“สามารถ” ยินดี “อนุทิน” พ้นข้อครหา ชู กกต.กลั่นกรองหลักฐาน ย้ำ 77 รายยังไม่ใช่ผู้กระทำผิด
วันที่ 15 ก.ย.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า สามารถยินดี “นายกฯ อนุทิน” พ้นข้อครหา ไร้มลทินจากข้อกล่าวหาในสำนวนนี้ — กกต.คืนความเป็นธรรม “กกต.ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์” หลักฐานไม่ถึงต้องกล้ายก หลักฐานถึงต้องกล้าส่ง ชื่นชมประธาน กกต กล้ายืนบนหลักนิติธรรม
หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ในสำนวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ผมขอแสดงความยินดีกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตลอดจนรัฐมนตรี กรรมการบริหารพรรค และบุคคลที่ กกต.พิจารณาแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะดำเนินการต่อ คนเหล่านี้ถูกตั้งคำถาม ถูกกล่าวหา และถูกโยงทางการเมืองมาเป็นเวลานาน วันนี้เมื่อองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า หลักฐานไม่เพียงพอ สังคมก็ต้องคืนความเป็นธรรมให้เขาเช่นเดียวกัน ผมจึงใช้คำว่า “พ้นข้อครหา ไร้มลทินจากข้อกล่าวหาในสำนวนส่วนนี้” ไม่ใช่การบอกว่าศาลมีคำพิพากษารับรองความบริสุทธิ์ เพราะกระบวนการไม่ได้มาถึงขั้นนั้น แต่หมายถึงข้อกล่าวหาที่ถูกโยงมาถึงบุคคลเหล่านี้ เมื่อผ่านการกลั่นกรองของ กกต.แล้ว พยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะดำเนินการต่อ สำหรับนายกรัฐมนตรี ผมถือว่านี่เป็น “ของขวัญแห่งความยุติธรรม” จากนี้รัฐบาลควรวางเรื่องการเมืองไว้ข้างหลัง แล้วเดินหน้าทำงานแก้ปัญหาปากท้องและประเทศให้ประชาชนอย่างเต็มกำลัง แต่ กกต.ไม่ได้ “ยกหมด” — 77 รายยังถูกดำเนินการ ต้องพูดข้อเท็จจริงให้ครบด้วย กกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญารวม 77 ราย โดยในจำนวนนี้มี ส.ว.ปัจจุบัน 26 ราย ดังนั้น ใครจะพูดว่า “กกต.ช่วยหมด” ก็ต้องตอบให้ได้ว่า แล้ว 77 คนนี้คืออะไร? และใครจะพูดว่า “ไม่มีคนการเมืองโดนเลย” ก็ต้องอธิบายให้ได้ว่า ส.ว.ปัจจุบัน 26 คนอยู่ตรงไหนในระบบการเมือง ผมยังไม่ได้บอกว่า 77 คนนี้ผิด ตรงกันข้าม ผมจะปกป้องสิทธิของทั้ง 77 คนด้วย เพราะ การถูก กกต.ดำเนินการต่อ ไม่ใช่คำพิพากษาว่ากระทำผิด นี่คือหลักเดียวกันที่ต้องใช้กับทุกคน “กกต.ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์” ผมขออธิบายให้พี่น้องประชาชนเข้าใจง่าย ๆ ในมิติของ การกลั่นกรองพยานหลักฐานก่อนนำเรื่องเข้าสู่ศาล ผมมองบทบาทของ กกต.ว่าเสมือนหลักการทำงานของ องค์กรอัยการ ผมไม่ได้หมายความว่า กกต.กับอัยการมีสถานะหรืออำนาจตามกฎหมายเหมือนกันทุกประการ เพราะเป็นคนละองค์กร แต่หลักคิดสำคัญเหมือนกันคือ “ทั้ง กกต.และอัยการ ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์” ชาวบ้านรู้ครับว่า เมื่อตำรวจส่งสำนวนให้อัยการ อัยการไม่ได้มีหน้าที่รับสำนวนแล้วฟ้องทุกคน อัยการต้องอ่านสำนวน ตรวจข้อเท็จจริง ตรวจข้อกฎหมาย ตรวจพยานหลักฐาน แล้วจึงใช้อำนาจตามกฎหมายว่าจะ ฟ้องหรือไม่ฟ้อง ถ้าหลักฐานไม่พอ จะบอกว่า “ฟ้องไปก่อน เดี๋ยวศาลยกเอง” ไม่ได้ครับ ถ้าคิดแบบนั้น แล้วเราจะมีชั้นกลั่นกรองของอัยการไว้ทำไม? กกต.ก็เช่นเดียวกันในหลักคิดเรื่องการกลั่นกรอง เมื่อกฎหมายให้อำนาจสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัย กกต.ก็ต้องชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ไม่ใช่มีใครเอ่ยชื่อใครขึ้นมาแล้วต้องจับชื่อนั้น ใส่ซองส่งศาล คำอธิบายของ กกต.ต่อสาธารณะครั้งนี้ก็ใช้หลักคิดชัดเจนว่า “กกต.ไม่ใช่ศาล และก็ไม่ใช่ไปรษณีย์” ผมเห็นด้วยครับ เพราะถ้ารับชื่อมาแล้วต้องส่งศาลทั้งหมด แล้วจะมีการไต่สวนไว้ทำไม? มีพยาน ไม่ได้แปลว่า “พยานน่าเชื่อถือ” การพิจารณาพยานไม่ใช่การแข่งขันนับจำนวนปาก ต้องดูว่าพยานรู้เห็นเองหรือฟังต่อมา คำให้การสอดคล้องกันหรือไม่ มีส่วนได้เสียหรือไม่ มีแรงจูงใจหรือความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ และที่สำคัญ มีเอกสาร วัตถุพยาน เส้นทางการเงิน หรือหลักฐานแวดล้อมสนับสนุนหรือไม่ เพราะ มีพยาน ≠ พยานน่าเชื่อถือ การชั่งน้ำหนักพยาน ไม่ใช่เพียงถามว่า “มีคนมาให้การหรือไม่” แต่ต้องถามต่อว่า พยานคนนั้นเป็นใคร รู้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเองหรือไม่ มีส่วนได้เสียหรือไม่ มีความสัมพันธ์หรือความขัดแย้งกับผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ และมีหลักฐานอิสระอื่นสนับสนุนคำให้การหรือไม่ หากพยานบางรายมีสถานะเป็น ผู้สมัคร ส.ว. ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการเมือง หรือเคยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคการเมืองที่อยู่คนละฝ่ายกับผู้ถูกกล่าวหา ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ได้ทำให้คำให้การ “ใช้ไม่ได้” โดยอัตโนมัติ แต่เป็นปัจจัยที่ผู้วินิจฉัยต้องนำมาประกอบการชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบว่า พยานมีส่วนได้เสีย มีแรงจูงใจ หรือมีเหตุอื่นที่อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือหรือไม่ ยิ่งถ้าคำให้การของพยานปากนั้นเป็น หลักสำคัญในการโยงบุคคลอื่นเข้าสู่ข้อกล่าวหา ยิ่งต้องถามว่า มีภาพถ่าย เอกสาร เส้นทางการเงิน ข้อมูลการติดต่อ พยานบุคคลอื่น หรือหลักฐานภายนอกที่เป็นอิสระมาสนับสนุนหรือไม่ เพราะกระบวนการยุติธรรมไม่ได้วัดกันที่จำนวนคนกล่าวหา แต่วัดกันที่น้ำหนักของพยานหลักฐาน ถูกกล่าวหา ≠ กระทำผิด กระแสสังคมเชื่อ ≠ ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว นี่ต่างหากคือหน้าที่ของผู้ไต่สวนและผู้วินิจฉัย แล้ว 229 คนที่เรียกร้องกันล่ะ? ก่อนวันลงมติ มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย iLaw เองเผยแพร่ข้อมูลรายชื่อ 229 ราย และก่อนวันลงมติก็มีการจัดกิจกรรมเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการครบ 229 ราย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันข้อเรียกร้องดังกล่าว ขณะที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ “ไอติม” ก็ออกมาเรียกร้องให้ กกต.