หวั่นเรือรบ “อับราฮัม ลินคอล์น” เสื่อมสภาพ หลังกรำศึกหนัก อาจซ่อมด่วนขณะพักที่ไทย
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ว่าเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ของกองทัพเรือสหรัฐ เข้าเทียบท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ทางตะวันออกของไทย เมื่อวันพุธที่ผ่านมา
ทั้งนี้ สภาพภายนอกของเรือความยาวเกือบ 1,100 ฟุต มีคราบสนิมปรากฏทั่วลำ ตั้งแต่บริเวณหัวเรือไปจนถึงท้ายเรือ จนสร้างความประหลาดใจแก่ผู้พบเห็น
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นสภาพที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ เนื่องจากเรือลำดังกล่าวใช้เวลาในทะเลรวม 286 วัน นับจากออกจากเมืองซานดิเอโก ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว และเป็นกำลังหลักของกองทัพสหรัฐ ในการทำสงครามกับอิหร่านตลอดระยะเวลากว่า 6 เดือนที่ผ่านมา
ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนกล่าวว่า คราบสนิมบริเวณแนวน้ำไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับเรือรบที่ปฏิบัติการในทะเลต่อเนื่องเกิน 60 วัน เนื่องจากการกำจัดสนิมในจุดดังกล่าวไม่อาจทำได้ระหว่างเรือแล่น หรืออยู่ในภาวะสู้รบ
อย่างไรก็ตาม สนิมสามารถลุกลามและบั่นทอนความแข็งแรงของโครงสร้างเหล็ก ขณะที่การขัดสนิม ทารองพื้นป้องกันสนิม 2 ชั้น และทาสีเทาสำหรับเรือรบอีก 2 ชั้น อาจใช้เวลาราว 30 วัน จึงมีการคาดการณ์ว่า ระหว่างจอดพัก 7 วันในไทย เรือจะซ่อมบำรุงเฉพาะจุดเร่งด่วนก่อน โดยเฉพาะหัวเรือและส่วนหน้าตัวเรือ ซึ่งเผชิญแรงกระแทกจากคลื่นและน้ำเค็มมากที่สุด
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ และนายพีต เฮกเธซ รมว.กลาโหมสหรัฐ ยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับการที่เรืออับราฮัม ลินคอล์น จอดแวะพักที่ไทย แต่ก่อนหน้านั้น ทั้งสองคนยืนยันว่า เรือยังอยู่ในสภาพดี ลูกเรือทุกนายมีขวัญกำลังใจดี และเสบียงอาหารยังเพียงพอ
เรืออับราฮัม ลินคอล์น เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้นนิมิตซ์ลำที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐ ตั้งชื่อตามประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ผู้นำคนที่ 16 ของสหรัฐ เริ่มเข้าประจำการเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2532 ปัจจุบันสังกัดกองเรือแปซิฟิก โดยมีฐานประจำการอยู่ที่เมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย
อนึ่ง ไทยเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญากับสหรัฐมาตั้งแต่ปี 2497 และได้รับสถานะพันธมิตรหลักนอกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) เมื่อปี 2546 ขณะที่กองทัพของทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด และจัดการฝึกร่วมกันเป็นประจำทุกปี.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS