำนาจพรรค” และ “อำนาจรัฐ”

การเมืองแบบ “ครอบครัว พรรค และรัฐ” อาจก่อรูปเป็นอัตลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของการเมืองไทยในยุคต่อไปก็เป็นได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...