โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท.รับศก.ไทยเข้าเกณฑ์เสี่ยง‘Japanification’

ไทยโพสต์

อัพเดต 31 สิงหาคม 2569 เวลา 23.49 น. • เผยแพร่ 53 นาทีที่แล้ว

‘แบงก์ชาติ’ รับเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยเข้าเกณฑ์เสี่ยง Japanification แต่โครงสร้างต่างจากญี่ปุ่น ยันภาพรวมยังมีศักยภาพด้านการผลิต-บริการ เร่งแก้หนี้-ลดต้นทุน-เพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อ พร้อมเผยเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. 69 ยังขยายตัวต่อเนื่อง อานิสงส์ ‘ส่งออก’ ช่วยหนุน

31 ส.ค. 2569 -นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่สื่อต่างชาติมีการวิเคราะห์ ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะเติบโตต่ำและเงินเฟ้อต่ำ จนอาจก้าวเข้าสู่สภาวะการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจในระยะยาว (Japanification) คล้ายกับประเทศญี่ปุ่น ว่า หากพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจในปัจจุบันมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดคำถามเรื่อง Japanification เนื่องจากตัวเลขหลายอย่างบ่งชี้ไปในทิศทางนั้น โดยแม้ผลลัพธ์สุดท้ายจะดูคล้ายกัน แต่ที่มาที่ไปและสาเหตุของการเกิดตัวเลขดังกล่าวนั้นมีความแตกต่างกัน โดยยืนยันว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพในด้านการผลิตและการบริการที่ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกมาก

ทั้งนี้ ธปท. มองว่า หนี้ครัวเรือนที่สูงมีการออกมาตรการหลายอย่างที่จะช่วยทำให้ครัวเรือนไปได้ และหนี้ครัวเรือน นั้น ต้นตอหลักมาจากรายได้ไม่พอรายจ่าย และไม่พอชำระหนี้ โดยที่ผ่านมามีการออกมาตรการหลายด้าน เช่น ปิดหนี้ไวไปต่อได้ การส่งเสริมให้มีการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง การกำกับดูแลการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) รวมถึงโครงการในกลุ่ม Buy Now Pay Later (BNPL) เพื่อดูแลหนี้ครัวเรือน การพยายามให้มีการลดต้นทุนการใช้บริการทางการเงินต่างๆ และการเข้าถึงสินเชื่อ

“หัวใจสำคัญ คือ การเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน และการที่ดอกเบี้ยเราต่ำ ก็เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเรื่องนี้ มองไปข้างหน้า หวังมาตรการพ.ร.ก.เงินกู้ 2 แสนล้านบาทหลัง ที่จะคิดว่าเป็นมาตรการช่วยเสริมได้ในอนาคต นอกจากนี้ หากไม่ใช้มาตรการอะไรเลย เรายังมีเศรษฐกิจที่เรายังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ ที่ผ่านมาเราลงทุนด้านดิจิทัลค่อนข้างมาก หากปรับเป็นการทรานฟอร์มได้ ก็น่าจะช่วยได้ โดยไม่ต้องใช้มาตรการของภาครัฐ หรือ ธปท.” นางปราณี กล่าว

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค. 2569 ขยายตัวจากเดือนก่อน ตามแรงส่งจากวัฏจักรเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ของโลก โดยการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่าที่ 34,341 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 22.3% โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้กิจกรรมในภาคการผลิต ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 34,388 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 35.5% จากการนำเข้าเชื้อเพลิงที่ลดลงจากทั้งด้านราคาและปริมาณ ขณะที่การนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางปรับลดลงตามการนำเข้าเคมีภัณฑ์ โดยการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นต่อเนื่องสอดคล้องกับทิศทางการส่งออกและการลงทุน

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลงเล็กน้อยหลังเร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวในระยะต่อไป สะท่อนจากการนำเข้าสินค้าทุนของธุรกิจผลิตสินค้าเทคโนโลยีและบริการที่เกี่ยวข้อง ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ ในเดือน ก.ค. เงินบาทอ่อนค่าจากความกังวลต่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมาประทุอีกครั้ง ขณะที่ในเดือน ส.ค. ข้อมูล ณ 25 ส.ค. 2569 พบว่า เงินบาทกลับมาเฉลี่ยแข็งค่า ตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังการประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกอบกับมุมมองตลาดที่ส่วนใหญ่ยังมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในกาประชุมครั้งหน้า หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ออกมาใกล้เคียงคาดและตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัว

นอกจากนี้ ในส่วนของการท่องเที่ยว พบว่า เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนโดยเฉพาะกลุ่มตลาดระยะไกล เช่น ยุโรป และตะวันออกกลาง รวมถึงนักท่องเที่ยวจีน จากอุปทานการบินที่ทยอยฟื้นตัวหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลายลง ประกอบกับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนของหลายประเทศ ส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ ที่ไม่รวมจีนยังฟื้นตัวช้า สำหรับรายรับภาคท่องเที่ยวปรับเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยว

ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ก.ค. 2569 อยู่ที่ 1.95% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจากเดือนก่อนที่อยู่ที่ 2.42% จากหมวดพลังงาน ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับลดลง ประกอบกับการปรับลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการในหมวดอาหารโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูปและเครื่องประกอบอาหาร ส่วนราคาสินค้าและบริการในหมวดที่ไม่ใช่อาหารทรงตัว

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า มองว่า มีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังไม่ทั่วถึง โดยแรงส่งสำคัญมาจากการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชน ที่ได้รับผลบวกจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์และปัญญาประดิษฐ์ของโลก ขณะที่การบริโภคของครัวเรือนมีแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ทิศทางเงินเฟ้อที่ลดลง และแนวโน้มรายได้แรงงานที่ปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและราคาสินค้าเกษตร.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...