"แมวพัลลัส" แมวป่าขนปุยหน้าบึ้ง ทนอากาศหนาวได้กว่า -50 องศาเซลเซียส
ใบหน้ากลมแบน ดวงตาสีเหลืองที่จ้องตรงมาราวกับกำลังไม่พอใจ หูเล็กซ่อนอยู่สองข้างของศีรษะ และขนฟูจนลำตัวดูเป็นก้อนกลม ทำให้ "แมวพัลลัส" (Pallas’s Cat) กลายเป็นแมวป่าที่มีรูปลักษณ์โดดเด่นจนได้รับฉายาจากหลายคนว่าเป็น "แมวหน้าบึ้ง" แห่งโลกธรรมชาติ
แต่รูปร่างที่ดูน่ารักและอ้วนกลมอาจสร้างความเข้าใจผิด เพราะภายใต้ขนที่หนาอย่างมหาศาล แมวพัลลัสแท้จริงมีขนาดใกล้เคียงกับแมวบ้านตัวหนึ่งเท่านั้น
แมวป่าขนปุยผู้ทนอากาศหนาวได้กว่า -50 องศาฯ
แมวพัลลัส มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Otocolobus manul เป็นแมวป่าขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้าสเตปป์ ภูเขาหิน และพื้นที่แห้งแล้งของเอเชียกลาง ซึ่งต้องเผชิญทั้งอากาศแห้ง ลมแรง และฤดูหนาวที่อุณหภูมิสามารถลดต่ำถึงประมาณ -50 องศาเซลเซียส
สภาพแวดล้อมที่สุดขั้วเช่นนี้ทำให้แทบทุกส่วนของร่างกายแมวพัลลัสมีความหมาย ตั้งแต่ขนที่หนาแน่น หูที่มีขนาดเล็กและอยู่ต่ำ ขาสั้นที่ทำให้ลำตัวแนบพื้น ไปจนถึงหางหนาที่สามารถใช้พันรอบตัวหรือวางรองอุ้งเท้าเมื่อนั่งบนพื้นเย็นจัด
แม้ปัจจุบันแมวพัลลัสถูกจัดอยู่ในสถานะ Least Concern (LC) หรือ ความเสี่ยงต่ำ แต่ประชากรทั่วโลกมีแนวโน้มลดลง และยังเผชิญภัยคุกคามจากการสูญเสียถิ่นอาศัย การลดจำนวนของสัตว์ที่เป็นอาหาร การวางยาหนู การทำเหมือง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ธรรมชาติ
แมวพัลลัส จัดอยู่ในชั้น Mammalia อันดับ Carnivora วงศ์ Felidae วงศ์ย่อย Felinae สกุล Otocolobus ชนิด Otocolobus manul สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจุบัน Otocolobus manul เป็นสมาชิกเพียงชนิดเดียวในสกุล Otocolobus มันจึงไม่ได้เป็นแมวบ้านพันธุ์แปลก หรือแมวเปอร์เซียที่หลุดเข้าไปอยู่ในธรรมชาติ แต่เป็นสายวิวัฒนาการของแมวป่าที่มีประวัติแยกออกจากญาติในวงศ์ Felidae มานานหลายล้านปี
การวิเคราะห์ทางพันธุกรรมประเมินว่า สายของแมวพัลลัสแยกจากบรรพบุรุษร่วมกับกลุ่มแมวสกุล Prionailurus ซึ่งรวมถึงแมวดาว เสือปลา และแมวหัวแบน มานานหลายล้านปีแล้ว
ทำไมถึงชื่อ "แมวพัลลัส"
ชื่อแมวพัลลัส ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ ปีเตอร์ ไซมอน พัลลัส นักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมัน ผู้บรรยายสัตว์ชนิดนี้ทางวิทยาศาสตร์ในปี ค.ศ. 1776 จากตัวอย่างที่พบใกล้บริเวณทะเลสาบไบคาล ในเวลานั้นเขาใช้ชื่อว่า Felis manul ก่อนที่ภายหลังนักอนุกรมวิธานจะแยกแมวชนิดนี้ออกมาอยู่ในสกุล Otocolobus
อีกชื่อหนึ่งที่พบได้บ่อยคือ Manul คำว่า manul เป็นชื่อที่ใช้เรียกสัตว์ชนิดนี้ในภาษามองโกเลีย และปัจจุบันถูกใช้แพร่หลายในวงการอนุรักษ์และการศึกษาสัตว์ป่าเช่นกัน
โดยชื่อสกุล Otocolobus มีรากจากคำภาษากรีกที่เกี่ยวข้องกับคำว่า "หู" และ "การตัดให้สั้น" ชื่อดังกล่าวสะท้อนหนึ่งในลักษณะเด่นที่สุดของแมวพัลลัส คือ ใบหูที่มีขนาดเล็กและตั้งอยู่ต่ำบริเวณด้านข้างของศีรษะ ตำแหน่งของหูทำให้เมื่อแมวหมอบต่ำอยู่หลังโขดหินหรือพุ่มไม้ หูแทบไม่โผล่ขึ้นมาเหนือศีรษะ ช่วยลดโอกาสถูกทั้งเหยื่อและผู้ล่าสังเกตพบ
ขณะเดียวกัน ใบหูขนาดเล็กยังลดพื้นที่ผิวที่สัมผัสอากาศ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำหรับสัตว์ที่ต้องอาศัยอยู่ในสภาพอากาศหนาวจัด
ขนาดตัวแทบไม่ต่างจากแมวบ้านขนาดกลาง ขนหนาสุดในบรรดาแมว
แม้ภาพถ่ายจะทำให้แมวพัลลัสดูเหมือนแมวขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่สร้างภาพลวงตานั้นคือ "ขน" ข้อมูลจาก สถาบันสมิธโซเนียน ระบุว่า ตัวเต็มวัยมีความยาวลำตัวประมาณ 51–61 เซนติเมตร หางยาวประมาณ 20–25 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 1.8–5 กิโลกรัม
ข้อมูลทางอนุกรมวิธานที่รวบรวมไว้ให้ช่วงความยาวศีรษะและลำตัวกว้างขึ้นเล็กน้อยประมาณ 46–65 เซนติเมตร และหางประมาณ 21–31 เซนติเมตร ดังนั้น หากโกนขนทั้งหมดออก ลำตัวจริงของมันอาจไม่ได้แตกต่างจากแมวบ้านขนาดกลางมากนัก
หากถามว่าทำไมแมวพัลลัสถึงดูอ้วนและกลมมาก คำตอบหลักคือ ขนที่หนาแน่นผิดปกติ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ระบุว่า ขนของแมวพัลลัสสามารถมีความหนาแน่นได้ถึงประมาณ 9,000 เส้นต่อตารางเซนติเมตร ข้อมูลทางกายวิภาคยังพบว่า ขนชั้นในสามารถยาวประมาณ 4 เซนติเมตร ขณะที่ขนชั้นนอกบางเส้นยาวได้เกือบ 7 เซนติเมตร
เมื่อขนหลายพันเส้นซ้อนกันเป็นชั้นหนา จึงทำให้ลำตัวของแมวซึ่งจริง ๆ มีขนาดใกล้เคียงแมวบ้านดูใหญ่และกลมขึ้นอย่างมาก นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องรูปลักษณ์ แต่เป็นฉนวนสำคัญที่ช่วยให้มันอยู่รอดในภูมิอากาศแบบภาคพื้นทวีปที่มีอุณหภูมิแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
สถาบันสมิธโซเนียน และองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล อธิบายว่า แมวพัลลัสมีขนหนาแน่นเป็นพิเศษ และ สถาบันสมิธโซเนียน ระบุว่าเป็นหนึ่งในลักษณะสำคัญที่ช่วยให้มันสามารถดำรงชีวิตในพื้นที่ซึ่งฤดูหนาวลดต่ำกว่า -50 องศาเซลเซียส
ในฤดูหนาว ขนจะหนาและมีสีออกเทามากขึ้น ทำให้ลวดลายตามลำตัวมองเห็นไม่ชัดเท่าฤดูร้อน เมื่อเข้าสู่ช่วงอากาศอุ่น ขนบางส่วนจะผลัดออก และสีอาจเห็นเฉดเหลือง น้ำตาล หรือแดงอ่อนชัดขึ้น ปลายขนบางเส้นเป็นสีขาว ทำให้ลำตัวเกิดประกายสีเงินหรือคล้ายมีน้ำแข็งเกาะอยู่ ซึ่งช่วยให้มันกลมกลืนกับภูมิประเทศหินและหิมะได้ดี
สีหน้าที่ดูเหมือนกำลังโกรธหรือรำคาญตลอดเวลาไม่ได้หมายความว่าแมวพัลลัสกำลังอารมณ์เสีย ลักษณะดังกล่าวเกิดจากโครงสร้างใบหน้า โดยมีหน้าผากค่อนข้างแบน ปากสั้น หูอยู่ต่ำและห่างกัน ตากลม แนวขนบนแก้ม เส้นสีดำบริเวณสองข้างใบหน้า
องค์ประกอบทั้งหมดทำให้หน้าของมันดูกว้างและเรียบกว่าแมวป่าหลายชนิดจนสวนสัตว์เอดินบะระเรียกมันเล่น ๆ ว่า "Original Grumpy Cat" หรือแมวหน้าบึ้งของแทร่
รูม่านตากลม - "หาง" เป็นทั้งผ้าพันคอและเบาะรองเท้า
อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของแมวพัลลัสคือ รูม่านตาทรงกลม แมวบ้านและแมวป่าขนาดเล็กหลายชนิดมีรูม่านตาที่สามารถหดเป็นแนวตั้งคล้ายรอยกรีด แต่รูม่านตาของแมวพัลลัสยังคงมีลักษณะกลมเมื่อหดตัว
องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ระบุว่า ดวงตาของมันมีสีเหลืองและตำแหน่งค่อนข้างสูงบนใบหน้า ขณะที่รูม่านตาทรงกลมอาจช่วยในการมองเห็นภายใต้สภาพแสงน้อย โครงสร้างนี้จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ใบหน้าของมันแตกต่างจากแมวบ้านอย่างชัดเจนเมื่อมองใกล้ ๆ
แมวพัลลัสมีหางหนาและฟู มีลายวงสีเข้มหลายแถบ และปลายหางสีดำ หางมีหน้าที่มากกว่าช่วยรักษาสมดุล เมื่ออากาศหนาว องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ระบุว่า มันสามารถ พันหางรอบลำตัวคล้ายผ้าพันคอ เพื่อช่วยรักษาความอบอุ่น และเมื่อมันนั่งบนพื้นเย็นจัด ยังมีพฤติกรรมวางอุ้งเท้าบนหาง ทำให้หางทำหน้าที่เสมือน “เบาะ” ป้องกันอุ้งเท้าสัมผัสพื้นเย็นโดยตรง
สวนสัตว์เอดินบะระ ก็ยืนยันพฤติกรรมแปลกนี้ โดยระบุว่าแมวพัลลัสเป็นที่รู้จักจากการยืนหรือวางเท้าบนหางของตัวเองเพื่อรักษาความอบอุ่น
แมวพัลลัสมีขาที่สั้นเมื่อเทียบกับสัดส่วนลำตัว ข้อดีคือมันสามารถลดระดับร่างกายให้แนบพื้นได้มาก จึงเหมาะกับการแอบซ่อนและค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าหาเหยื่อในภูมิประเทศเปิด
องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล อธิบายว่าขาสั้นช่วยให้มันอยู่ต่ำติดพื้นและเหมาะกับการ ย่องเข้าใกล้เหยื่อมากกว่าการวิ่งไล่ ส่วนข้อเสียคือมันไม่ใช่แมวที่วิ่งเร็วเมื่อเทียบกับผู้ล่าหลายชนิด เมื่อเกิดอันตราย กลยุทธ์หลักจึงมักไม่ใช่การวิ่งหนีเป็นระยะทางไกล แต่คือการใช้ภูมิประเทศเป็นที่กำบัง
กลยุทธ์เอาตัวรอด "หมอบนิ่งทำตัวเป็นก้อนหิน"
ตามทุ่งสเตปป์ของเอเชียกลาง ต้นไม้ใหญ่สำหรับปีนหลบภัยแทบไม่มี เมื่อต้องข้ามพื้นที่เปิดและพบผู้ล่า เช่น นกอินทรีสเตปป์ แมวพัลลัสสามารถใช้วิธีที่ดูเรียบง่ายอย่างน่าประหลาด คือ หมอบตัวราบลงกับพื้นแล้วอยู่นิ่ง สีเทา น้ำตาล และลวดลายของขนจะกลืนเข้ากับหินและดิน จนร่างกายดูคล้ายก้อนหินในภูมิประเทศ
องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ระบุว่าการพรางตัวนี้สำคัญมาก เพราะพื้นที่หากินของมันสามารถกินบริเวณกว้าง และจำเป็นต้องเดินผ่านพื้นที่เปิดเพื่อหาอาหารอยู่เสมอ
เขตกระจายพันธุ์ของแมวพัลลัสครอบคลุมพื้นที่กว้างของเอเชียกลางและบริเวณโดยรอบ มีรายงานพบตั้งแต่อิหร่าน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน เติร์กเมนิสถาน มองโกเลีย จีน รัสเซียตอนใต้ เนปาล ภูฏาน อินเดียตอนเหนือ รวมถึงพื้นที่เทือกเขาคอเคซัส ที่ราบสูงทิเบต เทือกเขาฮินดูกูช เทือกเขาหิมาลัย และบริเวณอัลไต-ซายัน
แม้พื้นที่กระจายพันธุ์บนแผนที่จะดูกว้างใหญ่ แต่ประชากรไม่ได้เชื่อมต่อกันเป็นผืนเดียว แต่กระจายเป็นหย่อม ๆ ตามพื้นที่ซึ่งมีภูมิประเทศและอาหารเหมาะสม
ถิ่นอาศัยที่เหมาะกับแมวพัลลัสมักเป็นทุ่งหญ้าสเตปป์ พื้นที่พุ่มไม้ กึ่งทะเลทราย ภูเขาหิน เนินหิน หุบเขาและร่องเขา สิ่งสำคัญคือพื้นที่ต้องมีที่กำบัง เนื่องจากมันวิ่งไม่เร็ว จึงต้องพึ่งช่องหิน ถ้ำขนาดเล็ก และโพรงสัตว์ชนิดอื่นสำหรับใช้หลบผู้ล่า นอนพัก หลบสภาพอากาศ เลี้ยงลูก เฝ้ารอเหยื่อ
มีการบันทึกแมวพัลลัสในพื้นที่สูงถึงประมาณ 5,593 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในเขตหิมาลัย แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการดำรงชีวิตบนพื้นที่สูงอย่างมาก
การอยู่ในพื้นที่หนาวไม่ได้หมายความว่าแมวพัลลัสสามารถใช้ชีวิตบนหิมะลึกได้ดีทุกแบบ ขาที่สั้นกลายเป็นข้อเสียทันทีเมื่อหิมะหนา ข้อมูลจากพื้นที่กระจายพันธุ์พบว่า แมวพัลลัสสัมพันธ์กับพื้นที่ซึ่งชั้นหิมะโดยทั่วไปไม่ลึกเกินประมาณ 15–20 เซนติเมตร
หิมะที่หนามากทำให้การเดินยากขึ้น และยังลดความสามารถในการล่าสัตว์ตามพื้นหรือบริเวณปากโพรง จึงไม่น่าแปลกที่แมวชนิดนี้จะพบมากในพื้นที่หนาวแต่ค่อนข้างแห้ง มากกว่าพื้นที่ซึ่งมีหิมะตกสะสมหนามากตลอดฤดูหนาว
เป็นสัตว์สันโดษ
ชีวิตของแมวพัลลัสส่วนใหญ่เป็นชีวิตแบบสันโดษ ตัวผู้และตัวเมียมีพื้นที่หากินของตัวเอง และโดยทั่วไปจะมาพบกันเพียงช่วงผสมพันธุ์
สถาบันสมิธโซเนียน ระบุว่า พื้นที่ใช้ชีวิตของมันอาจกว้างประมาณ 9–18 ตารางกิโลเมตร ซึ่งถือว่ากว้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดตัว งานศึกษาบางพื้นที่ยังพบตัวผู้ใช้พื้นที่มากกว่านั้นอย่างมาก ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของเหยื่อ ภูมิประเทศ และตำแหน่งของตัวเมีย
การมีพื้นที่หากินกว้างหมายความว่า แม้เขตกระจายพันธุ์ของชนิดดูใหญ่ แต่ความหนาแน่นของแมวในพื้นที่หนึ่งอาจต่ำมาก
แมวพัลลัสมักถูกอธิบายว่าเป็นสัตว์ประเภท Crepuscular หรือมีกิจกรรมมากในช่วงรุ่งเช้าและพลบค่ำ สถาบันสมิธโซเนียน ระบุว่า พวกมันมักซ่อนตัวพักในเวลากลางวันและออกล่าช่วงรุ่งเช้า พลบค่ำ และเวลากลางคืน
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมไม่ได้ตายตัวเหมือนกันทุกพื้นที่ งานศึกษาภาคสนามพบว่าบางประชากรสามารถออกมาทำกิจกรรมในเวลากลางวันได้ โดยเฉพาะตามฤดูกาลและระดับการรบกวนจากมนุษย์
แมวพัลลัสเป็นสัตว์กินเนื้อและเชี่ยวชาญการล่าสัตว์ขนาดเล็ก อาหารสำคัญ ได้แก่ พิกา (Pika) โวล (Vole) เจอร์บิล แฮมสเตอร์ป่า มาร์มอตขนาดเล็ก หนูชนิดต่าง ๆ นกขนาดเล็ก กิ้งก่า ในหลายพื้นที่ พิกา เป็นหนึ่งในเหยื่อสำคัญที่สุด เนื่องจากมีขนาดใหญ่กว่าหนูหลายชนิดและให้พลังงานคุ้มค่ากับการล่า
สถาบันสมิธโซเนียน ระบุว่าสัตว์ฟันแทะและพิกาเป็นอาหารหลัก ขณะที่ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ระบุว่าแมวหนึ่งตัวสามารถกินสัตว์ฟันแทะได้ถึงประมาณ 5 ตัวในหนึ่งวัน
ไม่ร้องเหมียว ไม่วิ่งไล่ แต่ใช้วิธี "ซุ่มรอหน้าบ้านเหยื่อ"
เพราะขาสั้นและความเร็วไม่ใช่จุดเด่น วิธีล่าของแมวพัลลัสจึงต่างจากชีตาห์หรือแมวป่าที่อาศัยการไล่ตามเหยื่อ มันนิยมใช้วิธีซุ่มโจมตี โดยสามารถไปนั่งเฝ้าบริเวณปากโพรงของพิกาหรือสัตว์ฟันแทะ และรอจนเหยื่อโผล่ออกมา
อีกวิธีหนึ่งคือการใช้อุ้งเท้าสอดเข้าไปในโพรงตื้น ๆ เพื่อพยายามเกี่ยวหรือดึงสัตว์ออกมา กลยุทธ์นี้ใช้พลังงานน้อยและเหมาะกับสภาพแวดล้อมที่อาหารไม่ได้มีอยู่หนาแน่นตลอดเวลา
แมวพัลลัสเป็นแมว แต่เสียงของมันอาจไม่เหมือนเสียงที่เราคาดหวังจากแมวบ้าน องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ระบุว่าการสื่อสารหลักประกอบด้วยเสียงหลายแบบ เช่น เสียงคล้ายห่าน เสียงคำราม เสียงร้องแหลม เสียงนก และเสียงเพอร์
สถาบันสมิธโซเนียน ยังระบุว่า เมื่อรู้สึกตื่นเต้นหรือหวาดกลัว เสียงบางชนิดสามารถฟังคล้ายเสียงร้องของสุนัขตัวเล็กมากกว่าเสียงแมวทั่วไป
ชีวิตในพื้นที่หนาวจัดทำให้ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับเลี้ยงลูกมีจำกัด แมวพัลลัสจึงมีฤดูผสมพันธุ์ค่อนข้างสั้น โดยการผสมพันธุ์เกิดขึ้นช่วงปลายฤดูหนาวหรือต้นฤดูใบไม้ผลิ
หลังตั้งท้องประมาณ 66–75 วัน ตัวเมียจะคลอดลูกในช่วงฤดูใบไม้ผลิ โดยมากประมาณปลายเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเริ่มอบอุ่นและเหยื่อมีจำนวนเพิ่มขึ้น
จำนวนลูกโดยทั่วไปอยู่ประมาณ 2–6 ตัว และหลายแหล่งระบุว่าครอก 3–6 ตัวพบได้บ่อย ขณะที่มีรายงานครอกขนาดใหญ่กว่านั้นในบางกรณี
ลูกแมวพัลลัสเกิดมาพร้อมตาปิดและต้องพึ่งแม่อย่างเต็มที่ในช่วงแรก เมื่อผ่านไปประมาณ 2–3 สัปดาห์ ดวงตาจะเริ่มเปิด และจากนั้นพัฒนาการจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลการศึกษาระบุว่า เริ่มเรียนรู้การล่าเมื่อโตขึ้น ราว 5 เดือนสามารถเริ่มล่าเอง อายุประมาณ 6–7 เดือนมีขนาดใกล้เคียงตัวเต็มวัย ราว 1 ปีสามารถเข้าสู่วัยสืบพันธุ์
การโตอย่างรวดเร็วเป็นข้อได้เปรียบของสัตว์ที่ลูกเกิดในฤดูใบไม้ผลิและมีเวลาเพียงไม่กี่เดือนก่อนฤดูหนาวรุนแรงจะกลับมาอีกครั้ง
โพรงมีความสำคัญต่อการเลี้ยงลูกอย่างมาก แต่แมวพัลลัสไม่ได้จำเป็นต้องขุดโพรงใหม่ด้วยตัวเอง พวกมันสามารถใช้รอยแยกหิน ถ้ำขนาดเล็ก โพรงมาร์มอตเก่า โพรงสัตว์ชนิดอื่นที่ถูกทิ้ง ช่องว่างตามหน้าผา เป็นทั้งที่พักและสถานที่คลอดลูก งานศึกษาในมองโกเลียพบแม่แมวใช้โพรงหลายแห่งระหว่างช่วงเลี้ยงลูก และบางโพรงเป็นโพรงเก่าของมาร์มอต
การมีพื้นที่หินและสัตว์ขุดโพรงจึงมีความสำคัญต่อแมวพัลลัสมากกว่าที่มองเห็นจากจำนวนเหยื่อเพียงอย่างเดียว
อาจเป็นผู้ถูกล่าได้
แม้เป็นนักล่า แต่ตัวมันเองก็สามารถกลายเป็นเหยื่อได้เช่นกัน ผู้ล่าที่อาจคุกคามแมวพัลลัส ได้แก่ หมาป่า สุนัขเลี้ยงสัตว์ นกนักล่าขนาดใหญ่ สัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ชนิดอื่น ด้วยความที่วิ่งไม่เร็ว การหลบเข้าโพรงและการพรางตัวจึงเป็นแนวป้องกันสำคัญที่สุด ส่วนในพื้นที่เปิด หากไม่มีช่องหินหรือโพรงให้หลบ แมวพัลลัสจะเปราะบางต่อผู้ล่ามากขึ้นอย่างชัดเจน
การประเมินจำนวนแมวพัลลัสในธรรมชาติทำได้ยากมาก เพราะสัตว์ชนิดนี้ใช้ชีวิตสันโดษ ความหนาแน่นประชากรต่ำ กระจายอยู่ในพื้นที่กว้าง อาศัยในภูมิประเทศเข้าถึงยาก พรางตัวเก่งมาก
สวนสัตว์เอดินบะระ ถึงกับระบุว่า มันเป็นหนึ่งในแมวป่าที่เรายังรู้จักข้อมูลค่อนข้างน้อย เนื่องจากความขี้อายและถิ่นอาศัยห่างไกล
ส่วนข้อมูลที่ องค์กรช่วยเหลือและอนุรักษ์สัตว์ตระกูลแมวขนาดใหญ่ (Big Cat Rescue) รวบรวมจากการประเมินประชากรระบุจำนวนประมาณ 58,000 ตัวเต็มวัย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นการประมาณในระดับโลก ไม่ใช่การนับสัตว์ทั้งหมดโดยตรง และประชากรก็กระจายตัวไม่สม่ำเสมออย่างมาก จึงไม่ควรตีความว่าแต่ละประเทศหรือแต่ละพื้นที่มีประชากรแข็งแรงเท่ากัน
ปัจจุบันแมวพัลลัสถูกจัดอยู่ในสถานะ Least Concern (LC) หรือ ความเสี่ยงต่ำ ตามบัญชีแดงของ IUCN โดยอยู่ในระดับนี้ตั้งแต่การประเมินปี ค.ศ. 2020
ก่อนหน้านั้นสัตว์ชนิดนี้เคยถูกจัดอยู่ในสถานะ Near Threatened ทำให้ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตบางแห่งยังคงระบุว่าแมวพัลลัสใกล้ถูกคุกคาม แต่ข้อมูลปัจจุบันที่ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล และ สถาบันสมิธโซเนียน ใช้ตรงกันว่าเป็น Least Concern
