สหรัฐพึ่ง AI หนัก! Fitch เตือนหากฟองสบู่แตก เศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย
AI–Data Center มีส่วนขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐถึง 1 ใน 3 ขณะที่ Fitch จำลองกรณีหุ้นร่วง 35% ใน 6 เดือน อาจฉุด GDP ปีหน้าหดตัว 1.5% ท่ามกลางความเสี่ยงหนี้สูง เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยขาขึ้น
วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 19.00 น. สำนักข่าว CNN รายงานว่า บริษัทเทคโนโลยีอาจกำลังกังวลถึงความเสี่ยงที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะสร้างต่อมนุษย์ในอนาคต แต่ความเสี่ยงที่ใกล้ตัวกว่านั้นอาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งกำลังพึ่งพาการลงทุนใน AI และศูนย์ข้อมูลมากขึ้นเรื่อย ๆ จนหากกระแส AI สะดุด เศรษฐกิจอาจเผชิญแรงกระแทกอย่างมีนัยสำคัญ
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กำลังมีจุดยืนแตกต่างจากผู้บริหารบริษัท AI ชั้นนำเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยี หลังทรัมป์เดินหน้าสนับสนุนการพัฒนา AI อย่างเต็มกำลัง แม้ชาวอเมริกันจำนวนมากคัดค้านการสร้างศูนย์ข้อมูลใกล้พื้นที่อยู่อาศัยและยังมีความกังวลว่า AI จะเข้ามาแย่งงาน
CNN วิเคราะห์ว่า เบื้องหลังจุดยืนดังกล่าวอาจมีคำถามทางเศรษฐกิจที่สำคัญกว่า นั่นคือ จะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ หากกระแสการลงทุนใน AI แผ่วลง
AI กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐ
ปัจจุบันเศรษฐกิจสหรัฐพึ่งพาการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับ AI มากขึ้น โดย ING ประเมินว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยี ซึ่งส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดย AI และศูนย์ข้อมูล มีส่วนคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของการเติบโตทางเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับปีก่อนในปี 2569
ขณะที่หัวหน้านักกลยุทธ์หุ้นของ Goldman Sachs ระบุว่า การลงทุนใน AI กำลังขับเคลื่อนประมาณ ครึ่งหนึ่งของการเติบโตของกำไรบริษัทในดัชนี S&P 500
แม้นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าการประเมินผลของ AI ต่อเศรษฐกิจมีรายละเอียดซับซ้อน แต่ฝ่ายที่เชื่อมั่นในเทคโนโลยีมองว่า AI จะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่กำหนดทิศทางของยุคสมัย และราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างมากเป็นเพียงหนึ่งในผลประโยชน์จากการเติบโตดังกล่าว
ในทางกลับกัน หากการลงทุนใน AI ชะลอตัวลงอย่างรุนแรง มูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นจากกระแส AI อาจถูกกดดัน ส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่งของครัวเรือน ลดการลงทุนของภาคธุรกิจ และทำให้แรงหนุนจากการเพิ่มผลิตภาพของ AI อ่อนแรงลง
ประเด็นที่ปฏิเสธได้ยากคือ หากไม่มีแรงขับเคลื่อนจาก AI เศรษฐกิจสหรั ในปัจจุบันอาจอยู่ในสถานะที่อ่อนแอกว่านี้มาก และในกรณีเลวร้ายอาจถึงขั้นเข้าสู่ภาวะถดถอย
Olu Sonola หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจสหรัฐของ Fitch Ratings ระบุว่า หากกระแส AI หยุดลงอย่างรุนแรง เศรษฐกิจมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะชะงักงันหรือหดตัวเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี
หุ้น AI ดันความมั่งคั่ง หนุนคนอเมริกันใช้จ่าย
อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือ “Wealth Effect” หรือผลจากความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น นักลงทุนที่มีพอร์ตหุ้นซึ่งได้ประโยชน์จากกระแส AI มีความมั่งคั่งสูงขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งช่วยพยุงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก
