'Fringeships' ความสัมพันธ์แบบจำกัดพื้นที่ มากกว่าคนรู้จัก แต่ยังไม่ใช่เพื่อน
เรามี เพื่อน… ไม่สิ ไม่เชิงว่าเป็นเพื่อน แต่จะบอกว่าเป็นแค่ ‘คนรู้จัก’ ก็ฟังดูจะใจร้ายไปหน่อย
แต่เอาเป็นว่า เป็นคนที่เรารู้จัก ไม่ใช่แค่คุ้นหน้าด้วย สนิทอยู่นะ พูดคุยได้ เจอกันก็รู้สึกมีความสุขดี เป็นคนในที่ทำงาน เพื่อนร่วมงานคนโปรด คนที่เรามักจะเลือกนั่งข้างๆ เวลาประชุม ไปกินข้าวด้วยกัน หรือเป็นใครซักคนที่เราเจอที่ยิม เจอที่สวน ใช้เวลาด้วยกัน คุยกันได้เวลาเจอกันในบริบทนั้นๆ
ที่บอกว่าพอจะต้องนิยามว่าเป็นเพื่อนไหมก็ไม่เชิง เพราะในความสัมพันธ์นี้ เราอาจจะยังไม่เคยพาตัวเองออกจากการพบเจอกันในพื้นที่หรือบริบทนั้นๆ เป็นเพื่อนย่อมต้องนำไปสู่การรู้จักกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันอีก รู้จักเรื่องราวชีวิต
ภาวะมากกว่าคนรู้จัก แต่ยังไม่ใช่เพื่อน เป็นอีกหนึ่งรูปแบบความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างพิเศษที่มักผูกพันในเงื่อนไขเชิงพื้นที่ คือรู้จักกันในบริบทพื้นที่นั้นๆ เป็นหลัก ยังไม่ย้ายไปสู่ความสัมพันธ์ ลักษณะดังกล่าวมีนิยามใหม่ว่าเป็น ‘Fringeships’
คือความสัมพันธ์แบบ ‘ห่างๆ’ ที่ ‘เกือบๆ’ จะเป็นความสัมพันธ์แบบใกล้ชิด จากการนิยามระดับความสัมพันธ์เชิงสังคมที่แบ่งความสัมพันธ์ออกแบบ แบบสนิท (Strong Ties) แบบเพื่อน ครอบครัว คนรัก และแบบหลวมๆ (Weak Ties) คือเป็นความสัมพันธ์แบบลำลองที่อีกนิดจะสนิท แต่อาจจะยัง
นักวิชาการบอกว่า ไม่ใช่ว่าดีหรือไม่ดี แต่ความสัมพันธ์แบบห่างๆ แต่ยังไม่ก้าวไปอีกขั้น มีบริบทของมัน มีความหมาย และอาจอธิบายบางความสัมพันธ์ของเราได้ ที่ยังไม่ก้าวไปสู่พื้นที่ที่ใกล้ตัวเรา
Strong Ties/Weak Ties ประโยชน์ของคนรู้จัก
การเกิดขึ้นของคำว่า fringeships จริงๆ เป็นการนิยามเพิ่มเติมในสเปกตรัมความสัมพันธ์ในสังคม มาจากการนิยามรูปแบบความสัมพันธ์ที่มีการแบ่งระหว่างความสัมพันธ์แบบใกล้และแบบไกล แปลแบบหลวมๆ ถ้าภาษาอังกฤษจะให้ความรู้สึกของความแน่นแฟ้นและหลวมๆ (Strong Ties and Weak Ties)
อันที่จริงการนิยามและศึกษาความสัมพันธ์แบบหลวม (Weak Ties) เกิดขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ซึ่งต้องเข้าใจว่าไม่ใช่การจัดลำดับว่าแบบไหนดีกว่ากัน แต่มองว่าเรามีรูปแบบความสัมพันธ์ทั้งแบบใกล้ชิด คือเพื่อน ครอบครัว เพื่อนสนิท คนรัก และนิยามความสัมพันธ์แบบหลวมๆ คือกลุ่มคนรู้จัก คนคุ้นหน้า คนที่เราเจอกันบ่อยๆ เช่น เจ้าของร้านประจำ เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมงานคนแผนก ถ้าเป็นบ้านเราก็คงเป็นป้าร้านข้าว พี่ยาม พี่แม่บ้าน
งานเขียนสำคัญที่ว่าด้วยความสัมพันธ์วงนอก คือ The Strength of Weak Ties (1973) ของ มาร์ก กราโนเวตเตอร์ (Mark Granovetter) นึกภาพการมีกลุ่มความสัมพันธ์ กลุ่มสนิทๆ ของเรามักจะมีจำนวนหนึ่ง ไม่มาก คนกลุ่มนี้ เพื่อนสนิทๆ ของเรา มักจะมีทิศทางความสนใจ มีลักษณะรสนิยม วิถีชีวิต ใกล้เคียงกัน ไว้วางใจกัน และช่วยเหลือกัน
ส่วนเพื่อนวงนอก กราโนเวตเตอร์เสนอว่า คนเหล่านี้เป็นเหมือนตัวเชื่อมโครงข่ายของกลุ่มต่างๆ เข้าหากัน คือเป็นเหมือนคนนำเข้าเรื่องราวใหม่ๆ เข้าสู่กลุ่มเครือข่ายที่ชิดใกล้กัน คำอธิบายหนึ่งที่อาจจะพอนึกภาพออกคือ เพื่อนหรือคนรู้จักวงนอกๆ เป็นคนที่นานๆ เจอกันที หรือถ้ากันบ่อยๆ นานๆ ถึงจะแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ส่วนใหญ่เรามักได้สิ่งใหม่ๆ จากการพูดคุยกับคนเหล่านี้ พูดอย่างชัดๆ เช่นเรามักได้งานใหม่จากคนเช่น เพื่อนเก่าที่หลายๆ ปีเจอกัน หรือคนที่เราเจอหน้ากันแล้วอยู่ๆ ก็คุยกันในบางบริบท
หรือในบางกรณี เราอาจพบว่า ตัวเราเอง มีความสะดวกใจที่จะคุยบางเรื่องกับคนที่เกือบจะเป็นคนแปลกหน้า ซึ่งรูปแบบของความสัมพันธ์แบบทั้ง Strong Ties และ Weak Ties ก็มีงานศึกษาปลีกย่อยแยกแยะลงไปอีกจากหลายนักคิด เช่นความห่างไกลที่ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จาก คนแปลกหน้า คนแปลกหน้าที่เจอกันบ่อยๆ คนคุ้นหน้า จนถึง คนคุ้นเคย (fringeship) ก่อนจะก้าวไปสู่มิตรภาพ (friendship)
Fringeships ความสัมพันธ์จำกัดพื้นที่
แล้วอะไรคือความสัมพันธ์แบบเกือบๆ ของเจ้า fringeships? ถ้านิยามเจ้าความสัมพันธ์แบบเกือบจะเป็นเพื่อน รู้จักแต่ยังไม่สนิท คือความสัมพันธ์ที่อยู่สุดปลายของความสัมพันธ์แบบไกลๆ Weak Ties แต่ยังไม่ก้าวเข้าสู่ความสัมพันธ์ในวงเดียวกัน
ก่อนจะเข้าสู่การอธิบายเรื่องพื้นที่ ลองนึกภาพว่า เรามักมีแน่นอน กับความสัมพันธ์ที่เรามี ใครซักคนที่เราเจอในรันคลับ เจอในคลาสโยคะ กระทั่งจริงๆ เพื่อนร่วมงานที่เจอกันแทบทุกวันธรรมดา แต่เรากลับไม่กระตือรือร้นที่จะพาคนเหล่านั้นเข้าสู่ความเป็นเพื่อน ในขณะเดียวกันเราก็ไม่อยากเดินเข้าสู่โลกของเขาหรือเธอ โลกของใบของเราตัดกันแค่บางส่วนเท่านั้น และเราก็ยินดีที่จะเป็นเช่นนั้น
นั่นแหละคือความสัมพันธ์แบบขอบๆ ซึ่งนักวิชาการให้นิยามหลักๆ คือเป็นความสัมพันธ์ที่ ‘ถูกจำกัดบริบท’ หรือ ‘พื้นที่’ ที่เฉพาะเจาะจง โดยนิยามหลักกว้างๆ ไว้ 4 ข้อ อย่างแรกคือเจอกันบ่อยๆ ในพื้นที่จำเพาะ ต่อมาคือต่างฝ่ายต่างจำกันได้และยินดีที่จะเชื่อมต่อกัน อย่างที่ 3 คือไม่มีความความผูกมัดซึ่งกันและกันหรืออาจมีเงื่อนไขที่เป็นทางการที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน (คือเป็นอิสระและอาจจะสัมพันธ์กันบนเงื่อนไขต่างๆ เช่น เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า) และสุดท้ายชมชอบซึ่งกันและกัน
ทีนี้ ต้องขอกลับไปย้ำว่าการศึกษาเรื่องความสัมพันธ์แบบใกล้และไกล แบบแน่นแฟ้นและห่างไกล ไม่มีนัยของการประเมินค่า แต่สองรูปแบบสำคัญกับเราทั้งคู่ คือต้องมีทั้งสองรูปแบบที่แข็งแรงทั้งคู่
สำหรับการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ของคนรู้จัก คนสนิทแบบ fringeship นักวิชาการอธิบายว่า การทำให้คนคนหนึ่งกลายเป็นมิตรสหายหรือเข้าเป็นโครงข่ายแบบชิดใกล้ มีหลายเงื่อนไข โดยเฉพาะการใช้เวลาร่วมกันซึ่งมีข้อเสนอว่าต้องใช้ราว 200 ชั่วโมง รวมถึงการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน การมีพันธะร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยพลังงานในการขุดพรวนความสัมพันธ์
fringeship คือคำที่นำมาอธิบายเรื่องความสัมพันธ์ของเราในโลกสมัยใหม่ในมิติความเหงา บทบาทของ fringeship นอกจากจะเป็นการรักษาคนในพื้นที่ระดับคนรู้จัก นักวิชาการยังชี้ว่า ความสัมพันธ์แบบลำลองทว่าคุ้นเคย เช่นการที่เราคุยกับป้าร้านข้าว ยิ้มให้พี่ยาม ทำให้ความรู้สึกเดียวดายลดลง กรณี fringeship มีเงื่อนไขต่อความสัมพันธ์ 4 ด้านคือ ให้ความรู้สึกเชื่อมโยง (belonging), สร้างความรู้สึกมั่นคง (grounding), ให้ความแปลกใหม่ (novelty) และให้ความพิเศษ (specialness)
เมื่อเป็นแบบนี้ fringeship จึงสัมพันธ์กับการสร้างความรู้สึกให้กับพื้นที่อื่นๆ ที่เราไป การที่เรารู้จักกับป้าร้านข้าวแบบเผินๆ รับรู้เรื่องราวของพี่ยามแบบเข้าใจแหละ แต่ก็ไม่เชิงว่าเกี่ยวข้องโดยตรง ทำให้เรารู้สึกเชื่อมโยงกับพื้นที่อื่นๆ นอกจากบ้านของเรา ออฟฟิศ โรงอาหาร ร้านประจำ ฟิตเนส เป็นพื้นที่ที่เราเชื่อมโยงได้ ความอบอุ่นเล็กๆ เหล่านี้ทำให้เรารู้สึกมั่นคง ไม่เป็นแปลกหน้าเพราะเรารู้จักใครบางคนที่นั่น เป็นคนที่นำเรื่องราวใหม่ๆ นอกจากวงคนรู้จักเข้ามาสู่เรา
สุดท้ายคือความรู้สึกพิเศษ หมายความว่าในความสัมพันธ์ เรารู้สึกว่าเราเป็นใครซักคนที่พิเศษในพื้นที่นั้นๆ เป็นคนที่เจ้าของร้านจำเราได้ ให้ของพิเศษกับเรา หรือเราอาจจะมีใครซักคนในห้องประชุมที่อยากจะนั่งข้างๆ ทั้งหมดเป็นความสัมพันธ์ที่เรารับรู้ได้ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหายไป คือไม่ใช่แค่จำกันได้ แต่รู้สึกเชื่อมโยงกันประมาณหนึ่งผ่านการเจอกันบ่อยๆ รู้จักกันในเงื่อนไขของพื้นที่นั้นๆ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและมีความหมาย
fringeships จึงเป็นอีกหนึ่งนิยามความสัมพันธ์ ซึ่งอาจจะพออธิบายกับบางความสัมพันธ์ของเรา ความสัมพันธ์ที่เราจัดวางไว้ในพื้นที่เฉพาะ เป็นคนที่สำคัญกับเรา ผูกพันกับพื้นที่นั้นๆ เป็นคนที่ทำให้เรารู้สึกเชื่อมต่อกับพื้นที่นั้นๆ เป็นคนที่ให้ความอบอุ่น เป็นคนที่เราจะนึกถึงและถามไถ่ถ้าหายไป
การมองเห็นนิยามความหมายที่สุดขอบของคำว่าคนรู้จัก เป็นอีกหนึ่งความสัมพันธ์ที่เหมือนกับการจุดความอบอุ่นเล็กๆ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วพื้นที่ที่เราไปใช้เวลา เป็นความสัมพันธ์ที่มีหัวจิตหัวใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีการเรียกร้องซึ่งกันและกัน ไม่มีข้อผูกมัดต่อกัน เป็นอีกความสัมพันธ์ที่ความหมาย ไม่ใช่เป็น ‘แค่คนรู้จัก’ สำหรับเราทุกคน
อ้างอิงจาก
Graphic Designer: Sutanya Phattanasitubon (IG: 24n7.s)
Editorial Staff: Paranee Srikham