‘ราช กรุ๊ป’ ทุ่มงบหมื่นล้าน ขยายพอร์ตโรงงานไฟฟ้า รุก Data Center เร่งศึกษา SMR รับเทรนด์พลังงานสะอาด
ราช กรุ๊ป หรือ RATCH กำลังขยับธุรกิจพลังงานไปสู่โอกาสใหม่มากขึ้น จากเดิมที่มีโรงไฟฟ้าเป็นธุรกิจหลัก วันนี้บริษัทเริ่มต่อยอดทั้งการใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า การลงทุนพลังงานทดแทน การเจาะตลาด Data Center ไปจนถึงการศึกษาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR
ทั้งหมดอยู่ภายใต้กลยุทธ์ 5S ที่บริษัทใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ โดยปี 2569 ตั้งเป้า EBITDA แตะ 15,000 ล้านบาท และต้องการเพิ่มรายได้จากพลังงานทดแทนให้ไม่น้อยกว่า 15% ของรายได้รวม
โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา RATCH ทำ EBITDA ได้แล้ว 7,620 ล้านบาท มีรายได้จากการดำเนินงานราว 26,000 ล้านบาท และกำไรสุทธิประมาณ 2,600 ล้านบาท พร้อมเตรียมงบลงทุน 10,000 ล้านบาทสำหรับทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่
[ ใช้ AI จับความผิดปกติ ก่อนโรงไฟฟ้าหยุด ]
‘นิทัศน์ วรพนพิพัฒน์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทจะเดินหน้าทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์ที่มีอยู่ และการลงทุนในธุรกิจใหม่ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว
หนึ่งในวิธีที่ RATCH จะใช้ในเติบโตในระยะยาวคือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยธุรกิจ คือการใช้ AI กับงานซ่อมบำรุง โดยพัฒนาระบบ Predictive Maintenance ที่ช่วยจับสัญญาณความผิดปกติของเครื่องจักรล่วงหน้า ก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่จนต้องหยุดเดินเครื่อง
เบื้องต้นระบบถูกนำไปใช้ที่โรงไฟฟ้าราชเอ็นเนอร์จี ระยอง และโรงไฟฟ้าราชโคเจนเนอเรชั่น ซึ่งบริษัทถือหุ้นทั้งหมด โดยระบบจะช่วยให้ทีมงานเห็นแนวโน้มความผิดปกติของเครื่องจักรและวางแผนซ่อมได้ก่อนเกิดเหตุ
ประโยชน์จึงไม่ได้มีแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เชื่อมไปถึงต้นทุนโดยตรง เพราะการลดการหยุดเดินเครื่องฉุกเฉินช่วยลดค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุง ลดการสูญเสียจากการผลิตที่หยุดลง และเพิ่มความพร้อมในการจ่ายไฟ
ปัจจุบัน RATCH ยังพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบนี้ด้วยทีมงานของตัวเอง เพื่อเตรียมขยายไปยังโรงไฟฟ้าอื่นๆ ในอนาคต ทำให้ AI กลายเป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสินทรัพย์เดิม แทนที่จะต้องลงทุนสร้างสินทรัพย์ใหม่เพียงอย่างเดียว
[ ขยายพอร์ตโรงไฟฟ้า ฟิลิปปินส์-เวียดนาม-อินโดนีเซีย ]
ด้านการลงทุนต่างประเทศ ปีนี้ RATCH เตรียมเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการใหม่ในฟิลิปปินส์และเวียดนาม โดยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในฟิลิปปินส์มีกำลังผลิตตามสัดส่วนถือหุ้น 71.05 เมกะวัตต์ และมีความคืบหน้าของโครงการแล้วประมาณ 85%
ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในเวียดนาม มีกำลังผลิตตามสัดส่วนถือหุ้น 5.5 เมกะวัตต์ ความคืบหน้าประมาณ 99% และอยู่ระหว่างการทดสอบระบบ โดยทั้งสองโครงการคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ภายในปีนี้
อินโดนีเซียก็เป็นอีกตลาดที่บริษัทมองเห็นโอกาสจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยเตรียมแผนขยายโรงไฟฟ้าไพตันในชวาตะวันออกอีก 1,000 เมกะวัตต์ เนื่องจากพื้นที่มีทั้งความพร้อมด้านที่ตั้งและระบบเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าชวา-บาหลี
นอกจากนี้ยังศึกษาโครงการโรงไฟฟ้าเครื่องยนต์ก๊าซขนาด 200 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพร้อมระบบทำความเย็นอีก 140 เมกะวัตต์ในเมืองบาตัม
ขณะที่ในไทย RATCH ยังเตรียมเข้าประมูลโครงการพลังงานทดแทนหลายรูปแบบ ทั้งโซลาร์ชุมชน โซลาร์ขนาดใหญ่ พลังงานลม และชีวมวล พร้อมมองโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเป็นอีกหนึ่งเชื้อเพลิงสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบไฟฟ้า
[ Data Center ดันดีมานด์ไฟฟ้ารอบใหม่ ]
หนึ่งในสนามใหม่ที่ RATCH ให้ความสำคัญมากขึ้นคือ Data Center ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมากและต้องการความมั่นคงของระบบสูง เพราะศูนย์ข้อมูลต้องทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
ปัจจุบันบริษัทเริ่มมีลูกค้า Data Center เข้ามาแล้ว โดยบริษัทในเครืออย่างราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากำลังผลิต 60 เมกะวัตต์ ให้กับลูกค้า Data Center ในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ จ.ชลบุรี