ส่ง 229 รายเข้าสู่กระบวนการศาล โดยให้เหตุผลว่า กกต.ไม่ควรทำหน้าที่เสมือนศาลเสียเอง ผมเคารพสิทธิในการตรวจสอบและแสดงความคิดเห็นครับ แต่ผมเห็นต่างในหลักการ เพราะ รายชื่อผู้ถูกกล่าวหา ไม่เท่ากับรายชื่อผู้ที่พยานหลักฐานเพียงพอให้ดำเนินการ หากมีชื่อ 229 คนแล้ว กกต.ต้องส่ง 229 คนโดยอัตโนมัติ ก็ไม่ต้องมีการกลั่นกรอง นี่แหละครับที่ผมบอกว่า “กกต.ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์” ผมเปิดข้อสอบไว้ก่อนแล้ว — “ถ้าส่ง ส.ว. ไม่เกิน 50” ก่อนรู้ผล ผมเคยวิเคราะห์ไว้ว่า “อาจไม่ส่งเลย แต่ถ้าส่ง ส.ว. ผมให้น้ำหนักไม่เกิน 50 คน” วันนี้ผลออกมา ส.ว.ปัจจุบัน 26 คน ผมไม่ได้รอผลแล้วค่อยมานั่งอธิบายย้อนหลัง ผมเปิดข้อสอบไว้ก่อนผลออก เพื่อให้ประชาชนและสื่อมวลชนตรวจได้ นี่คือวิธีวิเคราะห์การเมืองของผม — พูดก่อนเห็นเฉลย แต่ 26 ส.ว.ไม่ใช่จุดจบ — มาตรฐานเดียวกันต้องใช้กับ “ส.ว.ทุกสี” ตรงนี้ผมขอเรียกร้องต่อ กกต.และ DSI อย่างจริงจัง วันนี้เมื่อ กกต.พิจารณาแล้วมีมติให้ดำเนินการต่อ ส.ว.ปัจจุบัน 26 คน ก็ให้กระบวนการเดินหน้าตามกฎหมาย แต่เมื่อใช้หลักเกณฑ์นี้กับ 26 คนแล้ว ต้องใช้หลักเดียวกันกับ ส.ว.ทุกกลุ่ม หากมีคำร้องหรือข้อกล่าวหาเกี่ยวกับ ส.ว.อีกกลุ่มหนึ่งที่ในทางการเมืองเรียกกันว่า “ส.ว.สีส้ม” ก็ต้องได้รับการพิจารณาด้วยมาตรฐานเดียวกัน ผมไม่ได้กล่าวหาว่า ส.ว.สีส้มผิด เพราะหลักที่ผมเรียกร้องให้ใช้กับ 77 ราย ก็ต้องใช้กับ ส.ว.สีส้มเช่นกัน ผมถามเพียงว่า ถ้าพฤติการณ์เหมือนกัน จะใช้มาตรฐานเดียวกันหรือไม่? ถ้าหลักฐานถึง — ดำเนินการ ถ้าหลักฐานไม่ถึง — ยกคำร้อง ไม่ว่าจะ สีน้ำเงิน สีส้ม สีแดง หรือสีใด นี่คือหลักนิติธรรม DSI ก็ต้องตอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน ผมขอฝากถึง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ถ้าพฤติการณ์หรือข้อมูลประเภทหนึ่งถูกนำมาใช้ตรวจสอบ ส.ว.กลุ่มหนึ่ง เมื่อพบข้อกล่าวหาหรือพฤติการณ์ลักษณะเดียวกันกับอีกกลุ่มหนึ่ง ก็ต้องตรวจสอบบนฐานข้อเท็จจริงและมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ ฝ่ายหนึ่งทำ — กลายเป็นหลักฐาน แต่พออีกฝ่ายมีพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกัน — กลับไม่ตรวจ ถ้าเกิดสองมาตรฐานขึ้นเมื่อใด สิ่งที่เสียหายไม่ใช่แค่คดี แต่คือ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม ผมจึงขอเรียกร้องตรง ๆ **อย่าเลือกปฏิบัติ อย่ากลั่นแกล้ง อย่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง** และอย่าลืม — 77 รายยังเป็นผู้ถูกกล่าวหา ไม่ใช่ผู้กระทำผิด เมื่อผมเรียกร้องให้ตรวจทุกฝ่ายด้วยมาตรฐานเดียวกัน ผมก็ต้องปกป้องสิทธิของ 77 ราย ด้วย โดยเฉพาะส่วนที่เป็นคดีอาญา หลักรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสอง วางหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด ดังนั้น ถูกกล่าวหา ≠ ผิด กกต.มีมติให้ดำเนินการ ≠ ผิด เข้าสู่กระบวนการศาล ≠ ศาลพิพากษาว่าผิด อย่าเอารายชื่อ 77 คนไปแขวนประจานหรือพิพากษาผ่านหน้าสื่อ เพราะนี่แหละครับคือเหตุผลที่คำว่า “ส่งไปก่อน เดี๋ยวศาลยกเอง” เป็นวิธีคิดที่ผมไม่เห็นด้วย ชื่อเสียง หน้าที่การงาน ครอบครัว และสิทธิของคนคนหนึ่งอาจถูกทำลายตั้งแต่วันที่มีชื่อในข่าว ทั้งที่ท้ายที่สุดอาจพิสูจน์ไม่ได้ว่าเขากระทำผิด ผมมองเรื่องนี้ทั้งนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และสถาปัตยกรรมศาสตร์ นิติศาสตร์สอนให้ผมดู กฎหมาย ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐาน รัฐศาสตร์สอนให้ผมดู อำนาจ ผลประโยชน์ ความสัมพันธ์ และแรงจูงใจ ส่วนวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์สอนผมว่า “อาคารจะสูงแค่ไหนไม่สำคัญ ถ้าฐานรากรับน้ำหนักไม่ได้” กระบวนการยุติธรรมก็เช่นเดียวกัน คำกล่าวหา คือแบบร่าง พยานหลักฐาน คือฐานราก คำวินิจฉัย คืออาคาร ถ้าฐานรากรับน้ำหนักไม่ได้ ต่อให้แบบร่างสวยเพียงใด ต่อให้กระแสการเมืองดังแค่ไหน อาคารก็สร้างต่อไม่ได้ แต่ถ้าฐานรากแข็งแรง พยานหลักฐานไปถึงใคร ก็ต้องดำเนินการกับคนนั้น สุดท้าย — “หอก” ที่พุ่งไปหาคนอื่น อาจย้อนกลับมาหาเจ้าของหอก ผมขอฝากถึง ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ แห่ง iLaw และพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม รวมถึงทุกฝ่ายที่เคยเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการ 229 ราย การตรวจสอบเป็นสิทธิครับ แต่ต้องจำหลักสำคัญไว้ว่า “มาตรฐานที่คุณเรียกร้องให้ใช้กับคนอื่นในวันนี้ คุณก็ต้องยอมรับให้ใช้กับฝ่ายที่คุณสนับสนุนในวันหน้า” วันนี้เรียกร้องให้ตรวจ ส.ว.สีน้ำเงินอย่างเข้มข้น — ตรวจเลยครับ หลักฐานถึงก็ดำเนินการ แต่ถ้าวันหนึ่งมีคำร้องหรือข้อกล่าวหาเกี่ยวกับ ส.ว.สีส้ม ก็ต้องเปิดทางให้ กกต.และ DSI ตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพราะเมื่อคุณเรียกร้องให้สร้าง “หอกแห่งมาตรฐานทางกฎหมาย” ขึ้นมาแล้ว หอกเล่มนั้นต้องใช้กติกาเดียวกันกับทุกคน “หอกที่พยายามพุ่งไปใส่คนอื่น วันนี้อาจวกกลับมาตรวจสอบฝ่ายของเจ้าของหอกเอง”ซึ่งผมเคยเตือนแล้ว หลายครั้ง นี่ไม่ใช่คำขู่ ไม่ใช่การบอกว่ายิ่งชีพผิด ไม่ใช่การบอกว่าพริษฐ์ผิด และไม่ใช่การบอกว่า ส.ว.สีส้มผิด แต่มันคือคำเตือนเรื่อง หลักนิติธรรม คุณไม่สามารถเรียกร้องกติกาชุดหนึ่งเพื่อใช้กับฝ่ายตรงข้าม แล้วขอกติกาอีกชุดหนึ่งเมื่อมาตรฐานเดียวกันกำลังถูกนำมาใช้ตรวจสอบฝ่ายที่คุณสนับสนุน ผมจึงยืนยันหลักเดียวกับทุกฝ่าย **หลักฐานถึง — ดำเนินการ หลักฐานไม่ถึง — ให้ความเป็นธรรม ถูกดำเนินการ — ให้สิทธิต่อสู้ จะเรียกว่า “ผิด” — ต้องผ่านการพิสูจน์ตามกฎหมาย** อย่าเลือกปฏิบัติ อย่ากลั่นแกล้ง อย่าใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเมืองอาจมีฝ่าย แต่ความยุติธรรมต้องไม่มีสี และ กฎหมายฉบับเดียวกัน ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน นี่ต่างหากที่ผมเรียกว่า “หลักนิติธรรม”