อย่างไรก็ตาม Least Concern ไม่ได้หมายความว่าไม่มีปัญหา สวนสัตว์เอดินบะระ และ Big Cat Rescue ต่างระบุว่า แนวโน้มประชากรกำลังลดลง และประชากรหลายพื้นที่ถูกแบ่งแยกออกจากกัน
หนึ่งในภัยคุกคามที่น่าสนใจที่สุดไม่ได้เกิดจากคนตั้งใจฆ่าแมวพัลลัสโดยตรง แต่เกิดจากการกำจัดพิกาและสัตว์ฟันแทะ ในพื้นที่เกษตรและทุ่งเลี้ยงสัตว์บางแห่ง มนุษย์มองสัตว์กลุ่มนี้เป็นศัตรู เพราะกินพืชหรือแข่งขันกับปศุสัตว์ จึงมีการใช้สารพิษเพื่อควบคุมประชากร
ผลกระทบต่อแมวพัลลัสเกิดขึ้นสองระดับ ระดับแรกคือ อาหารลดลง เมื่อพิกาและหนูหายไป นักล่าก็สูญเสียเหยื่อหลัก ระดับที่สองคือ พิษทุติยภูมิ แมวอาจกินสัตว์ที่ได้รับสารพิษเข้าไปแล้ว และได้รับพิษตามไปด้วย ซึ่ง สถาบันสมิธโซเนียน จัดเป็นหนึ่งในภัยคุกคามหลักต่อสัตว์ชนิดนี้
นอกจากนี้ การเลี้ยงปศุสัตว์ในเขตทุ่งสเตปป์สามารถสร้างแรงกดดันต่อระบบนิเวศได้หากมีความหนาแน่นสูงเกินไป สัตว์เลี้ยงจำนวนมากทำให้เกิดการกินพืชมากเกินไป พืชพรรณลดลง สภาพดินเปลี่ยนแปลง เหยื่อธรรมชาติลดลง ถิ่นอาศัยเสื่อมโทรม นอกจากนี้ ฝูงสัตว์มักมาพร้อมสุนัขต้อนสัตว์ ซึ่งสามารถไล่ล่าหรือฆ่าแมวพัลลัสได้
อีกภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นคือ การทำเหมือง ถนน โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาพื้นที่ การเปลี่ยนทุ่งธรรมชาติเป็นเกษตรกรรม แมวพัลลัสต้องใช้พื้นที่กว้างเพื่อหาอาหาร ดังนั้นแม้พื้นที่ธรรมชาติจะยังเหลืออยู่ แต่หากถูกแบ่งออกเป็นหย่อมเล็ก ๆ ก็สามารถสร้างปัญหาได้ ประชากรย่อยอาจถูกแยกออกจากกัน การเคลื่อนที่ระหว่างพื้นที่ยากขึ้น และโอกาสเผชิญมนุษย์หรือสุนัขเพิ่มขึ้น
ขณะที่ภาวะโลกร้อน อาจเป็นปัญหาใหม่ของแมวที่เกิดมาเพื่อความหนาว แมวพัลลัสวิวัฒนาการมาสำหรับภูมิอากาศแบบหนาวและแห้งอย่างชัดเจน ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ รูปแบบหิมะ และระบบนิเวศทุ่งสเตปป์สามารถส่งผลต่อทั้งตัวมันและเหยื่อ
Big Cat Rescue ตั้งข้อสังเกตว่า วงจรสืบพันธุ์ของแมวพัลลัสสัมพันธ์กับความยาวของช่วงกลางวัน หากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ช่วงเวลาที่เหยื่อมีมากเปลี่ยนไป แต่เวลาคลอดลูกยังคงถูกกำหนดโดยแสง อาจเกิดความไม่สอดคล้องระหว่างช่วงที่ลูกต้องการอาหารสูงกับช่วงที่เหยื่อมีมากที่สุด
ภาวะโลกร้อน จึงอาจไม่ได้ทำร้ายแมวเพียงเพราะอากาศร้อนขึ้น แต่สามารถเปลี่ยนความสัมพันธ์ของระบบนิเวศทั้งชุดที่มันพึ่งพา
ที่มา: WWF / Smithsonian’s National Zoo & Conservation Biology Institute / Edinburgh Zoo / Big Cat Rescue
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : "แมวพัลลัส" แมวป่าขนปุยหน้าบึ้ง ทนอากาศหนาวได้กว่า -50 องศาเซลเซียส
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com