ดังนั้น ไม่ว่าประชาชนจะมีความคิดเห็นต่อ AI อย่างไร เม็ดเงินมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าสู่เทคโนโลยีดังกล่าวกำลังมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และหากกระแสเงินทุนนี้สะดุด ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทเทคโนโลยีหรือนักลงทุนในวอลล์สตรีทเท่านั้น
Fitch จำลองหุ้นสหรัฐร่วง 35% เศรษฐกิจอาจถดถอย
Fitch Ratings ได้จัดทำสถานการณ์จำลองเพื่อประเมินผลกระทบหากเกิดภาวะขาลงที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยสมมติให้ราคาหุ้นสหรัฐฯ ลดลงประมาณ 35% ภายใน 6 เดือน ซึ่งใกล้เคียงกับค่ากลางของการปรับตัวลงในวิกฤตตลาดการเงินครั้งสำคัญในอดีต
ผลการจำลองพบว่า เศรษฐกิจสหรัฐอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อาจ หดตัว 1.5% ในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม Fitch ย้ำว่ายังไม่มีหลักฐานเฉพาะเจาะจงว่าการปรับฐานรุนแรงดังกล่าวกำลังจะเกิดขึ้น และสถานการณ์ที่ราคาหุ้นสหรัฐร่วงลงอย่างหนักไม่ใช่กรณีฐานของสถาบัน
ถึงกระนั้นนักลงทุนและนักวิชาการจำนวนหนึ่งยังมองว่า ระบบเศรษฐกิจที่ก่อตัวขึ้นรอบอุตสาหกรรม AI มีความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทต่าง ๆ สูง และอาจมีความเปราะบางหากส่วนใดส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เกิดปัญหา
John Sedunov ศาสตราจารย์ด้านการเงินจาก Villanova University ระบุว่า ปัจจุบันเกิดระบบนิเวศทางธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้นรอบ AI และมีบริษัทจำนวนมากที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน หากห่วงโซ่ดังกล่าวขาดลงเพียงจุดเดียว ย่อมมีโอกาสเกิดผลกระทบต่อเนื่องไปยังส่วนอื่น
ความเสี่ยง AI มาพร้อมหนี้สูง–เงินเฟ้อ–สงคราม
ความเสี่ยงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีสัญญาณเตือนด้านอื่นอยู่แล้ว ตลาดพันธบัตรกำลังสะท้อนความกังวลเกี่ยวกับระดับหนี้ภาครัฐ การขาดดุลงบประมาณ และเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจนำไปสู่วงจรอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
สถานการณ์ยังถูกซ้ำเติมจากสงครามในอิหร่าน รวมถึงการที่ภาคธุรกิจออกตราสารหนี้เพิ่มขึ้นเพื่อระดมเงินทุนสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI
Sonola ระบุว่า ความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก หลังเศรษฐกิจต้องเผชิญทั้งมาตรการภาษีและสงครามมาแล้ว และยังอาจมีปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่ตลาดยังไม่สามารถระบุได้ในขณะนี้
อีกมุมมองเชื่อ AI อาจกลายเป็นแรงพยุงเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ทุกคนที่มองว่าการเติบโตของ AI จะจบลงด้วยวิกฤต Jessica Wachter ศาสตราจารย์ด้านการเงินจาก Wharton School แห่ง University of Pennsylvania ยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับการลงทุน AI ในปัจจุบันมีลักษณะที่ไม่ปกติ และเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่ตลาดจะกังวล แต่เธอไม่เห็นว่ากระแส AI จะนำไปสู่วิกฤตในระดับเดียวกับปี 2551
ในทางกลับกัน Wachter มองว่า AI อาจกลายเป็นแรงช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างงานสุทธิและสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว
ภาพดังกล่าวสะท้อนความย้อนแย้งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในยุค AI ในขณะที่ภาคเทคโนโลยีกำลังถกเถียงถึงความเสี่ยงที่ AI อาจสร้างต่อมนุษย์ในอนาคต เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับกำลังพึ่งพาการลงทุนในเทคโนโลยีนี้มากขึ้น จนคำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า AI จะเติบโตไปได้ไกลแค่ไหน แต่รวมถึงว่า หากกระแส AI สะดุด เศรษฐกิจสหรัฐจะรับแรงกระแทกได้มากเพียงใด
อ้างอิง : edition.cnn.com