โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“เบสเซนต์” ขึ้นแท่นขุนคลังสหรัฐสายแทรกแซงตลาดมากสุดในรอบหลายทศวรรษ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“เบสเซนต์” เปิดเกมสกัดบอนด์ยีลด์ ทั้งเพิ่มซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวอย่างน้อย 2 เท่า และแทรกแซงตลาดเยน ขึ้นแท่นขุนคลังสหรัฐแทรกแซงตลาดหนักสุดในรอบหลายทศวรรษ

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 04.37 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ กำลังถูกจับตามองในฐานะ รัฐมนตรีคลังที่เข้าแทรกแซงตลาดการเงินมากที่สุดคนหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ หลังเดินหน้ามาตรการหลายด้านเพื่อสกัดการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวของสหรัฐ ตั้งแต่เพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว ไปจนถึงการเข้าแทรกแซงตลาดเงินเยนร่วมกับญี่ปุ่น

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันพุธ หลังเพิ่งประกาศแผนซื้อคืนพันธบัตรไปเพียง 2 สัปดาห์ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศว่าจะเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10-30 ปี อย่างน้อย 2 เท่า เพื่อช่วยรับมือแรงกดดันในตลาดพันธบัตรระยะยาว

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังยังเปิดทางให้มีความเป็นไปได้ที่จะลดการออกพันธบัตรระยะยาว ขณะที่เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม เบสเซนต์กำกับดูแลการเข้าซื้อเงินเยนของทางการสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ทศวรรษ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการช่วยลดความจำเป็นที่ญี่ปุ่นจะต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัที่ถือครองอยู่ เพื่อนำเงินไปใช้แทรกแซงค่าเงินเยน

มาร์ก โซเบล อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันอยู่กับ OMFIF ระบุว่า เบสเซนต์มีแนวทางที่เป็นนักเคลื่อนไหวในตลาดอย่างชัดเจน และสะท้อนภูมิหลังของเขาที่เคยทำงานในอุตสาหกรรมเฮดจ์ฟันด์ โดยมองว่าแรงจูงใจสำคัญคือความกังวลของรัฐบาลต่อการเพิ่มขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว

ความกังวลของรัฐบาลเพิ่มขึ้นหลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี ซึ่งเบสเซนต์เคยใช้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญ ปรับขึ้นเหนือระดับก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะกลับเข้าสู่ทำเนียบขาว

แรงขายพันธบัตรในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากภาวะวิกฤตฉับพลัน แต่สะสมต่อเนื่องจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และการขาดดุลงบประมาณในระดับสูง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังอยู่ในระดับสูง และกลายเป็นแรงกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน

แนวทางของเบสเซนต์ยังสร้างคำถามเกี่ยวกับหลักการดั้งเดิมของกระทรวงการคลังสหรัฐที่พยายามดำเนินนโยบายการออกพันธบัตรอย่างสม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ (regular and predictable) เพื่อไม่สร้างความประหลาดใจให้กับตลาด

เกรกอรี ฟาราเนลโล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และการซื้อขายอัตราดอกเบี้ยสหรัฐของ AmeriVet Securities มองว่า การประกาศเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรสวนทางกับหลักการดังกล่าว และสารที่รัฐบาลกำลังส่งถึงตลาดค่อนข้างชัดเจน นั่นคือ ต้องการหยุดการเพิ่มขึ้นของบอนด์ยีลด์

ประเด็นดังกล่าวยิ่งน่าสนใจ เนื่องจากในอดีตเบสเซนต์เคยเป็นหนึ่งในผู้วิจารณ์แนวทางของ เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังคนก่อน หลังรัฐบาลสหรัฐในปี 2566 ปรับการออกพันธบัตรเพื่อช่วยลดแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทน โดยฝ่ายรีพับลิกันบางส่วนในขณะนั้นมองว่าเป็นการใช้นโยบายเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนจำนวนหนึ่งตั้งคำถามว่า มาตรการแทรกแซงตลาดจะสามารถกดต้นทุนการกู้ยืมได้อย่างยั่งยืนเพียงใด เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานที่ผลักดันบอนด์ยีลด์ขึ้นยังไม่ได้รับการแก้ไข

ก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2569 ราว 2 เดือน สหรัฐมียอดขาดดุลงบประมาณสะสมแล้ว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน โดยรายจ่ายถูกผลักดันจาก Social Security, Medicare, Medicaid และดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ ขณะที่รายจ่ายด้านกลาโหมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และพรรครีพับลิกันยังพิจารณาการลดภาษีเพิ่มเติม

โรบิน บรูกส์ นักวิจัยอาวุโสจาก Brookings Institution มองว่า แทนที่รัฐบาลจะแก้ปัญหาพื้นฐานด้วยการลดหนี้และควบคุมการขาดดุลงบประมาณ กลับเลือกใช้แนวทางที่มีลักษณะเหมือนพยายามจัดการเส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve)

มาตรการล่าสุดของเบสเซนต์ส่งผลต่อตลาดทันที โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี ลดลงประมาณ 6 Basis Points ในการซื้อขายช่วงบ่ายที่นิวยอร์ก ขณะที่บอนด์ยีลด์อายุ 30 ปีลดลงเกือบ 9 Basis Points

อย่างไรก็ตาม กาย มิลเลอร์ หัวหน้านักกลยุทธ์ของ Zurich Insurance เตือนว่า การแทรกแซงลักษณะนี้อาจมีพลังในการขับเคลื่อนตลาดในระยะหนึ่ง แต่ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างไม่มีกำหนด หากรัฐบาลยังไม่แก้ปัญหานโยบายการคลังที่เป็นต้นเหตุ

ขณะที่ ปีเตอร์ บูควาร์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Onepoint Bfg สรุปว่า เบสเซนต์กำลังเปิดศึกพร้อมกันกับตลาดขนาดมหึมาถึงสองแห่ง คือ ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งถือเป็นเกมที่ท้าทายอย่างมาก

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...