ขณะที่โรงผลิตไฟฟ้านวนครบรรลุข้อตกลงจ่ายไฟให้ลูกค้า Data Center อีก 2 ราย รวมกำลังผลิต 68 เมกะวัตต์ ทำให้ปัจจุบัน RATCH มีดีลในกลุ่มนี้รวม 128 เมกะวัตต์
จุดที่ทำให้ธุรกิจนี้น่าสนใจขึ้นคือการปรับรูปแบบสัญญาเป็น Gas Price Plus ซึ่งให้ผู้ใช้ไฟเป็นผู้รับภาระต้นทุนราคาก๊าซตามจริง แทนที่จะให้โรงไฟฟ้ารับความเสี่ยงจากราคาก๊าซที่ผันผวน
สำหรับ RATCH โครงสร้างนี้ช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุน ขณะที่ลูกค้า Data Center ก็ยอมรับต้นทุนดังกล่าวเพื่อแลกกับความมั่นคงของไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับธุรกิจที่ไม่สามารถหยุดระบบได้ง่ายๆ
[ โรงไฟฟ้าราชบุรี อาจเปลี่ยนเป็น Data Center ]
อีกสินทรัพย์ที่ RATCH กำลังมองหาโอกาสต่อยอดคือ โรงไฟฟ้าราชบุรี ซึ่งมีเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังความร้อน 3 ยูนิต รวมกำลังผลิต 2,100 เมกะวัตต์ โดยยูนิตสุดท้ายจะหมดสัญญาในเดือนเมษายนปีหน้า
บริษัทจึงวางทางเลือกไว้ 2 ทาง คือพัฒนาพื้นที่เดิมให้กลายเป็น Data Center ขนาดใหญ่ หรือขายสินทรัพย์ออกไป หากความต้องการจากลูกค้าไม่มากพอที่จะรองรับโครงการใหม่
เหตุผลที่พื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรีมีศักยภาพสำหรับ Data Center คือมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอยู่แล้ว โดยหลังโรงไฟฟ้าเดิมหยุดเดินเครื่อง บริษัทประเมินว่าจะมีน้ำเหลือจากระบบผลิตไฟฟ้าสูงถึง 270,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งสามารถนำมาใช้กับ Data Center ได้โดยไม่ต้องแย่งทรัพยากรกับภาคประชาชน
ในแผนเบื้องต้น RATCH สามารถใช้โรงไฟฟ้า 2 ยูนิตเป็นแหล่งจ่ายไฟหลัก และเก็บอีก 1 ยูนิตไว้เป็นระบบสำรอง เพื่อรองรับลูกค้าระดับ Hyperscale
อย่างไรก็ตาม แผนนี้ยังต้องรอความชัดเจนด้านกฎเกณฑ์จากภาครัฐ รวมถึงต้องดูว่าความต้องการจากลูกค้าจะมากพอหรือไม่ โดยบริษัทวางตัวเลขไว้ที่ประมาณ 1,400 เมกะวัตต์ หากไม่ถึงระดับดังกล่าว การขายสินทรัพย์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
ที่น่าสนใจคือแม้ยังไม่ได้ตัดสินใจขาย แต่ปัจจุบันมีผู้สนใจติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพราะโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่อยู่ในสภาพดีสามารถนำไปใช้งานได้เร็วกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่
[ มองไกลถึง SMR รับ Data Center ยุคพลังงานสะอาด ]
นอกจากพลังงานทดแทนแบบเดิม RATCH ยังเริ่มมองไปถึง SMR หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก โดยศึกษาความเป็นไปได้ในการนำมาใช้รองรับความต้องการไฟฟ้าของ Data Center ในอนาคต
เหตุผลสำคัญคือ Data Center โดยเฉพาะกลุ่ม Hyperscale ไม่ได้ต้องการแค่ไฟฟ้าปริมาณมาก แต่ต้องการไฟฟ้าที่มีความเสถียรและจ่ายได้ต่อเนื่อง พร้อมกับมีเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน
SMR จึงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ RATCH มองว่าน่าสนใจ เพราะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง และอาจตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงด้านพลังงานและความต้องการพลังงานสะอาดของลูกค้า Data Center
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นศึกษาเท่านั้น ยังไม่มีการตัดสินใจลงทุน และยังต้องพิจารณาทั้งเทคโนโลยี ความปลอดภัย ต้นทุน รวมถึงกฎเกณฑ์ของภาครัฐก่อน
[ จากโรงไฟฟ้า สู่ธุรกิจพลังงานยุคใหม่ ]
ภาพของ RATCH ในระยะต่อไปจึงไม่ได้มีแค่การเพิ่มจำนวนโรงไฟฟ้า แต่เป็นการนำสินทรัพย์และความเชี่ยวชาญด้านพลังงานที่มีอยู่ไปต่อยอดกับเทรนด์ใหม่ของโลก
ทั้ง Data Center ที่กำลังใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พลังงานสะอาดที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีอย่าง AI และ SMR ที่อาจกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบพลังงานในอนาคต
นอกจากนั้น บริษัทยังเดินหน้าศึกษาธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับอากาศยานในตุรกี รวมถึงห่วงโซ่ธุรกิจชีวมวลในอาเซียน เพื่อส่งออกไปยังตลาดญี่ปุ่นและยุโรป
ทั้งหมดเดินคู่ขนานกับเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 โดย RATCH ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนเป็นมากกว่า 35% ภายในปี 2030, มากกว่า 50% ในปี 2040 และ 80% ภายในปี 2050
จากเป้าหมาย EBITDA 15,000 ล้านบาท และงบลงทุน 10,000 ล้านบาท ภาพการเติบโตของ RATCH หลังจากนี้จึงไม่ได้วัดกันแค่จำนวนเมกะวัตต์ที่เพิ่มขึ้น แต่คือการเปลี่ยนโรงไฟฟ้าเดิมให้สร้างมูลค่าได้มากขึ้น พร้อมจับโอกาสใหม่อย่าง Data Center และพลังงานสะอาดให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด